นิทานอันตราย

20190614_danger

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อำมาตย์ท่านหนึ่งเดินทางไปเยี่ยมพระอาจารย์เซ็น เห็นพระอาจารย์นั่งอยู่บนต้นไม้

“พระอาจารย์ขอรับ รีบลงมาเถิด นั่งอยู่บนกิ่งไม้อันตรายเหลือเกิน”

“ท่านอำมาตย์ สิ่งที่อยู่รอบตัวท่านไม่อันตรายเสียยิ่งกว่านี้หรือ”

“พระอาจารย์ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นถึงอำมาตย์ใหญ่เชียวนะ จะมีอันตรายใดมาทำร้ายข้าได้เล่า”

“ก็ที่ที่ท่านอยู่มีแต่คนประจบสอพลอ แก่งแย่งชิงดี เช่นนี้แล้วจะไม่เรียกว่าอันตรายได้อย่างไร”

—-

ย่อความจากนิทานเรื่อง “คนมีปัญญา” หนังสือ เรียนชีวิตผ่าน…นิทานเซน กระตุกความคิด สะกิดปัญญา 

ถ้าอยากสำเร็จ

20190611_tosucceed.png

เราต้องพร้อมทำสิ่งที่น่าเบื่อ

ไมเคิล เฟลป์ส เป็นนักว่ายน้ำระดับตำนาน คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาแล้วมากมาย

แต่กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องใช้เวลาอยู่ในสระว่ายน้ำวันละหลายชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุด ว่ายไป-กลับอยู่ในสระเดิมเป็นสิบเป็นร้อยรอบ

เอเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งมาราธอนเจ้าของสถิติโลก ซ้อมวิ่งวันละหลายสิบกิโลเมตร ปีๆ นึงน่าจะวิ่งเป็นหมื่นกิโลด้วยรองเท้าคู่เดิม เส้นทางเดิมๆ การฝึกซ้อมแบบเดิมๆ

บรู๊ซ ลีเคยกล่าวไว้ว่าเขาไม่กลัวคนที่ฝึกท่าเตะมาหมื่นกระบวนท่า แต่เขากลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวมานับหมื่นครั้ง – I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times.

กว่าที่ใครซักคนหนึ่งจะเทพได้ เขาต้องทำเรื่องเดิมๆ มานับครั้งไม่ถ้วน

ซึ่งคงไม่อาจนับได้ว่าสนุก ไม่อาจนับได้ว่าตื่นเต้น  บางครั้งอาจจะน่าเบื่อสุดๆ ด้วยซ้ำไป

และนี่คือเหตุผลที่มีคนอย่างเฟลป์ส คิปโชเก้ หรือบรู๊ซลีเพียงไม่กี่คนบนโลกใบนี้

เพราะคนส่วนใหญ่ทนความน่าเบื่อไม่ไหว

ผมเองเขียนบล็อกมาสี่ปีกว่าแล้ว ก็เบื่อเหมือนกับการต้องพาตัวเองมานั่งหน้าจอเปล่าๆ ที่มีเคอร์เซอร์กะพริบ แล้วเคี่ยวเข็ญให้ตัวเองพิมพ์อะไรซักอย่าง

แต่ถึงเบื่อแค่ไหนก็ทำ ขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องทำ

เพราะมันเป็นทางที่พิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์คแน่นอน

ยากก่อนง่ายทีหลัง

20190611_hardfirst

ซึ่งผมอยากพูดถึงในสามแง่มุม

แง่มุมแรกคือการทำงาน

หลายคนติดกับดักงานที่ต้องอาศัยความถึกความทน เป็นงานที่ไม่ได้ท้าทายความสามารถหรือนำพามาซึ่งความชื่นใจอันใด แถมยังมีโอกาสผิดพลาดได้มากมายอีกต่างหาก

แต่เขาก็ไม่คิดที่จะทำให้อะไรๆ มันดีกว่านี้ เช่นกลับไปออกแบบกระบวนการใหม่ ดีไซน์ Excel ให้ใช้ง่ายกว่าเดิม หรือเอาเครื่องมืออื่นๆ มาช่วย

เหตุผลก็เพราะว่าการทำเรื่องพวกนั้นมันต้องออกแรงเยอะเกินไป

แต่จริงๆ ถ้าเรายอมกัดฟันเหนื่อยเพิ่มอีกซักนิด กลับมาทบทวนวิธีการทำงานของเราใหม่ อะไรที่ไม่เวิร์คก็โละทิ้ง แล้วใส่วิธีการใหม่ๆ เข้าไป มันจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก

เพียงเรายอมทำสิ่งที่ยากๆ ในวันนี้ งานชิ้นนี้มันก็จะง่ายขึ้นในวันพรุ่งนี้รวมถึงนับร้อยนับพันวันที่จะตามมา

แง่มุมที่สองคือการใช้เงิน

เราเป็นมนุษย์รุ่นสุขนิยม เงินเดือนหมื่นปลายๆ ก็ถอยไอโฟนกันแล้ว #อดออม ไม่เคยเป็นแฮชแท็กที่อินเทรนด์ในโลกโซเชียล

ความสบายอะไรที่เราหาซื้อได้ เราจึงซื้อมาก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายความสบายในภายหลัง

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันก็เป็นการเอาเปรียบตัวเองในอนาคตมากเกินไปรึเปล่า

ยิ่งวันนี้เราจ่ายเงินง่ายดายเท่าไหร่ พรุ่งนี้เรายิ่งเก็บเงินยากเย็นขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน ถ้าเรายอมอดเปรี้ยวเสียบ้าง ก็ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะได้กินหวานในอนาคต

แง่มุมที่สามคือการสร้างกล้ามเนื้อ

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ง่ายๆ จนเป็นนิสัย เราก็จะสูญเสีย “ภูมิคุ้มกันความยาก” ไป

อนาคตเมื่อเจออะไรที่ยากๆ หน่อย เราก็มีแนวโน้มที่จะเดินหนี

แต่ถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อกายและกล้ามเนื้อใจด้วยการรับมือเรื่องยากๆ ในวันนี้ ภูมิคุ้มกันของเราก็จะสูงขึ้น อะไรผ่านเข้ามาในชีวิตก็จะไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถและความอดทน เพราะเราเคยจัดการเรื่องยากๆ มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

ยากก่อนง่ายทีหลัง ง่ายก่อนยากทีหลัง

เลือกกันดีๆ นะครับ

bit.ly/tgimline

เค้าขอไม่ได้แปลว่าต้องให้

20190610_sayno

แต่คนไทยปฏิเสธใครไม่ค่อยเป็น เราจึงมักจะเซย์เยสเสมอ

ซึ่งบางทีก็เป็นการเบียดเบียนตัวเองเกินไป

อาจต้องถามตัวเองให้ลึกขึ้นอีกชั้นนึงว่า การที่เราไม่กล้าปฏิเสธนั้นเป็นเพราะอะไร เรากำลังกลัวอะไรอยู่ แล้วความกลัวนั้นมันเมคเซ้นส์หรือเราคิดมากไปเอง

อีกคำถามที่ควรถามตัวเองก็คือ เมื่อเซย์เยสแล้วทำให้ชีวิตเป็นอย่างนี้ เราอยากจะอยู่กับสภาพแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ถ้ารู้สึกว่าพอแล้ว ก็ต้องหัดปฏิเสธเสียบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้แปลว่าไม่ได้มีน้ำใจ แต่แปลว่าเรารู้ว่าอะไรสำคัญ

และแปลว่าเราพร้อมจะบอกคนอื่นว่าเส้นของเราอยู่ตรงไหนครับ

ถ้าอยากเป็นคนมั่นใจกว่านี้

20190605_confident

ก็จงเก่งขึ้นกว่านี้

เพราะถ้าเราเก่งขึ้น เราจะมั่นใจขึ้นเอง

และวิธีที่ลัดสั้นที่สุดที่เราจะเก่งขึ้นได้ ก็คือการฝึกซ้อมให้หนัก

หลายคนกลัวการขึ้นไปพูดบนเวที ขาสั่น มือเย็น

ผมไม่มีเคล็ดลับที่จะช่วยให้ขาหยุดสั่นหรือมือไม่เย็นได้ รู้แค่ว่าถ้าเราซ้อมพูดซ้ำๆ เป็นสิบๆ รอบ มันจะมีความมั่นใจอยู่ลึกๆ ถึงแม้จะตื่นเต้น ถึงแม้จะมีกระท่อนกระแท่น แต่อย่างน้อยเราจะพูดได้จนจบแน่ๆ เพราะซ้อมพูดจนจบมาไม่รู้กี่รอบแล้ว

ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขึ้นพูดโดยไม่ได้ซ้อม เพราะเรามักจะทำสไลด์จนถึงนาทีสุดท้ายโดยไม่เผื่อเวลาในการทบทวนและซ้อมใหญ่ไว้เลย

เรื่องความมั่นใจนี่สะท้อนอยู่ในทุกมิติของชีวิตนะครับ

ผู้ชายที่เดินเข้าไปจีบหญิงด้วยความมั่นใจ เพราะว่าเขาผ่านการจีบและโดนปฏิเสธมาเยอะ คนที่โซโล่กีตาร์ด้วยความมั่นใจ ก็เพราะว่าเขาฝึกฝนมาเยอะ คนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจก็เพราะว่าเขาเตรียมตัวมาดี

ภายนอกเราอาจจะเห็นว่าเป็นพรสวรรค์หรือเปล่า ไม่เห็นเขาได้เตรียมตัวเลย แต่ที่จริงแล้วที่เห็นว่าเขาทำได้ง่ายๆ เพราะเขาฝึกฝนมาทั้งชีวิตแล้วต่างหาก

ถ้าอยากเป็นคนมั่นใจกว่านี้ ก็จงเก่งขึ้นกว่านี้

และทางลัดสั้นที่สุดที่จะเก่งขึ้นได้ คือฝึกซ้อมให้เยอะๆ ครับ