คำถามที่ไม่มีคำตอบ

20170619_questions

ดีกว่าคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม

“I would rather have questions that can’t be answered than answers that can’t be questioned.”
-Dr. Richard Feynman

ผมเชื่อตลอดมาว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ

เพราะคำถามที่ดีย่อมนำไปสู่คำตอบที่ดี และแม้บางครั้งจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่การตั้งคำถามที่ดีกับตัวเองอยู่เสมอจะทำให้เราไม่หลงลืมว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร

ส่วนคำตอบที่ดีนั้น ต้องดูอีกทีว่าดีในสายตาของใคร

เมื่อวานนี้ผมโพสต์เรื่องลิเกการศึกษา คุณผู้อ่านชื่อคุณ Kusoom มาให้ความเห็นไว้ว่า

“คนไทยให้ความสำคัญกับปริญญามากเกินไป มากจนบางครั้งคนได้ปริญญากลับมีความรู้ต่ำเตี้ยกว่าคนไม่ได้รับการศึกษาในระบบเสียอีก และบางครั้งคนที่อยากได้ปริญญากลับไม่ใช่เจ้าตัว แต่กลับเป็นพ่อหรือแม่เสียเอง มีเพื่อนหลายคนที่ต้องชอกช้ำกับการเป็นหมอ ผู้พิพากษา นักบัญชีทั้งที่ตัวตนไม่ชอบด้านนั้นเลยแต่ต้องเรียนเพราะพ่อแม่อยาก!”

พ่อแม่บางคนใช้ลูกเพื่อบรรลุความฝันของตัวเอง

ซึ่งผมว่าไม่แฟร์เท่าไหร่

เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ “มีคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม” เต็มไปหมด น่าจะมีวัยเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

โชคดีที่พ่อแม่ผมไม่เคยกะเกณฑ์อะไรเลย อยากจะเรียนอะไรก็เรียน อยากจะทำอะไรก็ทำ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ถามว่าตอนนี้พอใจกับชีวิตก็ต้องบอกว่าพอใจมาก

ในหัวผมยังมีคำถามอีกมากมายที่เห็นคำตอบเพียงลางๆ

แต่ไอ้ความไม่ชัดเจนนี่แหละที่ทำให้ชีวิตสนุกและน่าสนใจ คุณว่ามั้ย?

นิทานทองคำกินคน

20170615_deadlygold

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีนักพรตผู้หนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกออกมาจากป่า พอดีถูกคนสองคนซื่งเป็นสหายสนิทกันอย่างยิ่งพบเห็นเข้า คนทั้งสองจึงเอ่ยถามนักพรตรูปนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น และเขาหลบหนีสิ่งใดมา

นักพรตตอบว่า “ข้าพเจ้าบังเอิญขุดเจอทองคำฝังอยู่ที่โคนต้นไม้ในป่า เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก!”

เมื่อคนทั้งสองได้ยินก็ตื่นเต้นสุดระงับ แอบกระซิบกระซาบต่อกันว่า “คนผู้นี้ช่างโง่เขลาปัญญาอ่อนเสียจริง ขุดเจอทองนับเป็นโชคแท้ๆ แต่กลับกลัวจนตัวสั่น” จากนั้นจึงตะล่อมถามนักพรตต่อไปว่า “ท่านขุดเจอทอง ณ ที่ใด สามารถบอกพวกเราได้หรือไม่?”

นักพรตจึงตอบว่า “ของที่อันตรายเช่นนี้พวกท่านไม่กลัวหรืออย่างไร ไม่ทราบหรือว่าทองคำพวกนั้นมันสามารถกินคนได้!”

คนทั้งสองจึงรีบเอ่ยว่า “พวกเราไม่กลัวหรอก ท่านรีบบอกมาเถิดว่าทองคำอยู่ที่ใด?” สุดท้ายนักพรตจึงบอกว่า “ทองคำอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นริมสุดทางทิศตะวันตกของป่า” เมื่อได้ยินดังนั้นคนทั้งสองก็รีบผละจากนักพรตมุ่งหน้าไปยังจุดที่พบทองคำทันที

ระหว่างนั้น สหายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นักพรตรูปนั้นทึ่มจริงๆ ทองคำที่ทุกผู้ทุกคนต่างเฝ้าใฝ่ฝันถึงมากองอยู่ตรงหน้า กลับวิ่งหนีไปเสียได้” ซึ่งสหายอีกผู้หนึ่งก็พยักเพยิดเห็นด้วย

จากนั้นทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะนำทองคำกลับไปได้อย่างไร สหายผู้หนึ่งจึงเสนอว่า “หากขนทองคำกลับไปในตอนฟ้าสว่างเห็นจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เราควรขนไปตอนฟ้ามืดจะดีกว่า เดี๋ยวข้าจะเฝ้าทองคำอยู่ที่นี้ ส่วนท่านเดินทางเข้าเมืองไปเสาะหาอาหารและน้ำดื่มมารับประทานร่วมกัน เมื่อรับประทานเรียบร้อยรอให้ค่ำมืด ค่อยลงมือขนทองคำ”

ดังนั้นสหายผู้หนึ่งจึงเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปหาข้าวปลาอาหาร ส่วนสหายอีกผู้หนึ่งที่อยู่เฝ้าทองคำก็ขบคิดวางแผนว่า “หากทองคำทั้งหมดตกเป็นของข้าเพียงผู้เดียวก็คงจะดีไม่น้อย เช่นนี้ดีกว่า หากเพื่อนของข้ากลับมาก็ใช้ท่อนไม้ทุบตีมันให้ตาย เท่านี้ก็ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งทองคำให้กับผู้ใด”

ส่วนสหายที่เดินทางเข้าเมืองก็ครุ่นคิดว่า “ข้าจะเข้าเมืองไปรับประทานอาหารให้อิ่มเสียก่อน จากนั้นนำยาพิษใส่ในอาหารกลับไปให้สหายข้า เท่านี้ทองคำก็จะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

ชายที่เดินทางเข้าเมืองดำเนินการตามแผนเรียบร้อย จากนั้นนำอาหารกลับมายังชายป่าที่ซ่อนทองคำ แต่ยังไม่ทันระวังตัว เขากลับถูกสหายรักใช้ท่อนไม้ฟาดจากทางด้านหลัง จนเสียชีวิตทันที จากนั้นมือสังหารจึงแก้ห่อข้าวที่เพื่อนผู้ล่วงลับนำมาให้ รับประทานด้วยความหิวโหย แต่ไม่ทันไรก็ต้องล้มลงดิ้นทุรนทุรายเนื่องเพราะได้รับพิษที่อยู่ในอาหาร

ในชั่ววินาทีก่อนที่ชายผู้ถูกพิษจะสิ้นใจ เขาพลันนึกถึงคำที่นักพรตได้เตือนเอาไว้ จึงได้แต่รำพึงว่า”จริงดั่งคำที่นักพรตว่าไว้ ทองคำนั้นน่ากลัวยิ่ง เพราะมันสามารถกลืนกินมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภอย่างเรา” จากนั้นจึงลาโลกไปในลักษณะนั้น


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน ทองคำอันน่ากลัว

ตัดสินแต่ละวันด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูก

20170615_seedsyouplant

“Judge each day not by the harvest you reap but by the seeds you plant.”
“อย่าตัดสินแต่ละวันว่าวันนี้เราได้เก็บเกี่ยวอะไรบ้าง แต่ให้ดูว่าเราได้ปลูกเมล็ดพันธุ์อะไรบ้างดีกว่า”

-Anonymous

มีคำกล่าวที่ว่า การกระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และบางวันฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ

ถ้าเราเอาความสุขหรือความสำเร็จไปแขวนอยู่กับผลลัพธ์ เราอาจจะผิดหวังได้บ่อยครั้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือการกระทำของเราเอง

ถ้าเรารู้ตัวว่าวันนี้เราได้ปลูกเมล็ดไปแล้ว 100 เมล็ด แม้วันนี้จะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา เราก็จะปลูกอีก 100 เมล็ด

วันมะรืนอีก 100 เมล็ด

และวันต่อๆ ไปทุกๆ วัน อีกวันละ 100 เมล็ด

ต่อให้ฟ้าดินจะใจแข็งแค่ไหน ซักวันก็ต้องใจอ่อน และเมล็ดพันธุ์นั้นย่อมเติบโต แตกหน่อ และออกดอกออกผลตามธรรมชาติของมัน

และแม้ว่าเมล็ดพันธุ์บางชนิดจะใช้เวลานานก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้ปลูกไว้กินเองคนเดียว แต่ปลูกเผื่อคนที่มาทีหลังด้วย

เพราะผลไม้ที่เรากำลังลิ้มรสในวันนี้ (ไม่ว่าจะหวานหรือจะขมก็ตาม) ก็ล้วนมาจากเมล็ดที่คนรุ่นก่อนปลูกเอาไว้ทั้งนั้น

ใครๆ ก็มีแผนการที่ดีทั้งนั้น

20170613_goodplan

จนกระทั่งโดนซัดปากไปซักทีนึงนั่นแหละ

“Everybody has a plan until they get punched in the mouth.”
– Mike Tyson

อ่านประโยคนี้ของไมค์ ไทสัน แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 3 สถาบันแล้วเห็นภาพชัดดีชะมัด

ภาพของคนที่เชียร์มวยอยู่ข้างเวที

เขาจะเอียงซ้ายทีขวาที ออกเสียง เอิ้ว เอิ้ว เอิ้ว หรือไม่ก็ตะโกนให้คำแนะนำว่า ออกขวาสิ คลุกวงในสิ ฯลฯ แล้วก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อนักชกชกไม่ได้ดั่งใจ

ครับ เวลาที่เราอยู่ข้างเวที เรารู้ดีไปหมดเสมอว่าคนบนเวทีควรทำอะไรบ้าง

แต่ต่อให้เชียร์เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นแชมป์โลกนะครับ

ต้องขึ้นชกเองเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รางวัลติดมือมาบ้าง

และต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน พอขึ้นเวทีแล้วโดนซัดเข้าซักทีนึง ทุกๆ อย่างที่คุณเตรียมไว้อาจจะอันตรธานหายไปหมด

สิ่งที่จะกำหนดชีวิตเราจึงไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ตอนอยู่ข้างสังเวียน แต่เป็นสิ่งที่เราทำตอนเราอยู่บนเวทีและเพิ่งโดนซัดไปกองกับพื้นต่างหาก

ผมได้ข้อคิดสองอย่างจากคำพูดของไมค์ ไทสัน

หนึ่ง ถ้าเราไม่ได้ขึ้นชก อย่าริอ่านไปตัดสินคนอื่น

สอง คืออบรมจิตใจให้ดี เวลาโดนชีวิตซัดเข้าหนักๆ จะได้ไม่สติแตกง่ายๆ ครับ

คนสำเร็จเขาต่างกับเราแค่สองเรื่อง

20160612_success

หนึ่งคือเขากล้าที่จะเริ่ม และสองคือเขาไม่ยอมแพ้

“The difference between people who make their dreams come true and those of us who don’t is just one thing: the courage to start and the discipline to keep going.”
– Mel Robbins

จริงๆ ชีวิตไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

ที่มันซับซ้อนเพราะว่าเรามักง่ายต่างหาก

ความมักง่ายจะทำให้เราหาวิธีที่จะทำให้เราลงแรงน้อยๆ แต่สำเร็จไวๆ ได้เงินเยอะๆ

แต่ธรรมชาติไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

มะม่วงลูกหนึ่งกว่าจะสุกได้ต้องใช้เวลา

แต่บางคนรอไม่ได้ เลยเอามะม่วงไปบ่มแก๊สจนสีเหลืองน่ากิน

แต่มะม่วงบ่มแก๊สจะอร่อยเท่ามะม่วงที่สุกเองได้อย่างไร?

เส้นทางแห่งความสำเร็จก็ไม่มีอะไรซับซ้อน และทุกๆ คนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

แค่กล้าที่จะเริ่มทำ และมีความอดทนเพียงพอที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ทำเหตุให้ถึงพร้อม แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

เราก็จะได้กินมะม่วงลูกนั้นอย่างแน่นอน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/