นิทานถ้วยเก่า

20181012_oldbowl

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง

อาม่ามีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว อาม่ามักจะทำข้าวหกลงบนโต๊ะและทำถ้วยตกแตกหลายครั้งหลายหน

ลูกสะใภ้อาม่ารู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาก จึงไปรบเร้ากับสามี สามีจึงยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา นั่นคือ เมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาก็จะจัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหาก โดยใช้ถ้วยข้าวราคาถูกๆ บิ่นๆ เวลาถ้วยแตกจะได้ไม่เสียดาย

เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถูกทอดทิ้ง

หลายวันผ่านไป อาม่ายังคงเศร้าสร้อย หลานชายตัวน้อยของอาม่าซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอดก็เข้าไปปลอบใจและบอกคุณย่าว่า

“เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำชามข้าวของคุณย่าตก เอาให้มันแตกเลยนะครับ”

อาม่าได้ฟังก็แสนแปลกใจ แต่หลานชายตัวน้อยก็ยังคงยืนกราน

เมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราจึงตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด

นางยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นมา แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นแรงๆ ถ้วยข้าวแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่าทันที

แต่แล้วลูกชายตัวน้อยของเธอกลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า

“ว้า..ทำไมคุณย่าทำถ้วยเก่าแตกหมดเลยล่ะครับ แล้วนี่ผมจะเอาถ้วยเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้ตอนคุณแม่แก่เท่าคุณย่าล่ะครับ?”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บฟิสิกส์ราชมงคล

ทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด

20181010_wrongreason

อาจเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้

หญิงสาวใส่เข็มขัดนิรภัย เพราะเห็นด่านตำรวจ

ผู้ชายอ้วนๆ คนหนึ่งลุกขึ้นมาออกกำลังกายจนดูดี เพราะอยากให้แฟนเก่าที่ทิ้งเค้าไปรู้สึกเสียดาย

ชาวบ้านไม่กล้าตัดต้นไม้ เพราะเชื่อว่ามีรุกขเทวดาอาศัยอยู่

เหตุผลเหล่านี้อาจฟังดูไม่เข้าท่าสำหรับคนบางคน

ถ้าจะใส่เข็มขัดนิรภัย ก็เพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เพราะกลัวโดนค่าปรับ

ถ้าจะดูแลสุขภาพ ก็เพราะว่ารักตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประชดแฟนเก่า

ถ้าจะไม่ตัดต้นไม้ ก็เพราะว่ารักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะกลัวเกรงสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเป็นใครถึงไปตัดสินเขา

ถ้ามันทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น และมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มันก็น่าจะโอเคไม่ใช่เหรอ?

เหมือนเด็กน้อยที่ตอนแรกกินยาเม็ดไม่ได้ ก็ต้องกินยาน้ำหวานๆ ไปก่อน คงไม่มีใครโทษคนผลิตยาว่าทำให้เด็กฟันผุ เดี๋ยวพอเด็กมันโตขึ้นมันก็กินยาเม็ดได้เอง

การทำสิ่งที่ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด ยังไงน่าจะก็ดีกว่าทำสิ่งที่ผิดด้วยเหตุผลที่(คิดว่าตัวเอง)ถูกนะครับ

ใช้ชีวิตแบบส่งๆ

20181009_unintentionallife

เมื่อชีวิตมันวุ่นวาย และเรื่องที่ต้องทำมีมากมาย หลายครั้งเราจึงใช้ชีวิตแบบส่งๆ

กินข้าวก็กินแบบส่งๆ

ทำงานก็ทำแบบส่งๆ

คุยก็คุยแบบส่งๆ

ขนาดเล่นมือถือยังเล่นแบบส่งๆ เลย

ถ้าใช้ชีวิตแบบส่งๆ แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ค ก็น่าลองอีกฝั่งนึงแทน

คือการใช้ชีวิตอย่างมีเจตนา

กินข้าวก็กินอย่างมีเจตนา

ทำงานก็ทำอย่างมีเจตนา

คุยก็คุยอย่างมีเจตนา

แม้แต่เล่นมือถือก็เล่นอย่างมีเจตนา

ใช้ชีวิตให้เต็มไปด้วยเจตนา อาจเหนื่อยพอๆ กับใช้ชีวิตแบบส่งๆ

แต่พอหมดวันแล้วน่าจะรู้สึกดีกว่ากันเยอะครับ

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร

20181005_happinessdirection

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นาย A ยากจน มีเงิน 100 บาท ถูกรางวัล 800 บาท รวมมีเงิน 900 บาท ยิ้มแฉ่งไปหลายวัน

นาย B ร่ำรวย มีเงิน 100 ล้าน เล่นหุ้นเจ๊งไป 10 ล้าน เหลือเงิน 90 ล้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน

A มีเงิน 900 บาท แต่มีความสุขกว่า B ที่มีเงิน 90 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ B ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า A หลายเท่านัก

ความลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การพิชิตเป้าหมาย หรือได้ครอบครองอะไรมากมาย

ความสุขคือการตระหนักรู้ว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

มันคือเสียงแห่งความหวังที่กระซิบเบาๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะทำให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

และจะทำให้พรุ่งดีกว่าวันนี้ครับ

เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว

20181005_alreadyknow

เราทุกคนต่างมีความฝันที่อยากจะริเริ่มอะไรใหม่ๆ

เปิดบล็อก, ทำ vlog บน Youtube, ทำธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย

คนไม่น้อยที่รู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้ไม่พอ จึงใช้เวลามากมายไปกับการค้นคว้าหาความรู้

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันจะเริ่มผิดเมื่อเราใช้การค้นคว้านั้นมาเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำเสียที

เพราะต่อให้อ่านให้ดูมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะรู้หมดอยู่แล้ว

รู้แค่ 2 ใน 10 ก็พอ จากนั้นก็ปิดตำราแล้วเริ่มลงมือทำดีกว่า

พอลงมือแล้วก็จะเจอปัญหา พอเจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป แล้วเราก็จะเก่งขึ้นเองตามธรรมชาติ จาก 2 ไป 3 จาก 3 ไป 4 เรื่อยไปจนถึง 8 9 10

เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว จงอย่าหลบซ่อนหรือวิ่งหนีอีกเลย