เป้าหมายปี 2019

20190102

ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายประจำปีมาอย่างน้อย 4 ปีแล้ว

แต่ปีนี้ขอลองตั้งดูซะหน่อย

เป้าหมายปี 2019 ของผม:

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าจะสร้างแรงกระเพื่อม

แต่ผมได้ค้นพบแล้วว่า สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมจริงๆ ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการกระทำเล็กๆ ที่เราทำทุกๆ วันติดๆ กันจนเกิด “ผลประโยชน์ทบต้น” ต่างหาก

อีกอย่าง การตั้งเป้าเล็กๆ ทำให้เราไม่กลัวที่จะเริ่มต้น และไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว

การผูกทุกอย่างไว้กับเวลา 1 นาที เพราะเราชอบอ้างว่าไม่มีเวลา แต่ต่อให้เรายุ่งแค่ไหน แต่ทุกคนควรจะหาเวลาอย่างน้อย 1 นาทีสำหรับการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวเองได้

1 นาทีดูเหมือนจะน้อย แต่คุณลองวิดพื้นให้ได้ 1 นาทีแล้วจะรู้ว่าแค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณจะพบก็คือ ลองได้เริ่มต้นแล้ว หลายครั้งคุณอาจทำได้เกิน 1 นาทีเสมอ ซึ่งถ้าได้ก็นับเป็นโบนัส

ไว้อีกซักสามเดือนจะมารายงานผลนะครับ

(ป.ล.) บทความนี้ใช้เวลาเขียนประมาณ 4 นาที

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เลือกบันได

20181231_stairs.png

บันได vs บันไดเลื่อน -> บันได

มือถือ vs ลูก -> ลูก

งานง่าย vs งานยาก -> งานยาก

ทำงานต่อ vs กลับไปหาลูก -> กลับไปหาลูก

เป็นคนถูก vs เป็นคนมีเมตตา -> เป็นคนมีเมตตา

ถามคำถาม vs นั่งเงียบๆ -> ถามคำถาม

ยอมรับผิด vs ปากแข็ง -> ยอมรับผิด

นอนต่อ vs ลุกขึ้น -> ลุกขึ้น

แพลงค์ vs ไถเฟซ -> แพลงค์

เสพ vs สร้าง -> สร้าง

มีสติรู้เนื้อรู้ตัว vs ปล่อยใจคิดไปมั่วซั่ว -> มีสติรู้เนื้อรู้ตัว

ปีใหม่นี้ ลองสร้างความคุ้นเคยกับการเลือกทางที่ยากกว่า

ลงจาก BTS เห็นบันไดกับบันไดเลื่อน ขาควรจะเดินไปที่บันไดโดยไม่ต้องคิด

ข้อเสียคือเหนื่อยและช้ากว่าหน่อย ข้อดีคือคนน้อยและเราจะเข้มแข็งขึ้นอีกนิด

สร้างภูมิคุ้มกันความยากเสียแต่วันนี้ ไม่ว่าพรุ่งนี้จะนำพาอะไรมา เราจะได้พร้อมเผชิญหน้ากับมัน

สวัสดีปีใหม่ 2562 ครับทุกคน


Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าฝากความหวังไว้กับตัวเราในอนาคต

20181231_futureself

คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะว่าเชื่อมั่นตัวเองในอนาคตมากเกินไป

“ตอนนี้ขอดูทีวีก่อน คืนนี้ค่อยทำงานแล้วกัน”

“ตอนนี้ขอกินให้สะใจก่อน ปีใหม่ค่อยเริ่มลดน้ำหนัก”

“ตอนนี้ทนกับปัญหานี้ไปก่อน ไว้มีจังหวะค่อยแก้ปัญหาแล้วกัน”

เหล่านี้คือการฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทั้งสิ้น

เรามักจะประเมินอนาคตไว้ดีกว่าความเป็นจริงเสมอ ไม่รู้ว่าเพราะเราเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ หรือเราแค่ปลอบใจตัวเอง

เพราะตัวเราในวันพรุ่งนี้คงไม่ได้ขยัน/เก่ง/มีเวลา/มีความกล้า มากไปกว่าวันนี้ซักเท่าไหร่

จะฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทำไม

ตัวเราในอนาคตต่างหากที่ฝากความหวังไว้กับตัวเราในปัจจุบัน

หยุดฝันว่าปีใหม่หรือปีไหนๆ จะดีขึ้น ถ้าวันนี้-ปีนี้ยังทำตัวเหมือนเดิมครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเทคนิคเปลี่ยนคุณให้เป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งและลงมือทำทันที โดย ซะซะกิ โชโกะ

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ามันง่ายแสดงว่าเราอาจจะมาผิดทาง

20181230_wrongway

ช่วงหยุดยาวปีใหม่ หากไม่ได้ไปเที่ยวไหน ชีวิตอาจดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว “ปรายฝน” ลูกสาววัยสามขวบมาชวนผมระบายสีในสมุดภาพของเธอ เมื่อระบายได้ซักพัก ดินสอสีเหลืองก็หัวทู่ ปรายฝนวิ่งไปหยิบเครื่องเหลาดินสอมา เอาดินสอเสียบเข้าไปแล้วลงมือหมุนก้าน

ปรายฝนหันมาถามผมว่า “ทำไมมันลื่นจัง”

ปรายฝนแปลกใจ เพราะธรรมดาเวลาเหลาดินสอ มือซ้ายต้องออกแรงยึดเครื่องเหลาไว้กับพื้น ส่วนมือขวาก็ต้องออกแรงดันสุดตัว แต่มารอบนี้กลับแทบไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย

ผมมองแว้บเดียวก็รู้คำตอบ “ปรายฝนหมุนผิดทางลูก”

แทนที่จะหมุนไปข้างหน้า ปรายฝนกำลังหมุนถอยหลังอยู่ พอปรายฝนลองหมุนอีกทางนึงแทน จึงพบว่าต้องออกแรงเยอะกว่าเดิมมากจนผมต้องเขาไปช่วย แต่สุดท้ายก็ได้ดินสอสีเหลืองหัวแหลมเปี๊ยวเป็นผลลัพธ์

การปั่นจักรยานก็เช่นกัน

เมื่อเราออกแรงปั่นไปได้ซักพักแล้ว ถ้าเราหยุดถีบ หรือถีบถอยหลัง ก็จะไม่ต้องออกแรงแต่ประการใด แถมจักรยานยังวิ่งไปได้อีกซักพัก ก่อนจะช้าลงจนเราต้องออกแรงถีบกันอีกรอบ

ชีวิตก็เช่นกัน

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ได้งานดี เงินดี เพื่อนร่วมงานดี ก็เป็นการง่ายที่เราจะเข้าเกียร์ว่างและปล่อยให้โมเมนตั้มชีวิตพาเราไป หรือบางทีก็เลือกทำแต่งานง่ายๆ ที่เราถนัดแต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไหร่นัก

ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าทำอย่างนั้นไปนานๆ จักรยานชีวิตของเราก็อาจจะค่อยๆ ช้าลงโดยที่เราไม่รู้ตัว

ดังนั้น ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่มันง่ายดายไปเสียทุกอย่าง ควรตั้งคำถามด้วยว่าเรากำลังทำอะไรผิดทางอยู่รึเปล่า

ถ้าทำถูก มันควรจะต้องออกแรง มันควรต้องมีอุปสรรค มันควรมีความยากลำบากแซมเข้ามาบ้าง

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่เราจะได้ดินสอที่แหลมคมกว่าเดิมครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าโทษสนาม

20181229_dontblamethepitch

สมัยเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเป็นนักฟุตบอลทีมเยาวชนประจำเมืองและนักฟุตบอลของโรงเรียน

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งกาจอะไรมากมาย แต่เพราะเมืองมีคนแค่ 4500 คน และโรงเรียนมีนักเรียนแค่ 400 คน แถมฟุตบอลก็ไม่ใช่กีฬายอดนิยมของคนนิวซีแลนด์

บอลที่เราแข่งเป็นบอล 11 คน มีทั้งเหย้าและเยือน สภาพสนามของแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง หญ้าขึ้นดีบ้าง หญ้าขาดแคลนบ้าง แมทช์แข่งวันไหนที่มีฝนตกสนามก็จะเจิ่งนอง หรือถ้าวันไหนอากาศหนาวมากๆ ก็จะมีแม่คะนิ้งจับอยู่บนหญ้าจนสนามลื่นชวนให้ล้มอยู่บ่อยครั้ง

แมทช์ไหนที่เราแพ้เพราะสภาพสนามไม่เป็นใจ เราก็จะบ่นกันอุบ ส่งบอลพอตกพื้นแล้วแทนที่บอลจะกลิ้งไปดันไปติดอยู่ในแอ่งน้ำ หรือกำลังจะวิ่งเข้าชาร์จทำประตูดันลื่นล้มซะก่อน ฯลฯ

มีครั้งหนึ่งที่โค้ชคงทนฟังเราบ่นไม่ไหว เขาก็เลยบอกว่าเลิกบ่นเรื่องสนามได้แล้ว

เพราะทีมที่เราแพ้มาเขาก็เล่นสนามเดียวกับเราไม่ใช่เหรอ

เอ้อ จริงด้วยแฮะ

เมื่อทั้งสองทีมเล่นอยู่ในสนามเดียวกัน แถมยังมีสลับฝั่งกันเมื่อครบ 45 นาที ถ้าสนามมันจะแย่มันก็ต้องย่อมแย่สำหรับทั้งสองทีม

ดังนั้น การจะมาบอกว่าเราแพ้เพราะสนามไม่ดีนั้นเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

เราแพ้เพราะเราเล่นสู้เขาไม่ได้เองต่างหาก

บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับชีวิตนะครับ

เวลาเราชนะ เรามักจะเอาความดีใส่ตัว

เวลาเราแพ้ หรือเราไม่กล้าแม้จะสู้ เรามักจะโทษนู่นโทษนี่

โทษโชคชะตา โทษเศรษฐกิจ โทษรัฐบาล

ทั้งๆ ที่คู่แข่งของเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในสนามเดียวกับเรา

ดังนั้น ถ้าเรากำลังแพ้เกมชีวิต ลองมองไปรอบตัวว่ามีคนที่ชนะอยู่บ้างมั้ย

ถ้ายังมีคนชนะได้ เราก็ควรเลิกโทษสนามได้แล้วครับ


Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt