สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”

คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้า

James Clear ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits จะเขียนหนึ่งคำถามลงกระดาษเปล่าทุกเช้า คำถามนั้นก็คือ:

What do I actually want? ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่มีประโยชน์อย่างมาก และเมื่อถามตัวเองทุกวัน คำตอบก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคำตอบชัดเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนมันเป็น action steps ที่นำไปลงมือทำต่อได้

ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองทุกเช้าติดต่อกันซัก 1 เดือน

แล้วชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ

นิทานกากับนกยูง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาตัวหนึ่งไม่ชอบใจขนสีดำของตัวเอง จึงคิดแปลงโฉมด้วยการเก็บขนหางที่นกยูงสลัดทิ้งมาเสียบแซมกับขนของตนเอง

มันบินอวดพวกกาด้วยกันและเยาะเย้ยว่า

“ดูขนของข้าสิ ทั้งแวววาวและมีสีสันสวยงามกว่าขนดำปี๋ของพวกเจ้าซะอีก ข้าไปอยู่กับฝูงนกยูงดีกว่า”

จากนั้นกาก็ผละจากฝูงของตนเข้าไปอาศัยอยู่กับฝูงนกยูง พวกนกยูงเห็นกาไม่เจียมตัวก็รุมจิกตีจนขนหลุดร่วงพร้อมกับไล่ตะเพิด

“หนอยแน่ คิดอยากจะเป็นนกยูงอย่างพวกเรา ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ ไปให้พ้นจากพวกข้าเดี๋ยวนี้!”

กาบินซมซานกลับไปหาพวกพ้อง แต่ฝูงกาก็ไม่ยอมให้อยู่ด้วย เจ้ากาจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เราจะไม่ burnout กับงานที่เราสนุก

“ความจริงข้อหนึ่งคือ คุณจะไม่หมดไฟกับงานที่ทำแล้วสนุก คำถามต่อไปคือ ถ้างานตอนนี้ไม่สนุก ก่อนจะออกไปหาอย่างอื่นทำซึ่งไม่รู้จะสนุกไหม คุณได้ลองทำให้งานปัจจุบัน ‘สนุก’ ขึ้นหรือยัง”

– รวิศ หาญอุตสาหะ, หนังสือ Super Productive

ผมลองเข้าไปดูใน Google Ngram Viewer ที่แทร็คการใช้คำในหนังสือ ก็พบว่าคำว่า burnout เพิ่งจะมีคนเริ่มใช้จริงจังในยุค 1960’s และพุ่งขึ้นสูงที่สุดในปี 1985 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะลงไปเท่ากับยุค 60’s แล้ว

แต่ถึงกระนั้น ช่วงนี้เราก็ยังได้ยินคำว่า burnout อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาการหมดไฟนั้นอาจมีสาเหตุได้หลายประการ

  1. ทำงานที่ตัวเองไม่ได้มีปากมีเสียงในการคิดและตัดสินใจ
  2. ทำงานหนักเสียจนไม่มีเวลาพักผ่อน นอนน้อย สุขภาพพัง
  3. ไม่รู้สึกว่างานที่ทำได้สร้างคุณค่าให้กับใคร
  4. งานที่ทำมันไม่สนุกหรือไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนา
  5. งานที่ทำไม่ได้สร้างความก้าวหน้าหรือตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว

ข้อแรกเราอาจจะทำอะไรได้ยากหน่อย เพราะเป็นเรื่องของวิธีการบริหารในองค์กร เราอาจช่วยให้มันดีขึ้นได้ด้วยการฟีดแบ็คคนที่เราไว้ใจและมีบารมีพอที่จะส่งเสียงแทนเราได้

ข้อ 2 ผมมองว่ามันอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้พอสมควร ถ้าเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดอยู่โดยพื้นฐาน ต้องลองมองหาว่าเราจะ optimize วิธีการทำงานหรือวิธีการ set expectations อย่างไรเพื่อให้เรารับมือกับปริมาณงานได้อย่างยั่งยืน เพราะการฝืนทนทำงานแบบนอนวันละ 5 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ฉลาดเลย

ข้อ 3-5 นั้นเราทำงานให้สนุกและมีความหมายขึ้นได้ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ทุกงานที่เราทำมันทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้นเสมอ ส่วนถ้ามันมีงานที่เราต้องกล้ำกลืน ก็ควรหาเครื่องมือใหม่ๆ หรือหาน้องฝึกงานมาช่วยแบ่งเบา ถ้างานมันน่าเบื่อก็ทำให้สนุกขึ้นได้ด้วยการตั้ง deadline ขึ้นมาแล้วทำงานแข่งกับเวลา และเมื่อมีเวลาเหลือ เราก็ควรถอยออกมาเพื่อมองให้เห็นภาพกว้างว่ามีมุมไหนที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับทีมได้มากกว่านี้ เมื่อเราสร้างคุณค่าและรู้จักสื่อสารให้คนรับรู้ ความก้าวหน้าก็จะตามมาเองไม่ช้าก็เร็ว

เข้าใจดีว่าอาจจะไม่ใช่ทุกองค์กรที่คนทำงานดีจะได้เติบโต แต่ตราบใดที่เราไม่หยุดที่จะยกระดับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทักษะที่เราพัฒนาขึ้นมาก็จะติดตัวเราไปตลอดและพาให้เราได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานที่มี “ศีลเสมอกัน” ในที่สุด

ใครที่ประสบกับสภาวะ burnout อยู่ ข้อแนะนำที่ผมมีคือเริ่มต้นจากนอนให้พอก่อน จากนั้นก็จัดเวลาให้ได้ทำทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะทุกคนต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเริ่มมีแรง ค่อยคิดวิเคราะห์ว่าเรา burnout เพราะอะไร แล้วหาทางแก้ไขให้ตรงจุด

ขอส่งกำลังใจให้คนที่กำลังเหนื่อยล้าทุกคนครับ