ปัญหาของเราก็เป็นปัญหาของเรา

20181028_hero

ปัญหาของเขาก็เป็นปัญหาของเขา

ชีวิตจะเริ่มวุ่นวายเมื่อเราเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น หรือเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเรา

คนที่เอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น ก็คือคนที่พอเกิดปัญหาอะไรแล้วชอบโทษนู่นโทษนี่

โทษว่าเพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก โทษว่าหัวหน้าใช้ไม่ได้ โทษว่าโชคร้าย โทษว่ามีแต่คนรังแก

อันนี้เรียกว่าเป็น victim’s mindset คือมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งคนไม่น้อยเป็น เพราะว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องสบตากับความจริงว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตอนนี้เราล้วนมีส่วนเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งนั้น

ส่วนคนที่เอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเราก็เช่นคนที่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับข่าวดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้าน เรื่องดารา หรือเรื่องนักการเมือง เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันกระตุ้นต่อมศีลธรรมของเราให้พองโตได้ดียิ่งนัก เราจึงเมามันไปกับการแสดงความเห็นทั้งบนโต๊ะกินข้าวและในช่องคอมเมนท์ตาม social network

ประเด็นก็คือความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย หรือทำให้ชีวิตของตัวเอกในข่าวดีขึ้นแต่ประการใด

ในภาษาของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า การกระทำอย่างนี้เรียกว่า “ไม่สร้างการผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่เอาปัญหาคนอื่นมาเป็นปัญหาของตัวเอง ก็คือคนที่ชอบโทษว่าตัวเองผิดเวลาที่คนอื่นมีปัญหา

“แฟนกำลังเครียดกับเรื่องงาน เดี๋ยวเราร่อนเรซูเม่หางานใหม่ให้แฟนดีกว่า”

“เพื่อนร่วมงานคนนี้ดูเศร้าๆ ต้องเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ชวนเธอคุยแน่เลย”

“ลูกเพื่อนเซลฟี่ขึ้นเฟซบ่อยจัง เมสเสจไปเตือนหน่อยดีกว่า”

ดูแล้วเหมือนปรารถนาดี แต่จริงๆ ภายใต้ความคิดเหล่านี้ เราอาจกำลังมองว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่ต้องคอยเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น และเมื่อทำสำเร็จเราก็จะได้รับการยอมรับและความรักกลับคืนมา

ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องเป็นคนไม่มีน้ำใจและนิ่งดูดายนะครับ เพียงแต่ต้องมองให้ออกว่าเจตนาที่แท้จริงของเราคืออะไร ถ้าจะช่วยก็เพื่อจะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ช่วยเพื่อให้เราได้อะไรบางอย่าง

อย่าเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของเขา เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

อย่าเอาปัญหาของเขามาเป็นปัญหาของเรา เพราะเวลามีจำกัด และทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตัวเองครับ

ชีวิตจะดีหรือร้าย

201810024

ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร

วินนิฟริด กาลาเกอร์ (Winifred Gallagher) เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ความสุข” โดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะวันหนึ่ง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แถมไม่ใช่ระยะแรกด้วย

วันนั้น ตอนที่เธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล วินนิฟริดก็คิดได้ว่า “เจ้ามะเร็งตัวนี้มันต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉันให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเอาเวลาไปสนใจชีวิตของฉันดีกว่า”

วินนิฟริดสัญญากับตัวเองว่า แม้มะเร็งจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่เธอจะให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตอันได้แก่ “การดูหนัง การออกไปเดินเล่น และการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหกโมงครึ่ง” ซึ่งทำให้เธอผ่านชีวิตช่วงการรักษาตัวไปได้โดยที่ชีวิตก็ยังมีความสุขดี

คนส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม (life circumstances) แต่จากการศึกษาและวิจัยของวินนิฟริด เธอกลับบอกว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร (what we pay attention to) ถ้าเราสนใจแต่เรื่องมะเร็ง ชีวิตเราก็จะทุกข์ทนหม่นหมอง แต่ถ้าเราสนใจเรื่องการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหัวค่ำ ชีวิตเราก็จะรื่นรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่ปัจจัยแวดล้อมก็ยังเหมือนเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจแค่ไหน หากเราสามารถเลือกที่จะมีมุมมองที่ดีได้ เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง และจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสติมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Deep Work โดย Cal Newport

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

ปัญหาของวันพรุ่งนี้

20181023_tomorrowsproblems

ก็ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้เป็นคนจัดการเถอะ

ถ้าปัญหามันไม่ได้คอขาดบาดตาย ก็ไม่ต้องไปเอาเป็นเอาตาย

ถ้าตัวเราในวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปพยายามให้มากกว่านี้

ปัญหาเกือบทุกเรื่องมัน man-made ทั้งนั้น

เมื่อมัน man made ก็ควรจะให้ man wait

เพราะปัญหาเกือบทุกอย่างมันรอได้ ที่รอไม่ได้คือคนต่างหาก

วันนี้กำลังจะจบลง หน้าที่ของเราคือพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อส่งต่อพลังงานดีๆ ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้จัดการต่อ

ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว

จะได้ไม่ต้องแบกโลกไว้ให้หนักเกินจำเป็นครับ

ชีวิตง่ายขึ้นเมื่อสลับออเดอร์

20181023b

มีหลายสิ่งอย่างที่เราสามารถสลับขั้นตอนแล้วทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้

ขอยกตัวอย่างสามเรื่อง

1. เข็มขัดนิรภัย – ก่อนที่กฎหมายไทยจะบังคับให้คนรัดเข็มขัดนิรภัย การรัดเข็มขัดถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด โดยเฉพาะตอนที่เราเป็นผู้โดยสารติดรถคนอื่นไป ถ้าขึ้นรถที่เพื่อนขับและเห็นว่าเพื่อนไม่ได้รัดเข็มขัด เราก็จะรู้สึกเขินๆ ที่จะรัดเข็มขัดเช่นกัน

2. ทำงาน – ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, Powerpoint บ่อยครั้งเราจะเปิดไฟล์ขึ้นมาทำอย่างเมามัน จนกระทั่งโปรแกรมแฮงค์แล้วถึงรู้ตัวว่ายังไม่ได้เซฟไฟล์ ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

3. แต่งตัว – สำหรับผู้ชาย พออาบน้ำเสร็จ เราจะใส่กางเกงใน ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่เข็มขัด ใส่ถุงเท้าแต่ถ้ากางเกงมันคับหรือเราอ้วนซักหน่อย การใส่ถุงเท้าก็จะยากเย็นเกินความจำเป็น

ทั้งสามกรณีนี้ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือทำมันเป็นอย่างแรกเลย

ขึ้นรถมาก็รีบใส่เข็มขัดนิรภัยเลย ไม่ต้องสนใจด้วยว่าเพื่อนใส่รึเปล่า

เปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาปุ๊ป ก็เซฟไฟล์เลย แม้ว่าข้างในจะยังว่างเปล่าก็เถอะ

อาบน้ำเสร็จ ใส่กางเกงในเสร็จแล้ว ก็ใส่ถุงเท้าเลย ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงก่อน

อาจจะมีอีกหลายเรื่อง ที่แค่เปลี่ยนลำดับนิดหน่อย ชีวิตเราก็น่าจะง่ายขึ้นและปวดหัวน้อยลง

ถ้าใครทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาแล้วพบว่ามันเวิร์คกว่าเดิม มาแชร์ให้ฟังบ้างนะครับ