โปรดระวังคำดูถูก

20200624

บางครั้งเราก็เผลอทำวจีกรรมด้วยการพูดจาค่อนแคะคนที่สถานะต่ำกว่าเรา

อาจจะเป็นน้องที่ทำงาน คนขายของในห้าง รปภ.ในหมู่บ้าน

บางคนผ่านมาแล้วผ่านไป แต่บางคนต้องกลับมาเจอกันใหม่ และบางครั้งคนเหล่านั้นอาจกลับมาด้วยสถานะที่สูงกว่าเราก็ได้

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ขี้ลืม เราลืมอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง แต่เราไม่เคยลืมคำดูถูกของใคร

ใครที่ทำผิดโดยสุจริตใจ เราให้อภัยเขาได้ไม่ยาก แต่ใครที่มาพูดจาดูแคลนเราโดยเจตนา การให้อภัยเขาช่างแสนลำบาก

เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้ เราจึงไม่ควรสร้างบาดแผลให้ใครด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม

เพราะความสะใจที่ได้มาหลังจากพ่นคำเหล่านั้นออกไป ไม่คุ้มกันเลยกับความเสียหายที่อาจจะย้อนกลับมาหาเราในอนาคตครับ

เรากำลัง “ซื้อ” อะไรอยู่บ้าง

20200622b

ช่วงค่ำตอนกลับบ้าน ผมจะเลี่ยงรถติดด้วยการขับรถลัดเลาะเข้าซอยไปออกแถวเอกมัย

ตอนที่ผมขับผ่านซอยเล็กและเปลี่ยวซอยหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาคอนโดเขียนไว้ว่า “A preferable life”

A preferable life เหรอ?

ซอยนั้นมีจุดดีอย่างเดียวคือใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดเดินไปถึงได้ ไฟตามทางมืดสลัว มืดพอที่ผมจะไม่กล้าเดินคนเดียว พื้นที่โดยรอบไม่มีสีเขียวใดๆ ถ้าลูกผมมาอยู่ที่นี่คงไม่มีที่ให้วิ่งเล่น

มันไม่ใช่ “ชีวิตที่ดีกว่า” สำหรับผมแน่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นชีวิตที่คนอีกไม่น้อยยอมเป็นหนี้หลายล้านเพื่อให้ได้มาครอบครอง

สิ่งหนึ่งที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเราได้มหาศาล คือสิ่งที่เราซื้อ

ซื้อในที่นี้ไม่ใช่ซื้อของ แต่เป็นการซื้อความเชื่อ

ก่อนจะมีคนซื้อได้ มันต้องมีคนขายก่อน

ขายความเชื่ออะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่ดี

คุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อมีคอนโดอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

ภรรยาคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้ขับรถคันนี้

ลูกคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เข้าโรงเรียนดัง

เมื่อเราซื้อความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมแล้ว เราก็ต้องวิ่งหาเงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ในทางกายภาพ

ซึ่งสำหรับบางความเชื่อ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี หรือกระทั่งทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มา

ดังนั้น ก่อนจะ “ซื้อ” อะไร ลองคิดให้รอบคอบ ลองคิดแย้งกับตนเองบ้างว่ามันดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ หรือเขาแค่พยายามจะขาย ‘a preferable life’ ให้เราซื้อเท่านั้นเอง

เพราะชีวิตที่น่าเขกหัว คือชีวิตที่เปล่าเปลืองไปกับของที่เขาว่าดีทั้งๆ ที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ ด้วยซ้ำไป

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น

20200622

เวลาเรามองคนที่เราชื่นชม และเห็นเขาทำอะไรได้ตั้งมากมายทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น เราอดถามไม่ได้ว่า “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

แล้วเราก็คิดเอาว่า คนแบบนี้น่าจะต้องมีความสามารถพิเศษ หรือรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้

แต่พอได้เข้าใกล้ เราก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนธรรมดาเลย สิ่งที่เขาทำไม่ได้ราบรื่น ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและข้อผิดพลาด

เพียงแต่เขาไม่ส่งพลังงานลบออกมาให้คนรอบข้างเท่านั้นเอง

ขึ้นชื่อว่าการทำงาน การใช้ชีวิต มันมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องฝ่าฟันกันทุกราย

ดังนั้นอย่าถามเลยว่าเหนื่อยมั้ย มันเหนื่อยอยู่แล้ว

แต่เหนื่อยแล้วจะบ่นหรือไม่มันขึ้นอยู่กับเรา

เหนื่อยก็หยุดพัก ถอยหลังออกมาให้เห็นชัดว่าเรากำลังพยายามทำอะไร เมื่อมีแรงแล้วก็กลับไปทำต่อ ไม่มีความจำเป็นต้องซ้ำเติมด้วยคำพูดที่บั่นทอน

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น*

มองให้ดี แล้วจะรู้ว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ

—–

* ประโยคนี้ผมได้มาจากบทความ “ทำไมพ่อถึงเหนื่อยล่ะคะ” ของคุณบิว เจ้าของเพจวิศวกรรีพอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ Excel แบบไม่มีเม้ม แนะนำให้ติดตามกันครับ

กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์มีไว้ทำอะไร?

20200620

กางเกงยีนส์หลายรุ่นจะมีกระเป๋าจิ๋วอยู่ในกระเป๋าหน้าของกางเกงยีนส์ดังภาพ

ผมเคยใช้เก็บเศษเหรียญ บางทีก็ใช้เก็บธนบัตรเพื่อเป็นเงินสำรอง บางทีไม่รู้จะทำอะไรก็เอานิ้วเสียบไว้เฉยๆ

แต่จริงๆ แล้วกระเป๋าจิ๋วนี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนครับ

มันถูกสร้างเอาไว้เก็บ pocket watch หรือ “นาฬิกาพก” ที่เป็นเรือนนาฬิกาและมีโซ่ที่สามารถดึงออกมาดูได้

กางเกงยีนส์นั้นเริ่มบูมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และสมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ คนที่พกนาฬิกาก็จะพก pocket watch นี่แหละ กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์จึงมีชื่อว่า watch pocket เพราะเอาไว้เก็บนาฬิกาพกโดยเฉพาะ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารรู้สึกว่า pocket watch ใช้งานลำบาก ต้องหยิบเข้าหยิบออก เลยประดิษฐ์ “trench watch” ซึ่งเป็นนาฬิกาหุ้มเกราะที่ใส่ข้อมือได้ สามารถดูเวลาได้อย่างรวดเร็วและทนทาน

เมื่อจบสงครามโลก trench watch ก็เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนธรรมดา เกราะที่เคยมีก็ค่อยๆ หายไปเพราะไม่จำเป็นต้องไปใส่รบที่ไหน และกลายร่างมาเป็นนาฬิกาข้อมือหรือ wrist watch อย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนกระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์ก็ยังคงอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา เป็นปริศนาสำหรับคนใส่กางเกงยีนส์ทุกคนที่ไม่เคยรู้ประวัติของ pocket watch ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูล Quora:Jai Carter’s answer to What is something people never use correctly?และ Hodinkee:The Ironic Elegance Of Trench Watches

นิทานโหรผู้ช่ำชอง

20200619

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 11 (1423-1483) คือกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ทรงพระปรีชาสามารถและเป็นผู้ “ชักใย” เหตุการณ์ในบ้านเมืองมากมายจนได้รับฉายาว่า the Spider King

พระเจ้าหลุยส์พระองค์นี้ทรงโปรดปรานวิชาโหราศาสตร์มาก และมีโหรคู่ใจคนหนึ่งที่พระองค์จะทรงปรึกษาอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่ง โหรคนนี้ทำนายว่าสตรีคนหนึ่งในราชสำนักจะเสียชีวิตภายใน 8 วัน

เมื่อคำทำนายเป็นจริง พระเจ้าหลุยส์ทรงวิตกกังวลมาก โหรอาจจะบงการฆ่าสตรีผู้นี้เพื่อให้ตรงตามคำทำนาย หรือไม่อย่างนั้นโหรคนนี้ก็แม่นยำเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์ได้ พระเจ้าหลุยส์จึงตัดสินใจแล้วว่าต้องฆ่าโหรคนนี้เสีย

วันหนึ่งพระเจ้าหลุยส์จึงเรียกโหรให้มาเข้าเฝ้า โดยได้เตี๊ยมกับกลุ่มทหารรักษาพระองค์ว่า เมื่อพระองค์ทรงให้สัญญาณ ก็จงเข้าไปอุ้มโหรแล้วจับโยนออกไปนอกหน้าต่างซึ่งอยู่สูงจากพื้นนับร้อยเมตร

เมื่อโหรมาถึง หลังจากพูดคุยพอเป็นพิธีและเตรียมจะส่งสัญญาณ พระเจ้าหลุยส์ก็ตัดสินใจถามคำถามทิ้งท้าย

“ท่านบอกว่าท่านแตกฉานวิชาโหราศาสตร์ และสามารถทำนายโชคชะตาของผู้อื่นได้ งั้นบอกข้าหน่อยสิว่าโชคชะตาของท่านจะเป็นเช่นไร ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

“ข้าพเจ้าจะอยู่ได้จนถึง 3 วันก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตพะยะค่ะ”

จากนั้นมา โหราจารย์ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแถมยังมีหมอมาตรวจสุขภาพเป็นประจำอีกด้วย

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene