อ่านหนังสือคืนก่อนสอบ

20190402_cramming

เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์อ่านหนังสือคืนก่อนสอบมาแล้วทั้งนั้น

บางวิชาเราเกือบไม่รู้เรื่องเลย อาจจะเพราะความยากของเนื้อหาหรือความขี้เกียจตลอดเทอมของเราเอง

เราจึงจำเป็นต้องงัดกระบวนท่าอ่านหนังสือคืนก่อนสอบเพื่อเอาตัวรอด

ดูโน๊ตของเพื่อน ทำข้อสอบเก่า ให้เพื่อนติวให้ และอะไรต่อมิอะไรที่จะยัดความรู้ลงสมองให้มากที่สุดเพื่อให้เราทำข้อสอบได้เยอะที่สุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

เมื่อลองยุทธศาสตร์นี้แล้วเวิร์ค เราก็เลยติดมาใช้ตอนทำงานด้วย

ปั่นสไลด์คืนวันก่อนพรีเซนต์ เผางานก่อนวันส่งมอบ เร่งปิดยอดก่อนสิ้นเดือน

ซึ่งก็ช่วยให้เรารอดตัวมาได้หลายครั้งหลายคราเช่นกัน

สิ่งที่ต้องระวังก็คือเราต้องไม่เผลอใช้วิธีนี้กับสิ่งที่เราเร่งรัดไม่ได้

พรุ่งนี้อยากเก็บมะม่วง แต่เพิ่งมาปลูกมะม่วงเอาคืนนี้ ต่อให้เราใช้มะม่วงพันธุ์โตเร็วแค่ไหน ใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษยังไง รดน้ำไปกี่แกลลอน บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กี่องค์ พรุ่งนี้ก็คงไม่มีต้นมะม่วงโผล่ขึ้นมาให้เห็น

ต้นมะม่วงที่ว่าอาจจะเป็นการคบหาดูใจคนที่จะกลายมาเป็นคู่ชีวิต การสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ หรือการเตรียมความพร้อมลูกของเราสำหรับการเผชิญโลกกว้าง

การปลูกมะม่วงต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ ทำอย่างไม่เร่งรัด ทำอย่างระมัดระวัง

เราถึงจะมีมะม่วงอร่อยๆ ให้กินกันครับ


Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน มีคนสมัครเต็มแล้วนะครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจครับ จะเปิดคลาสอีกทีประมาณเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมครับ

ออกกำลังกายวันละ 7 นาที

20190401_7minuteworkout

เดือนที่ผ่านมา นิสัยหนึ่งที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute workout

ผมได้ไอเดียนี้จากหนังสือ Make Time ของ Jake Knapp และ John Zeratsky ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของ Google และเคยเขียนหนังสือชื่อ Sprint มาแล้ว

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าการออกกำลังกายแบบสั้นๆ และหนักหน่วงประมาณหนึ่งนั้น ให้ผลลัพธ์เกือบเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าการออกกำลังกายแบบเรื่อยๆ แต่นานๆ เสียอีก

และหนึ่งในการออกกำลังกายที่ตกอยู่ในจำพวกนี้ก็คือ 7-minute workout นั่นเอง

หลักการคือออกกำลังกาย 12 ท่า ท่าละ 30 วินาที สลับกับพักเบรค 10 วินาที ดังต่อไปนี้

Jumping Jacks – กระโดดตบ
Wall sit –  นั่งยองๆ งอเข่า 90 องศา หลังชิดผนัง
Push-ups – วิดพื้น
Abdominal crunches – คล้ายๆ ซิตอัพแต่ยื่นแขนไปข้างหน้า
Chair step-ups – เดินขึ้น-ลงเก้าอี้
Squats – สคว้อท
Chair tricep dips – หันหลังวิดเก้าอี้
Plank – แพลงค์
High kness running in place – วิ่งอยู่กับที่ยกเข่าสูง
Lunges – ก้าวไปข้างหน้า แล้วงอเข่าหน้าย่อตัวลง
Push-ups with rotations – วิดพื้นหมุนตัว
Side plank – แพลงค์สีข้าง

เปิด Youtube นี้แล้วลองเล่นตามได้เลยครับ

สิ่งที่ทำให้ผมติดใจมีสามอย่าง

หนึ่งคือมันทำที่บ้านได้เลย แทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไร

สองคือมันใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น 12 ท่า x 30 วิ บวกเบรคแล้วคือ 7 นาที 50 วินาที

สาม – และข้อนี้เจ๋งที่สุด – คือวันไหนที่ได้ทำ วันนั้นผมจะทำงานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกหมดแรงตอนหมดวัน

ทั้งฟรี ทั้งเร็ว ทั้งเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เลยอยากนำมาแชร์ให้คุณผู้อ่าน Anontawong’s Musings ไปลองเล่นดูครับ

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 6 ที่)

รีวิวเป้าหมาย 2019 หลังจากผ่านมา 3 เดือน

20190401_2019q1review

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนเป้าหมายปี 2019 ลงในบล็อก และบอกว่าอีกสามเดือนจะมารายงานผล

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว จึงขอมารีวิวให้ฟังนะครับ

เป้าหมายปี 2019 ของผมมีดังนี้

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

เจริญสติ – ข้อนี้รู้สึกว่าพร่องที่สุด น่าจะเป็นเพราะสามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานชิ้นใหญ่ๆ มากเป็นพิเศษจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ จนทำให้เรตการเจริญสติของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งครั้งในห้าวันเท่านั้น

อ่านหนังสือ – ข้อนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจคือการเขียนรีวิวหนังสือที่เขียนไปแค่ 5 เล่มเท่านั้น

ออกกำลังกาย – เดือนแรกได้วิ่งเกือบสลับกับวิดพื้นเกือบทุกวัน เดือนที่สองติดๆ ดับๆ แต่ในเดือนที่สามที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute work ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้

วางแผนประจำวัน – อันนี้น่าจะทำน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เหตุผลคล้ายคลึงกัน คือพอมีงานชิ้นใหญ่ๆ เราก็รู้เลยว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบางจนบางทีก็ขี้เกียจวางแผน ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะจะทำให้เสียนิสัยได้

เขียนบล็อก – ได้เขียนไป 89 ตอน (จริงๆ ควรจะเขียน 31+28+31 = 90 ตอน) ยังขาดความต่อเนื่องอยู่บ้างและวันปราบเซียนคือวันเสาร์ที่ตารางเวลาค่อนข้างสะเปะสะปะและมักจะไม่มีจังหวะได้นั่งลงเขียนบทความจนผ่านช่วงหัวค่ำไปแล้ว หลายครั้งเลยต้องมาเขียนวันละสองตอนชดเชย

จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรีวิวเป้าหมายรายไตรมาส (คล้ายๆ OKR เลย) ซึ่งผมว่ามันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดีกว่ารอไปจนจบปีแล้วค่อยมานั่งรีวิวซึ่งบางทีมันก็มักจะสายเกินไป

อีกสามเดือนผมจะมารีวิวอีกรอบครับ เขียนบล็อกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขอไปทำอีกสี่เรื่องที่เหลือก่อน (ตอนนี้เพิ่งจะตี 5 นิดๆ)

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 8 ที่)

วิกฤติรถม้า

20190331_horsemanure

ใครที่เคยไปเที่ยวยุโรปอาจเคยย้อมเสียตังค์เพื่อได้ขึ้นไปนั่งรถม้าชมเมือง

คงเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เราย้อนยุคกลับไปสมัยเก่าก่อน ที่คนยังเดินทางด้วยสัตว์อันสง่างามอย่างม้าอาชาไนย ไม่มีควันพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียอย่างสมัยนี้

แต่ภาพที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

เมื่อก่อนปี ค.ศ.1900 ลอนดอนใช้ม้าถึง 50,000 ตัวสำหรับการสัญจรของคนในเมือง

ปัญหาก็คือม้าพวกนี้วิ่งไปถ่ายไป ม้าตัวนึงอุจจาระวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งนั่นแปลว่ามีขี้ม้าถึงวันละห้าแสนกิโลกรัมถูกถ่ายเรี่ยราดไว้ตามท้องถนนในลอนดอน ส่วนที่นิวยอร์คที่มีม้า 100,000 ตัวก็จะมีขี้ม้าถึงวันละ 1 ล้านกิโลกรัม

ม้าพวกนี้ยังมีอายุขัยค่อนข้างต่ำคือ 3 ปีเท่านั้น จึงมีม้าที่หมดแรงตายตามท้องถนนเต็มไปหมด ศพม้ามักจะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียก่อนเพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่าย

ลองคิดสภาพดูว่าท้องถนนที่เต็มไปด้วยขี้ม้าและศพม้านั้นจะมีกลิ่นอบอวลเพียงใด

แย่ไปกว่ากลิ่นคือการที่มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีให้แมลงวันและสัตว์ที่เป็นพาหะต่างๆ มาซ่องสุมและกระจายเชื้อร้ายอย่างไทฟอยด์และอหิวา

ในปี 1894 ปัญหาขี้ม้าเป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับทำนายว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ถนนทุกสายในลอนดอนจะจมอยู่ในกองขี้ม้าลึก 3 เมตร!

เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า ‘The Great Horse Manure Crisis of 1894’ – วิกฤติขี้ม้าครั้งใหญ่แห่งปี 1894

วิกฤตินี้นำไปสู่การประชุมการวางแผนผังเมืองนานาชาติครั้งแรกในปี 1898 ซึ่งตอนแรกจะใช้เวลา 10 วัน แต่พอผ่านไป 3 วันการประชุมนี้ก็ต้องยุติลงเพราะไม่มีใครคิดหาทางออกให้กับปัญหาขี้ม้านี้ได้

แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็มาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ในปีค.ศ. 1903 ณ เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company และคิดค้นระบบสายพานการผลิต (assembly line) ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตรถถูกลงอย่างมหาศาล

ในปี 1908 ฟอร์ดผลิตรถรุ่น Model T ที่ดิบขายดีไปทั่วทั้งอเมริกาและยุโรป แถมยังมีราคาถูกลงทุกปี จนสุดท้ายคนก็หันมาซื้อรถยนต์เพราะราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าการใช้รถม้า

ภายในปี 1917 รถม้าก็หมดไปจากท้องถนนในนิวยอร์ค และเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นในลอนดอนและเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยใช้รถม้ามาก่อน

วิกฤติบางอย่างอาจจะมีทางออกที่เรานึกไม่ถึง

อ่านเรื่องนี้แล้วอาจช่วยให้เราพอจะมีความหวังกับวิกฤติฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Historic UK, Business Horsepower, Wikipedia

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

อยากเป็นคนถูกหรืออยากเป็นคนมีความสุข

20190330_rightorhappy

เพราะสองอย่างนี้บางทีก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ โดยเฉพาะในความสัมพันธ์อันใกล้ชิด

เมื่อเราทะเลาะกับแฟน ทะเลาะกับแม่ หรือทะเลาะกับลูก ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตัวเองถูก และหากไม่มีใครลดราวาศอก การทะเลาะกันคราวนั้นก็จะสร้าง “คนถูก” ขึ้นมาสองคน และสร้าง “คนทุกข์” แถมให้อีกสองคนด้วย

แต่หากมีใครสักคนระลึกได้ว่าความสัมพันธ์สำคัญกว่าการเป็นฝ่ายถูก เขาก็อาจหยุดเถียง หรือเลือกที่จะประณีประนอมมากกว่าจะใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน

เวลาเราทะเลาะกันเรื่องการเมืองหรือเรื่องศาสนา ศาสดาและนักการเมืองที่เรายึดมั่นไม่ได้มารับรู้ด้วยซักนิด

อย่าทะเลาะกันเรื่องคนอื่นจนคนกันเองมองหน้ากันไม่ติดเลยนะครับ

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop