นิทานคันธนูปริศนา

20200626

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นายพรานผู้หนึ่งถือคันธนูคู่ใจออกไปล่าสัตว์ในป่า เขาล่าแพะได้ตัวหนึ่งจึงยกมันขึ้นพาดบ่าและเดินทางกลับบ้าน

ระหว่างทางเขาได้พบหมูป่าตัวหนึ่ง จึงวางแพะลงและยิงธนูใส่หมูป่า แต่หมูป่ากลับต่อสู้และตรงเข้าขวิดนายพรานจนเขาถึงแก่ความตาย ไม่นานนักเจ้าหมูป่าก็ทนพิษบาดผลไม่ไหวจึงตายลงเช่นกัน

หมาป่าตัวหนึ่งเดินผ่านมาพบคันธนูและศพของแพะ หมูป่า และนายพราน หมาป่าจึงดีใจมาก

“คันธนูนี้ช่างวิเศษจริงๆ ดูสิว่ามันบันดาลอาหารให้ข้ามากมายแค่ไหน”

หมาป่าหยิบลูกศรขึ้นมาลองง้างใส่คันธนูเล่นๆ แต่หมาป่าก็พลาดทำลูกศรวิ่งปักหัวใจจนนอนตายอยู่ตรงนั้น

—–
ขอบคุณนิทาน “หมาป่ากับคันธนู” จากหนังสือ “อีสปเด็กดี 50 เรื่อง” สำนักพิมพ์เอ็มไอเอส ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ผมชอบมาก เพราะทำหนังสือเด็กคุณภาพดีราคาย่อมเยาว์ครับ

ป.ล. คุณคิดว่า “คันธนู” ในที่นี้หมายถึงอะไร? แชร์ความเห็นกันดูครับ

ความสุขที่ได้มาโดยง่าย-ความสุขที่ได้มาโดยยาก

20200625

เครื่องมือสมัยใหม่ช่วยให้เราเข้าถึง “ความสุข” ได้อย่างง่ายดาย

แค่โพสต์อะไรแล้วมีคนมาไลค์มาคอมเมนท์ใจเราก็พองฟู แค่เปิดเน็ตฟลิกซ์ก็ได้รับความบันเทิงแบบไม่มีโฆษณาและไม่ต้องรอสัปดาห์ถัดไป

ความสุขที่ได้จากการเสพนั้นเกิดขึ้นเพราะสารโดพามีนมันหลั่ง ยิ่งหลั่งบ่อยๆ เราก็ยิ่งติดใจ เราก็ยิ่งจับจดกับหน้าจอ

ความสุขอีกแบบที่ได้มาโดยยากกว่า คือการได้เข้าไปอยู่ใน flow state ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเรากำลังทำงาน เล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมใดๆ ที่มีความท้าทายในตัวมันเอง

ถ้ากิจกรรมยากเกินไปเราจะท้อ ถ้ากิจกรรมง่ายเกินไปเราจะเบื่อ แต่ถ้าเจอจุดที่ความท้าทายคล้องจองกับทักษะเราจะฟิน

เมื่อเราเข้าไปอยู่ใน flow เราจะเพลิดเพลินจำเริญใจ เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการหลั่งของโดพามีนตอนเห็นโนติมากมายนัก

แต่การจะเข้าสู่ flow นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทักษะของเราต้องสูงประมาณหนึ่ง ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นได้ เราต้องอดทนกับความไม่เอาไหนของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราควรลดการใช้โซเชียล เพราะหากเราเสพติดความสุขที่ได้มาโดยง่ายเสียแล้ว เราก็จะสูญเสียความอดทนที่จะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอที่จะเห็นมันออกดอกออกผล และพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับความสุขอันประณีตครับ

โปรดระวังคำดูถูก

20200624

บางครั้งเราก็เผลอทำวจีกรรมด้วยการพูดจาค่อนแคะคนที่สถานะต่ำกว่าเรา

อาจจะเป็นน้องที่ทำงาน คนขายของในห้าง รปภ.ในหมู่บ้าน

บางคนผ่านมาแล้วผ่านไป แต่บางคนต้องกลับมาเจอกันใหม่ และบางครั้งคนเหล่านั้นอาจกลับมาด้วยสถานะที่สูงกว่าเราก็ได้

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ขี้ลืม เราลืมอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง แต่เราไม่เคยลืมคำดูถูกของใคร

ใครที่ทำผิดโดยสุจริตใจ เราให้อภัยเขาได้ไม่ยาก แต่ใครที่มาพูดจาดูแคลนเราโดยเจตนา การให้อภัยเขาช่างแสนลำบาก

เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้ เราจึงไม่ควรสร้างบาดแผลให้ใครด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม

เพราะความสะใจที่ได้มาหลังจากพ่นคำเหล่านั้นออกไป ไม่คุ้มกันเลยกับความเสียหายที่อาจจะย้อนกลับมาหาเราในอนาคตครับ

เรากำลัง “ซื้อ” อะไรอยู่บ้าง

20200622b

ช่วงค่ำตอนกลับบ้าน ผมจะเลี่ยงรถติดด้วยการขับรถลัดเลาะเข้าซอยไปออกแถวเอกมัย

ตอนที่ผมขับผ่านซอยเล็กและเปลี่ยวซอยหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาคอนโดเขียนไว้ว่า “A preferable life”

A preferable life เหรอ?

ซอยนั้นมีจุดดีอย่างเดียวคือใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดเดินไปถึงได้ ไฟตามทางมืดสลัว มืดพอที่ผมจะไม่กล้าเดินคนเดียว พื้นที่โดยรอบไม่มีสีเขียวใดๆ ถ้าลูกผมมาอยู่ที่นี่คงไม่มีที่ให้วิ่งเล่น

มันไม่ใช่ “ชีวิตที่ดีกว่า” สำหรับผมแน่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นชีวิตที่คนอีกไม่น้อยยอมเป็นหนี้หลายล้านเพื่อให้ได้มาครอบครอง

สิ่งหนึ่งที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเราได้มหาศาล คือสิ่งที่เราซื้อ

ซื้อในที่นี้ไม่ใช่ซื้อของ แต่เป็นการซื้อความเชื่อ

ก่อนจะมีคนซื้อได้ มันต้องมีคนขายก่อน

ขายความเชื่ออะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่ดี

คุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อมีคอนโดอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

ภรรยาคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้ขับรถคันนี้

ลูกคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เข้าโรงเรียนดัง

เมื่อเราซื้อความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมแล้ว เราก็ต้องวิ่งหาเงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ในทางกายภาพ

ซึ่งสำหรับบางความเชื่อ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี หรือกระทั่งทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มา

ดังนั้น ก่อนจะ “ซื้อ” อะไร ลองคิดให้รอบคอบ ลองคิดแย้งกับตนเองบ้างว่ามันดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ หรือเขาแค่พยายามจะขาย ‘a preferable life’ ให้เราซื้อเท่านั้นเอง

เพราะชีวิตที่น่าเขกหัว คือชีวิตที่เปล่าเปลืองไปกับของที่เขาว่าดีทั้งๆ ที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ ด้วยซ้ำไป

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น

20200622

เวลาเรามองคนที่เราชื่นชม และเห็นเขาทำอะไรได้ตั้งมากมายทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น เราอดถามไม่ได้ว่า “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

แล้วเราก็คิดเอาว่า คนแบบนี้น่าจะต้องมีความสามารถพิเศษ หรือรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้

แต่พอได้เข้าใกล้ เราก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนธรรมดาเลย สิ่งที่เขาทำไม่ได้ราบรื่น ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและข้อผิดพลาด

เพียงแต่เขาไม่ส่งพลังงานลบออกมาให้คนรอบข้างเท่านั้นเอง

ขึ้นชื่อว่าการทำงาน การใช้ชีวิต มันมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องฝ่าฟันกันทุกราย

ดังนั้นอย่าถามเลยว่าเหนื่อยมั้ย มันเหนื่อยอยู่แล้ว

แต่เหนื่อยแล้วจะบ่นหรือไม่มันขึ้นอยู่กับเรา

เหนื่อยก็หยุดพัก ถอยหลังออกมาให้เห็นชัดว่าเรากำลังพยายามทำอะไร เมื่อมีแรงแล้วก็กลับไปทำต่อ ไม่มีความจำเป็นต้องซ้ำเติมด้วยคำพูดที่บั่นทอน

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น*

มองให้ดี แล้วจะรู้ว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ

—–

* ประโยคนี้ผมได้มาจากบทความ “ทำไมพ่อถึงเหนื่อยล่ะคะ” ของคุณบิว เจ้าของเพจวิศวกรรีพอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ Excel แบบไม่มีเม้ม แนะนำให้ติดตามกันครับ