นิทานหนอนสามตัว

20171223_threeworms

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในพุ่มไม้ใกล้ริมคลองแห่งหนึ่ง มีหนอนอยู่สามตัว

พวกมันคลานมาจากที่ไกลๆแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะข้ามคลองแห่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งที่มีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ทั่วบริเวณ

ตัวที่หนึ่งพูดว่า “พวกเราต้องหาสะพานให้เจอก่อน ถึงจะคลานข้ามสะพานไป”

ตัวทีสองพูดว่า “บริเวณนี้เป็นที่รกร้างนอกเมือง ที่ไหนจะมีสะพาน? พวกเราสร้างเรือคนละลำ แล้วลอยข้ามคลองไปดีกว่า”

ตัวที่สามพูดว่า “พวกเราเดินทางไกลมาไม่น้อยแล้ว รู้สึกเหนื่อยเต็มทีแล้ว ควรจะพักที่นี่สักสองวันก่อน”

หนอนอีกสองตัวประหลาดใจ พูดขึ้นว่า “พักก่อนหรือ? ตลกสิ้นดี ไม่เห็นหรือว่าฝั่งนั้น มวลน้ำหวานและเกสรดอกไม้โดนผู้อื่นดูดหมดแล้ว เราต่อสู้และผ่านอุปสรรคมาแล้วเท่าไหร่ เพียงเพื่อมานอนอยู่ตรงนี้หรือ?”

ขณะที่พูดยังไม่ทันขาดคำ หนอนตัวแรกก็คลานไปที่ทางเดินริมคลองเพื่อจะหาสะพานข้ามไปฝั่งนั้น ส่วนหนอนตัวที่สองก็คลานไปใต้ต้นไม้ เพื่อหาใบไม้ที่ร่วงหล่นมาทำเป็นเรือ

หนอนตัวที่สามคิดในใจว่า “หากได้ดื่มน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ฝั่งนั่นคงจะสุขไม่น้อย แต่ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ขอพักก่อนแล้วกัน” คิดแล้วก็ก็คลานขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุด จนเจอใบที่เหมาะๆ แล้วนอนเล่นอยู่ตรงนั้นจนผลอยหลับไป

ไม่รู้เวลาล่วงเลยไปแล้วเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ตัวเองก็ได้กลายเป็นผีเสื้อที่สวยงามตัวหนึ่ง ปีกของมันงดงามและบางเบา แค่กระพือปีกเบาๆ ก็บินข้ามไปฝั่งนั้นได้

ขณะนั้น ดอกไม้กำลังบานอย่างสวยงาม เกสรทุกดอกส่งกลิ่นและรสหอมหวาน เวลานั้นมันคิดถึงเพื่อนอีกสองตัวขึ้นมา แต่บินวนหาจนรอบก็ไม่เจอแม้เงา

ที่แท้เพื่อนสองตัวนั้น ตัวหนึ่งเดินหาสะพานจนสิ้นลม ส่วนอีกตัวหนึ่งก็จมน้ำลงไปพร้อมกับเรือลำน้อย

บางทีความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้นเกินอาจทำร้ายเราได้เหมือนกัน


ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

ขับรถยามค่ำคืน

20171222_drivenight

เราทุกคนน่าจะเคยขับรถตอนกลางคืน

ทัศนียภาพมันไม่ได้ชัดเหมือนตอนกลางวัน

ความสว่างของไฟรถ อาจช่วยให้เราเห็นทางข้างหน้าได้ไม่เกิน 50 เมตร จะเปิดไฟสูงก็เกรงว่ารถที่สวนมาจะด่าเอา

แต่แม้เราจะเห็นทางแค่ 50 เมตร ก็เพียงพอแล้วให้เราขับรถต่อไป เพราะเรารู้ว่าจะไปไหน รู้ว่าถนนเส้นนี้พาเราไปถึงสถานที่นั้น  และแม้ต้องเจอหลุมเจอบ่อ เราก็เชื่อว่าน่าจะหักหลบทัน

การใช้ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

เราไม่ควรปฏิเสธการออกเดินทางเพียงพอเพราะทัศนียภาพมันไม่ชัดเหมือนตอนกลางวัน

เพราะเอาเข้าจริงมันไม่เคยชัดหรอก เห็นได้เต็มที่ก็แค่ 50 เมตรนี่แหละ

แต่เห็นทีละ 50 เมตรก็เพียงพอแล้ว แค่รู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร สัปดาห์นี้จะทำอะไรก็พอแล้ว

ขอแค่รู้ว่าเป้าหมายของเราคือที่ไหน และคอยสำรวจว่าถนนที่เราขับอยู่มันน่าจะใช่เส้นทางที่พาไปสู่จุดหมายนั้นรึเปล่า

ถ้าบางครั้งมันจะเลี้ยวผิดบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมันม่ีจุดให้ยูเทิร์นอยู่ตั้งหลายจุด

ขอแค่อย่าซิ่งเกินไป และขับอย่างมีสติ

จะช้าจะเร็ว ก็ต้องถึงปลายทางครับ

เราโกหกได้เนียนที่สุด

20171220_liebest

ตอนที่เราโกหกตัวเอง

“We lie best when we lie to ourselves.”
-Stephen King

โกหกว่าเราทำงานนี้เต็มที่แล้ว

โกหกว่าที่เราไม่ก้าวหน้าเพราะเจ้านายไม่ดี องค์กรแย่ เศรษฐกิจตก ฯลฯ

โกหกว่าหน้าฉันยังเด้งอยู่หลังใส่ฟิลเตอร์ในเซลฟี่

โกหกว่าขออีก 5 นาที

โกหกว่าศีลธรรมของเราสูงกว่าคนที่เรากำลังรุมประณาม

โกหกว่าพรุ่งนี้จะไปวิ่ง

โกหกว่าปีหน้าจะเลิกบุหรี่

โกหกว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ครั้งแรก

โกหกว่าเราขาดเขาไม่ได้

โกหกว่าเรายังรักเขาอยู่

โกหกว่าไม่มีเวลา

โกหกว่าไม่มีเงินทุน

โกหกว่าไม่มีความรู้

โกหกว่าเราแก่เกินไป

โกหกว่าเราเด็กเกินไป

โกหกว่า “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” แต่ยังทำตัวเหมือนเดิม

“We lie best when we lie to ourselves.”

เนียนที่สุด บ่อยที่สุด

ถ้าเบื่อที่จะถูกหลอก วันนี้ลองเลิกโกหกตัวเองดูซักวันนะครับ

เมื่อหยุดบ่นความสุขก็มา

20171219_stopcomplaining

He who avoids complaint invites happiness.
-Abu Bakr

น่าสนใจนะครับว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นคนขี้บ่น

เพราะมาตรฐานสูง เพราะพูดมาก เพราะมองโลกในแง่ร้าย เพราะอายุที่มากขึ้น

หรือเพราะลึกๆ แล้วเป็นเพราะเรามองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น?

เพราะเราอาจรู้สึกว่าถ้าเป็นเราทำ เราจะทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ ส่วนคนอื่นนั้นใช้ไม่ได้ เราก็เลยหงุดหงิดใจว่าทำไมรอบตัวเรามีแต่คนที่กระจอกกว่าเราเต็มไปหมด

หรือถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง เราบ่นเพราะลึกๆ เราต้องการกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง เช่นเราอาจจะทำอะไรได้ไม่ดี แต่เพื่อหันเหความสนใจของคนอื่นและแม้กระทั่งตัวเราเอง เราเลยต้องหยิบยกเรื่องไม่ดีของคนอื่นขึ้นมาบ่นเสียก่อน

ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผ่านการเป็น “คนขี้บ่น” มาแล้วทั้งนั้น แม้บางคนจะแค่บ่นในใจก็เถอะ

คนขี้บ่นนั้นก็มีข้อดี เพราะเขาจะมองเห็นปัญหาต่างๆ ชัดมาก ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นปัญหา

แต่การบ่นนั้นเป็นพลังงานลบ จึงควรทำแต่น้อยเท่าที่จำเป็น แล้วเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะทำอะไรเพื่อให้มันดีขึ้นได้บ้าง?”

เปลี่ยนจากนักบ่นเป็นนักกู้สถานการณ์ แล้วมาสนุกกับการร่วมแก้ปัญหากันดีกว่าครับ

คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life