วันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ วันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้

ตั้งแต่เกิดจนโต เราถูกสอนว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา

เราเรียนหนังสือเพื่อจะได้ความรู้ สอบได้คะแนนดีๆ ได้เข้าเรียนมหาลัยดังๆ ได้ทำงานที่ใช่ ได้เงินใช้ไม่ขาดมือ ได้ซื้อของและประสบการณ์

เมื่อได้มาเยอะ เราก็สามารถจับจ่ายสิ่งที่เราได้มาเพื่อหาความสุขในวันนี้

ส่วน “วันหน้า” ซึ่งอาจจะหมายถึง “วันข้างหน้า” หรือ “ชาติหน้า” ก็ตาม มันจะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราให้

ให้เวลา ให้ความรู้ ให้ความรัก ให้อภัย ให้โอกาส

พลังงานแห่งการให้ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแปรรูปไปและจะย้อนกลับมาหาเราในภายหลัง

สิ่งที่เราได้มา แม้จะสะสมได้ระดับหนึ่ง แต่มากกว่านั้นมันก็จะเริ่มไม่สร้างประโยชน์ หิวแค่ไหนก็อิ่มได้ในหนึ่งจาน นาฬิกาเยอะแค่ไหนก็ใส่ได้ทีละเรือน

แถมของที่เราได้มา เมื่อจบชีวิตนี้ก็ถือว่าจบกัน

แต่สิ่งที่เราให้ไป มันเหมือนเป็นการเอาสมบัติที่เรามีไปลงในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และสินทรัพย์บางตัวก็มี maturity date / cash-in date ที่ยาวนานกว่าหนึ่งชีวิตมนุษย์

เราจึงต้องบาลานซ์ทั้งการให้และการได้ ต้องมีทั้ง Give and Take

ถ้าเอาแต่ให้ก็จะเป็นการเบียดเบียนตัวเองเกินไป ถ้าเอาแต่ได้ก็มองการณ์ใกล้เกินไป

จัด portfolio ของเราให้ดีเพื่อการลงทุนระยะยาว

เพราะวันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ และวันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้ครับ

นิทานสมบูรณ์แบบ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบ

เขาต้องการจะแต่งงาน แต่จะยอมรับผู้ที่ไม่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร เขาต้องการผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ เขาเสียเวลาไปทั้งชีวิต ชีวิตของเขาสูญไปเปล่าๆ แต่เขาก็ไม่สามารถค้นหาได้

แล้ววันหนึ่งเพื่อนของเขาก็พูดว่า “ตอนนี้ท่านอายุเจ็ดสิบปี ท่านค้นหามาทั้งชีวิตของท่าน แต่ท่านไม่สามารถหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบพบแม้แต่คนเดียว”

เขาพูดว่า “จริงๆ แล้วครั้งหนึ่งฉันเคยพบกับผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง”

เพื่อนจึงถามว่า “แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ”

ชายคนนั้นตอบอย่างเศร้าสร้อยว่า “เกิดอะไรขึ้นนะหรือ ผู้หญิงคนนั้นก็กำลังมองหาผู้ชายที่สมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เต๋า วิถีที่ไร้เส้นทาง ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

กฎ 12 ข้อที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (ภาคสอง)

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Beyond Order: 12 More Rules for Life ของ Jordan B. Peterson อยู่ครับ

หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของ Peterson ที่ชื่อว่า 12 Rules for Life: An Antidote to Chaos ขายไปแล้วทั่วโลกกว่า 5 ล้านเล่มและมีแปลเป็นไทยแล้ว

มาเล่มนี้ หนังสือยังอ่านยากเหมือนเคย ไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่อยากเอากฎทั้ง 12 ข้อมาแชร์ให้ได้อ่านกันก่อนครับ

Rule I: Do not carelessly denigrate social institutions or creative achievement.อย่าสบประมาทสถาบันทางสังคมหรือผลงานของใคร

Rule II: Imagine who you could be and then aim single-mindedly at that. ลองคิดว่าเราจะสามารถเติบใหญ่เป็นคนเช่นไรและตั้งใจที่จะเป็นคนคนนั้นให้ได้

Rule III: Do not hide unwanted things in the fog. อย่าซ่อนสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ในเมฆหมอกแห่งความไม่ชัดเจน

Rule IV: Notice that opportunity lurks where responsibility has been abdicated. โอกาสนั้นซ่อนอยู่ในที่ที่ความรับผิดชอบนั้นขาดหาย

Rule V: Do not do what you hate. อย่าทำสิ่งเราเกลียด

Rule VI: Abandon ideology. ละทิ้งอุดมคติ

Rule VII: Work as hard as you possibly can on at least one thing and see what happens. เพียรพยายามอย่างที่สุดกับเรื่องใดสักเรื่องแล้วลองดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

Rule VIII: Try to make one room in your home as beautiful as possible. จัดห้องหนึ่งในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Rule IX: If old memories still upset you, write them down carefully and completely. ถ้าความทรงจำครั้งเก่ายังทำให้เราเจ็บปวด จงเขียนมันออกมาให้ละเอียดลออและครบถ้วน

Rule X: Plan and work diligently to maintain the romance in your relationship. วางแผนและออกแรงในการรักษาความสัมพันธ์กับคู่รัก

Rule XI: Do not allow yourself to become resentful, deceitful, or arrogant. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนขุ่นเคือง เจ้าเล่ห์ หรือเย่อหยิ่ง

Rule XII: Be grateful in spite of your suffering. จงรู้สึกขอบคุณแม้ต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์

นิทานความโง่เขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีคนพูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า สาวกของพระองค์พูดว่า

“ข้าโกรธมากแต่พระองค์เอาแต่นิ่งเฉย อย่างน้อยพระองค์น่าจะอนุญาตให้ข้าไปพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ครั้งแรกคนนั้นทำให้ข้าแปลกใจ แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ อะไรก็ตามที่เขาพูดมานั้นมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้นทำไมเราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย? แต่ทว่าเจ้ากลับทำให้ข้าแปลกใจที่เจ้ารู้สึกรำคาญ เจ้ารู้สึกโกรธ นี่เป็นความโง่เขลา การทำร้ายตัวเองอันเนื่องมาจากความบกพร่องของคนอื่นนั้นเป็นความโง่ เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองนะ สงบก่อนเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธ เพราะว่าความโกรธคือไฟ ทำไมเจ้าต้องเผาจิตวิญญาณของเจ้า? ถ้าคนคนนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำไมเจ้าต้องทำร้ายตัวเจ้าเอง? มันเป็นความโง่นะ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb