โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

สุขตื้นกับสุขลึก

สุขตื้นนั้นตื่นเต้น เหมือนกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่าง อะดรีนาลีนไหลหลั่งแต่อายุสั้นจู๋ เพียงครู่ก็โหยหาใหม่ เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ยอดไลค์ในโซเชียล ซื้อของช่วงโปรโมชั่น เถียงกันจนชนะ ลิ้มรสอาหารหรู คริปโตที่ถือราคาพุ่ง

ส่วนสุขลึกนั้นเป็นสุขแบบช้าๆ ไม่หวือหวาแต่สม่ำเสมอ ไม่อิ่มหนำสำราญแต่เบิกบานอยู่ในใจ

อ่านหนังสือดีๆ ทำงานเสร็จลุล่วง มีเวลาดูดวงตะวันตกดิน เข้าครัวทำอาหาร สร้างสรรค์ผลงานตน มีไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมจนไม่ต้องดิ้นรนเรื่องการเงิน

“Shallow happy is what you want now.
Deep happy is what you want most.”

-Derek Sivers

ในแต่ละวัน เราใช้เวลาตามหาความสุขแบบไหนกันบ้าง

นิทานหญ้าสีน้ำเงิน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลากับเสือนั่งคุยกัน

“หญ้านั้นสีน้ำเงิน” ลาพูด

“จะบ้ารึเปล่า สีเขียวต่างหาก” เสือตอบ

“สีน้ำเงิน!”

“สีเขียว!”

ต่างฝ่ายต่างมั่นใจในความรู้ของตัวเอง เมื่อเถียงกันไม่จบ จึงตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า

เมื่อไปถึงบัลลังก์ที่สิงโตพำนักอยู่ ลาก็หมอบกับพื้น

“ท่านสิงโต จริงหรือไม่ที่หญ้านั้นสีน้ำเงิน”

“ถูกต้อง หญ้านั้นเป็นสีน้ำเงิน” สิงโตตอบ

ลาจึงลุกขึ้นเงยหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“เจ้าเสือบ้าตัวนั้นมันไม่เห็นด้วยกับข้าและทำให้ข้าหงุดหงิดเหลือเกิน โปรดทำโทษมันด้วยเถิด”

“เจ้าเสือจะต้องโดนลงโทษด้วยการปิดวาจาไป 5 ปี” สิงโตประกาศก้อง

ลากระโดดโลดเต้นและพูดซ้ำๆ ไปตลอดทาง “ข้าบอกแล้วว่าหญ้าเป็นสีน้ำเงินๆๆ”

ฝ่ายเสือนั้นยอมรับการลงโทษ แต่ก็ยังคาใจ

“ท่านสิงโต เหตุใดท่านจึงลงโทษข้า จริงๆ แล้วหญ้ามันสีเขียวไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ แท้ที่จริงแล้วหญ้านั้นสีเขียว”

“แล้วท่านลงโทษข้าทำไม?”

“การลงโทษนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคำถามที่ว่าหญ้าสีน้ำเงินหรือหญ้าสีเขียว ข้าลงโทษเจ้าเพราะเจ้าเป็นสัตว์ที่ฉลาดและภาคภูมิ แต่ดันไปถกเถียงกับลา แล้วเอาคำถามบ้าๆ นี้มาทำให้ข้าเสียเวลาต่างหาก”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Stephen Sibbald’s answer to How do I win an argument with someone who will never admit that he’s wrong?

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่า

“ทุกสิ่งที่งามนั้นงามโดยตัวมันเอง

คำชื่นชมหาได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

ดังนี้ จึงไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชม

ข้าว่านี่ยังจริงแท้ต่อสิ่งที่เรานิยามว่างาม อาทิ วัตถุหรือชิ้นงานศิลปะ สิ่งเหล่านี้ยังต้องการอะไรอีกเล่า

ครรลอง สัจธรรม ความอาทร ความอ่อนน้อม แล้วสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเพราะคำชมหรือไม่ หรือเสื่อมลงเพราะคำติหรือไม่

ดูเอาเถิด มรกตด้อยค่าหากไร้คำชมด้วยหรือ แล้วทอง งาช้าง แพรพรรณ ดาบงาม ดอกไม้บาน และบรรดาพืชพันธุ์อีกเล่า”

-Marcus Aurelius
หนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต*

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงอดหวั่นไหวไม่ได้ไปกับคำพูดของคนอื่น

อะไรที่เราเฉยๆ แต่คนบอกว่าดี เราก็มักจะเออออไปด้วย

อะไรที่เราเฉยๆ แต่กำลังโดนคนอื่นถล่ม บางทีเราก็ผสมโรง

แม้กระทั่งเรื่องตัวเอง เรายังเผลอให้น้ำหนักกับคำพูดของคนแปลกหน้า

ถ้าเราโดนใครตำหนิ เราก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือไม่ก็เสียเซลฟ์และและหมดไฟไปเลยก็มี

แต่โตมาขนาดนี้แล้ว เราควรจะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกแยะได้หรือเปล่าว่าคำไหนควรฟัง และคำไหนควรวางไว้ตรงนั้น

สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นมันไม่ได้ด้อยลงหรือดีงามขึ้นเพราะคำคน

โอเคแหละ มันอาจจะเป็น indicator บางอย่างเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางได้

แต่อย่าให้คำพูดเหล่านั้นมาเป็นสรณะหรือสิ่งยึดเหนี่ยว

เพราะเมื่อเอาแต่เงี่ยหูฟังเสียงของคนอื่น เสียงเล็กๆ ในใจเราก็จะถูกกลบไปจนสิ้น

ถ้าเราทำสิ่งที่แย่ ต่อให้มีคนชื่นชม เราก็รู้อยู่แก่ใจ

ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ต่อให้มีใครไม่เห็นด้วย เราก็รู้อยู่แก่ใจเช่นกัน

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่าครับ


* สำนักพิมพ์ OMG Books สำนวนแปลไทยโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ผมมีปรับเล็กน้อยหลังจากได้เทียบกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ (ซึ่งอาจมีหลายเวอร์ชั่น)

อันตรายของ Peer Pressure

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะพอจำได้ว่าแต่ก่อนเวลาเรานั่งรถยนต์ เราไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะกฎหมาย “เพิ่ง” จะบังคับให้คนคาดเข็มขัดในปี 2538 และตอนนั้นก็บังคับแค่เพียงคนขับและคนที่นั่งแถวหน้าเท่านั้น กว่าจะบังคับให้คนแถวหลังคาดด้วยก็ปี 2560

ผมเองเคยไปเรียนชั้นมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ซึ่งบังคับให้ทุกคนคาดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเวลากลับมาเมืองไทยและเห็นเพื่อนๆ และคนรอบตัวนั่งรถโดยไม่คาดเข็มขัดก็เลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่

แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ไม่กล้าคาดเข็มขัดเช่นกันเพราะมันดูโอเว่อร์ไปหน่อย


ผมเคยได้ยินว่ามีบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าใหญ่บ้างานมาก ทำงานค่ำมืดดึกดื่นตลอด และคาดหวังให้คนอื่นทำงานดึกเหมือนพี่เขาเหมือนกัน บริษัทนี้คนก็เลยทำงานค่ำกันหมด และเวลาทุ่มกว่าๆ พี่คนนี้ยังลุกขึ้นมามองไปรอบๆ และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ด้วยว่าใครยังอยู่และใครกลับบ้านไปแล้ว


ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว (2563) ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด ผู้ติดเชื้อในประเทศแทบไม่มี แต่คนไทยก็ยังใส่หน้ากากในที่สาธารณะโดยเฉพาะบนขนส่งมวลชนและในห้างสรรพสินค้า แต่พอเข้าออฟฟิศทุกคนก็ถอดหน้ากากกันเกือบหมด แม้กระทั่งเวลาเข้าห้องประชุมที่ต้องคุยกันเยอะๆ ก็แทบไม่มีใครใส่หน้ากาก และถึงจะเข้าช่วงต้นปีที่คนติดเชื้อเริ่มกลับมาเป็นหลักร้อย เราก็ยังไม่ใส่หน้ากากในออฟฟิศอยู่ดี


ใครที่เคยอ่านหนังสือ Sapiens จะทราบว่า “เผ่า” ที่เราอยู่ด้วยนั้นมีความสำคัญแค่ไหน เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมาก ถ้าอยู่ตัวคนเดียวเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงตัวหนึ่ง เราจึงจำเป็นต้อง “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ต้องทำตัวให้สอดคล้องไปกับคนอื่นๆ ในเผ่า เพราะถ้าทำตัวติสท์แตกหรือเอาแต่ใจจนถูกขับออกจากเผ่า เปอร์เซ็นต์ที่จะเอาชีวิตรอดนั้นแทบเป็นศูนย์


นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไม peer pressure ถึงมีน้ำหนักกับชีวิตของเรามากมายนัก

เราจะคาดหรือไม่คาดเข็มขัด ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ แต่เราจะดูว่าคนอื่นๆ ในรถคาดเข็มขัดรึเปล่า

เราจะกลับบ้านช้าหรือเร็ว ไม่ใช่เพราะว่างานเยอะหรือน้อย แต่เราจะดูว่าถ้ากลับบ้านก่อนเราจะกลายเป็นตัวประหลาดรึเปล่า

เราจะใส่หน้ากากในออฟฟิศหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อมากเท่ากับว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของเราใส่หน้ากากรึเปล่า

ดังนั้นแม้เราจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรควรทำ แต่เราก็ไม่ได้ทำเพราะโดน peer pressure นี้ห้ามเอาไว้

สัญชาติญาณที่วิวัฒนาการมาหลายแสนปีมันมันฝังแน่นจน overwrite ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลไปเสียหมด

ดังนั้น ให้ระวัง peer pressure ให้ดีๆ

เพราะถ้าปล่อยให้มันนำทางเราไปผิดๆ บางครั้งอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะครับ