เหตุผลที่เราควรเข้าออฟฟิศ (ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง)

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน” ซึ่งมีคนมาแสดงความเห็นกันอุ่นหนาฝาคั่ง

ตอนนั้นบริษัทผมมีนโยบายค่อนข้างหลวม ทีม tech จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ ส่วนทีม non-tech ให้เข้าประมาณ 1-2 วัน

สามปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราย้ายออฟฟิศใหม่ และตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีม tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละอย่าง 1 วันเป็นอย่างน้อย และทีม non-tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน

แน่นอนว่าตอนเปลี่ยนนโยบายก็มีพนักงานบ่นว่าทำงานที่บ้านได้งานเยอะกว่า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย

แต่การที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกหันมาปรับนโยบายให้คนเข้าออฟฟิศมากขึ้นก็ย่อมมีเหตุผล เพราะว่าเขาเชื่อว่ามันจะ productive มากกว่า แต่ถามว่ามีหลักฐานประกอบแบบชัดเจนหรือไม่ผมก็ยังไม่แน่ใจ

ช่วงแรกบริษัทผมก็ไม่ได้จริงจังกับการบังคับใช้นโยบายนี้มากนัก เพราะอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ Q3 2025 เราก็เริ่มเอาข้อมูลขึ้นมาดูกันอย่างจริงจังว่าทีมไหนเข้าออฟฟิศอย่างที่เราคาดหวังไว้บ้าง

คนที่เข้าออฟฟิศตามที่เราคาดหวัง – 1 วันสำหรับทีม tech และ 3 วันสำหรับทีมที่เหลือ เราจะเรียกพวกเขาว่า office lovers

ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าตามที่เราคาดหวัง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า home lovers

ชื่ออาจจะฟังดูจั๊กกะจี้นิดนึง แต่ผมก็ยังนึกคำที่สื่อความหมายและไม่กล่าวโทษที่ดีกว่านี้ไม่ได้

เราเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าออฟฟิศโดยดูจากการ “ตี๊ดบัตร” ที่ประตูทางเข้า แล้วเอามาสรุปเป็นรายแผนก ส่งให้ผู้บริหารทุกคนดูเพื่อจะได้รู้ว่าทีมไหนยังไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พวกเขาไปพูดคุยกับทีมงานของตัวเอง

ช่วงกลางปี เรามี office lovers แค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่ผ่านไป 3 เดือน เรามี office lovers ประมาณ 75% ซึ่งทำให้วันที่คนเข้าออฟฟิศเยอะๆ (อังคารกับพุธ) มักมีปัญหาที่นั่งไม่พอและเน็ตช้าในบางโซน

ซึ่งทางทีม HRBP ก็ช่วยกันเจรจากับหัวหน้าฝ่ายให้กระจายการเข้าออฟฟิศของคนมากขึ้น โดยแต่ก่อนวันจันทร์กับศุกร์ออฟฟิศจะเงียบมาก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว

สิ่งที่เราแก้ต่อมาคือเพิ่มโต๊ะ เก้าอี้ และจอมอนิเตอร์ และกำลังจะปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ออฟฟิศของเรารองรับพนักงานได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงออฟฟิศจะมีศักยภาพพร้อมรองรับคนมากขึ้นแล้วก็ตาม พนักงานส่วนหนึ่งก็อาจจะยังตั้งคำถามและไม่เชื่อว่าการเข้าออฟฟิศจะมีประโยชน์เท่ากับการทำงานที่บ้าน

ที่ผ่านมา นโยบายเรื่อง hybrid work มักจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าอะไร productive กว่ากัน การได้ทำงานที่บ้านอย่างมีสมาธิ หรือการได้เข้าออฟฟิศเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนโคจรอยู่รอบคำถามที่ว่า การทำงานแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า

แต่วันนี้ผมอยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งที่คนน่าจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่ และโคจรอยู่บนคำถามที่ว่าการทำงานแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ต่อคนทำงานในระยะยาวมากกว่ากันครับ

วันนั้นผมกับแฟนขับรถกลับจากห้างแถวบ้าน แฟนที่ทำงานสำนักพิมพ์เล่าให้ฟังว่ากำลังหาทางทำให้สิ่งที่สำนักพิมพ์โพสต์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เลยมีความคิดจะว่าจ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยยิงแอด

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็น่าจะตั้งตัวเป็นเอเจนซี่ได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่ได้มีประสบการณ์มากนักก็ยังเรียนรู้เอาเองได้ แถมติดขัดอะไรก็ถามเอไอได้เสมอ

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ ในวันที่ทุกคนใช้เอไอเป็น แล้วเราจะมีจุดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อชุดความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้มันถูก democratized หรือถูกทำให้เข้าถึงอย่างง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์?

และนี่คือคำตอบที่ผมได้ครับ

เอไอที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บน LLM หรือ Large Language Models (LLMs)

โดย LLMs ยุคแรกนั้นถูก “เทรน” ด้วยข้อความในหนังสือ เว็บไซต์ บทความ และโค้ดในโปรแกรมต่างๆ

ส่วน LLMs ยุคหลังที่เป็น Multimodal LLMs นั้นเอาเสียง รูปภาพ และวิดีโอมาเทรนด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเอไอจึงรู้ไปหมดราวกับเป็นสัพพัญญู (ตัว o ใน GPT-4o ก็คือ Omni ที่แปลว่าสัพพัญญูนี่เอง)

แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลที่เอไอรู้ ก็เป็นเพียงความรู้ที่เคยถูก “บันทึก” เอาไว้เท่านั้น

แต่ความรู้ในโลกใบนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบ คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)

อะไรที่เป็น explicit knowledge ย่อมถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ และเอไอย่อมจะเรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว

แต่ยังมีความรู้อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะมันเป็น tacit knowledge สอนกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เป็นปัจจัตตัง ต้องอาศัยการสังเกตและซึมซับ การเล่าเรียนสมัยก่อนศิษย์จึงต้องไปฝากตัวกับครูบาอาจารย์เป็นสิบปีเพื่อที่จะได้เรียนรู้ tacit knowledge นี้

ในที่ทำงาน อะไรบ้างที่เป็น tacit knowledge?

จังหวะจะโคนในการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การสบตาคู่สนทนา การจับอารมณ์ของคนในห้องประชุม การใช้อารมณ์ขันระหว่างที่ความตึงเครียดในห้องประชุมกำลังพุ่งสูง การเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนการตอบโต้ การครองสติเอาไว้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งเหล่านี้ให้เขียนอธิบายออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจเท่ากับการได้เห็นกับตาได้ยินกับหู

ถ้าเรายังเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก วิธีที่จะได้มาซึ่ง tacit knowledge เหล่านี้ คือการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่เก่งกว่า เก๋ากว่า ประสบการณ์มากกว่า ผ่านสนามรบมามากกว่าเรา แล้วใช้ความสังเกตสังกา ครูพักลักจำ บวกกับโยนิโสมนสิการ เพื่อเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เขาเป็นและสอนให้กับเราโดยไม่ได้เจตนา

พูดอีกนัยหนึ่ง การเข้าออฟฟิศจะช่วยให้เรามีทักษะบางอย่างที่เอไอไม่มีทางสอนเราได้ และทักษะที่ได้มาด้วยความลำบากเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ในวันที่ทุกคนเข้าถึงเอไอได้ไม่ต่างจากเรา แถมทักษะที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไม่น่าจะมีวันหมดอายุเสียด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่าทำไมเราจึงควรเข้าออฟฟิศบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

ดราก้อนบอลกับแก๊งสแกมเมอร์

ผู้ชายคนไหนที่อายุเกิน 40 ปีน่าจะรู้จักการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล (สมัยนั้นเรายังไม่ใช้คำว่า “มังงะ” กัน)

ในภาคที่โกคู/โงกุน/หงอคง ยังเด็ก หนึ่งในการต่อสู้ที่สนุกมากคือตอนที่ไปพบแม่เฒ่าพยากรณ์ เพราะอยากให้แม่เฒ่าช่วยบอกว่าดราก้อนบอลลูกที่ 7 อยู่ที่ไหน

แม่เฒ่าพยากรณ์คิดค่าใช้จ่าย 10 ล้านเชนี แต่พวกโกคูไม่มีเงินมากขนาดนั้น แม่เฒ่าจึงเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมต่อสู้กับนักสู้ทั้ง 5 คนของแม่เฒ่าเสียก่อน

พวกของโกคูชนะมาเรื่อยๆ จนถึงนักสู้คนที่สี่ ที่ชื่อว่า “แอ๊คแมน”

แต่เมื่อแอ๊คแมนสู้โกคูไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายที่ชื่อว่า “ลำแสงแอ๊คไมท์” ยิงใส่โกคู โดยลำแสงนี้จะค้นหา “ความชั่วร้าย” ในจิตใจของคู่ต่อสู้ แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายของคนนั้นระเบิดออก

แต่เป็นความโชคร้ายของแอ๊คแมน ที่โกคูเป็นเด็กใสซื่อ ไม่มีความชั่วร้ายในจิตใจแม้แต่น้อย ลำแสงแอ๊คไมท์จึงใช้ไม่ได้ผล


หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน หลายคนอยู่ในวัยเกษียณและสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต

ผมเองเคยเฉียดกับสแกมเมอร์ 3 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกมีจดหมายมาจากสำนักงานทนายความ บอกว่าพี่เขยที่เคยอยู่บ้านหลังนี้ติดเงินค่าโทรศัพท์อยู่หลายร้อยบาท ให้รีบชำระไม่อย่างนั้นจะดำเนินการทางกฎหมาย ผมกำลังจะสแกน QR Code จ่ายให้อยู่แล้ว แต่ก็เอะใจเลยทักไปถามพี่เขยก่อน เขาบอกว่านี่น่าจะเป็นพวกสแกมเมอร์ พอลองเอาชื่อสำนักงานทนายความไปเสิร์ชดูก็ไม่เจอจริงๆ

ครั้งที่สอง มีผู้หญิง (ที่รูปโปรไฟล์) หน้าตาดีทักมาทางไลน์ บอกว่ากำลังส่งของมาให้ ผมบอกว่าไม่ได้สั่งอะไรไป เขาก็เลยบอกว่า อ๋องั้นน่าจะทักผิด แล้วก็ชวนคุยต่อ พอผมไม่ตอบเขาก็เลยเงียบไป

ครั้งที่สาม แฟนได้รับการติดต่อมาจากพนักงานของพรินเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง บอกว่าพรินเตอร์รุ่นที่เราซื้อมาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (เขาระบุชื่อรุ่นถูกด้วย) มีปัญหา และอยากจะส่งรุ่นใหม่มาให้เพื่อเป็นการชดเชย แต่คุยได้สักพักก็รู้ว่าน่าจะเป็นพวกหลอกลวงเช่นกัน

กรณีแรกใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่และกฎหมายในการข่มขู่ให้เรากลัว

กรณีที่สองใช้การโปรยเสน่ห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอาจทำให้เราใจอ่อน

กรณีที่สาม ใช้การดึงความโลภในใจเรา เพื่อให้เราโอนเงินให้

แม้แก๊งสแกมเมอร์จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ผมว่าพวกเขาก็เล่นอยู่กับแค่ 3 อารมณ์นี้ – คือโลภ โกรธ(กลัว) หลง(ใหล)

และผมขอเดาเอาเองว่า อารมณ์ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้บ่อยสุด และได้ผลมากที่สุด ก็คือการเล่นกับความโลภของเรา

ความโลภที่จะได้ของราคาถูก ได้ของฟรี ได้ผลตอบแทนแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

หากเรา “ตัดโลภแต่ต้นลม” เสียได้ ก็ย่อมลดโอกาสที่จะกลายเป็นเหยื่อ

“This is true: it is hard to cheat an honest man”
-Kevin Kelly

ถ้าเราประคองสติและจิตใจให้ซื่อสัตย์เหมือนโกคู “ลำแสงแอ๊คไมท์” ที่แก๊งสแกมเมอร์ยิงตรงเข้าสู่ใจก็จะทำอะไรเราไม่ได้ครับ

ที่มันไม่เมคเซนส์อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอ

เมื่อนานมาแล้ว ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ผมจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว แต่ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ลางๆ ก็คือ

“การตัดสินใจนี้อาจจะผิดในแง่นิติศาสตร์ แต่ถ้ามองด้วยเลนส์ของรัฐศาสตร์แล้วก็นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

ประโยคนี้เปลี่ยนความคิดของผมที่เป็นคนชอบตัดสินว่าอะไรถูกผิด ให้กลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าเรากำลังใช้เลนส์แบบไหน

ในเรื่องเดียวกัน ถ้าใช้เลนส์ A ก็อาจจะบอกว่าเรื่องนี้ผิด แต่ถ้าใช้เลนส์ B ก็จะมองว่าเรื่องนี้ถูก

คนที่มีเลนส์ไม่มากนัก หรือยึดติดกับเลนส์ใดเลนหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะเสียโอกาสหรือแม้กระทั่งเสียเพื่อนเพราะทะเลาะกันโดยไม่คิดที่จะมองผ่านเลนส์คนอื่น


Charlie Munger ผู้ล่วงลับ คืออดีตมือขวาของ Warren Buffett นักลงทุนในตำนาน

สิ่งหนึ่งที่ Munger พูดเสมอ คือการสะสม mental models ซึ่งเปรียบเสมือนเลนส์ในการมองโลก

แม้จะเป็นนักลงทุนที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเงินเป็นหลัก แต่ Munger ชอบอ่านหนังสือจากหลายแขนงวิชา ทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ชีววิทยา จิตวิทยา และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเขาเชื่อว่าการเอาความรู้ต่างๆ มาผสมกันจะมีคุณค่ามากกว่าความรู้ที่แยกกันอยู่โดดๆ

Tren Griffin ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Munger ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า บริษัทหนึ่งตัดสินใจขึ้นราคาสินค้าของตัวเอง แต่กลับขายของได้มากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ไม่ make sense เอาเสียเลยถ้ามองด้วยเลนส์ของเศรษฐศาสตร์ ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ แต่ถ้าเรามองด้วยเลนส์ของจิตวิทยา เราจะเข้าใจว่าลูกค้ามักจะมองว่าราคาที่แพงแปลว่าของน่าจะมีคุณภาพดี ก็เลยมีลูกค้าซื้อมากขึ้น


ผมเป็นแฟนหนังสือของ Dan Brown เล่มแรกที่อ่านคือ The Da Vinci Code ก่อนจะกลับไปไล่อ่านหนังสือของเขาครบทุกเล่ม

นิยายของ Dan Brown คือ action thriller ที่พาไปรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของสถานที่ต่างๆ แต่ก็มักจะถูกค่อนแคะว่าตัวละครไม่มีมิติและบทพูดดูเชยๆ ไม่สละสลวย

ตอนนี้ผมกำลัง “ฟัง” หนังสือเล่มล่าสุดของเขาอยู่ ชื่อว่า The Secret of Secrets ที่ดำเนินเรื่องราวในกรุงปรากแห่งสาธารณรัฐเช็ก

พระเอกยังคงเป็นโรเบิร์ต แลงดอนเหมือนเดิม (พูดแล้วก็นึกถึงหน้าทอม แฮงค์ขึ้นมาทันทีเพราะแสดงหนังจากนิยาย Dan Brown หลายเรื่อง)

ส่วนนางเอกรอบนี้ชื่อ Katherine Solomon ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึก (Noetic scientist) ที่มองว่าจิตสำนึก – หรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณ – ไม่ได้อยู่ในร่างกายคน (non-local models of consciousness) แต่เป็น “จิตสำนึกสากล” (universal consciousness) ที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง สมองของคนเราเป็นเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นเข้ากับจิตสำนึกนี้ได้เท่านั้นเอง

หัวข้อที่ Noetic scientist ศึกษาก็เช่นเรื่อง โทรจิต (telepathy) และการหยั่งรู้ล่วงหน้า (precognition) ซึ่งจากมุมคนไทยก็อาจจะมองว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือเป็น pseudoscience รึเปล่า

ในบทที่ 72 มีบทสนทนาของแลงดอนและแคทเธอรินที่ผมชอบมาก โดยแคทเธอรินรู้ตัวดีว่าวงการที่เธออยู่นั้นมี replication crisis นั่นคือพอมีการทำงานวิจัยแล้วได้ผลทดลองแบบหนึ่ง แต่พอนักวิจัยกลุ่มอื่นลองทำการทดลองเดิมอีกครั้ง กลับไม่อาจได้ผลลัพธ์แบบเดิม

พอเป็นการทดลองที่ไม่อาจทำซ้ำได้ นักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึกที่ทำการทดลองเหล่านี้จึงถูกสังคมตั้งคำถามว่ากุเรื่องขึ้นมาหรือดัดแปลงผลการทดลองหรือไม่ คุณกำลังหลอกลวงประชาชนอยู่รึเปล่า

จากนี้ไปคือบทสนทนาบางส่วนของแลงดอนและแคทเธอรินครับ

แคทเธอริน: ถ้านักกีฬาโอลิมปิกคนหนึ่งสร้างสถิติโลกขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังไม่มีใครทำเหมือนกับนักกีฬาคนนั้นได้ เรากลับไม่เคยสงสัยว่ากล้องโทรทัศน์หลอกตาเรา หรือผู้ชมเกิดอาการประสาทหลอนไปเอง เราก็แค่มองว่ามันเป็นผลงานที่สุดยอดเท่านั้น เพียงเพราะเราไม่สามารถทำสิ่งเดียวกันซ้ำได้อีก ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักหน่อย

แลงดอน: ก็ฟังดูยุติธรรมดี แต่นั่นมันโลกกีฬา สิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งการทำซ้ำได้ (repeatability) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ

แคทเธอริน: ใช่ และฉันก็เห็นด้วยว่าความสามารถในการทำซ้ำได้เป็นภาระที่สมเหตุสมผลสำหรับการทดลองระดับ macro แต่โลกควอนตัมไม่ได้ทำงานอย่างนั้นสักหน่อย นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระดับควอนตัมเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ – เอาที่จริงแล้ว “ความไม่แน่นอน” นี่แหละคือคุณลักษณะของโลกควอนตัมที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด

แลงดอน: ก็จริง

แคทเธอริน: โลกควอนตัมคือโลกของความไม่แน่นอน — ทั้งความผันผวนของควอนตัม (quantum fluctuations), การลอดอุโมงค์ควอนตัม (quantum tunneling) ความโกลาหล (chaos), ภาวะซ้อนทับ (superpositions), และทวิภาวะ (dualities) พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะกฎฟิสิกส์แบบดั้งเดิมไม่อาจใช้ได้กับโลกนี้

แลงดอน: โอเค แล้วเรื่องจิตสำนึกล่ะ?

แคทเธอริน: จิตสำนึกไม่ได้เป็นอวัยวะที่จับต้องได้ในร่างกายของเรา มันดำรงอยู่ในขอบเขตของโลกควอนตัม จึงเป็นเรื่องยากเกินที่จะคาดเดาหรือทำซ้ำ (extremely difficult to observe with any predictability or repeatability.) คุณสามารถใช้จิตสำนึกสังเกตลูกบอลที่กระดอนอยู่ได้ แต่เมื่อคุณใช้จิตสำนึกเพื่อสังเกตจิตสำนึกของตัวเองมันย่อมจะวนหลูปไม่รู้จบ เหมือนการพยายามดูว่าตาของตัวเองสีอะไรโดยไม่มองกระจก แม้ว่าคุณจะฉลาดหรือพยายามแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางรู้


ผมชอบมุมมองของแคทเธอรินเพราะมันชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ – อย่างน้อยก็เป็นจุดอ่อนของฟิสิกส์แบบนิวตัน (Newtonian physics) ที่เราคุ้นเคยกันว่าโลกและจักรวาลนี้นั้นสามารถจับใส่สมการได้ และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าอะไรจริงหรือไม่ เราก็ต้องทำซ้ำๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร้ข้อกังขา

ด้วยกรอบความเชื่อแบบนี้ หลายคนจึงคิดว่าเรื่องของจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ได้ให้คุณค่าหรือน้ำหนักมากมายนัก

แต่พอแคทเธอรินชี้ให้เห็น (ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้) ว่าถ้าเรื่องของจิตใจ จิตสำนึก หรือจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของโลกควอนตัม การเรียกร้องให้ “เอามาพิสูจน์และทำซ้ำ” ก็เหมือนกับการพยายามเอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน


Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยทวีตไว้ว่า

“A lot of financial debates are just people with different time horizons talking over each other.”

พอแต่ละคนใช้เลนส์ไม่เหมือนกัน มันก็เลยถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ

เวลาที่เราเห็นใครมีความคิดความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา เรามักจะด่วนสรุปว่าเพราะเขาจิตใจไม่ดี หรือเพราะเขาไม่ฉลาด ซึ่งการด่วนสรุปแบบนี้ก็ดูไม่ฉลาดเท่าไหร่เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนใจแคบ ขาดความเมตตา และตัดโอกาสที่เราจะเข้าใจคนอื่นและเข้าใจโลกได้มากกว่านี้

ผมจึงคิดว่าเราควรทำตัวเหมือนอาจารย์เสกสรรค์และ Charlie Munger ที่เป็นนักสะสมเลนส์หรือ mental models ที่หลากหลาย เพื่อจะได้มีความสามารถในการมองเรื่องเดียวกันจากหลายมุม และเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมเพื่อบรรลุสิ่งที่เราประสงค์

เหมือนที่หลวงปู่ชาเคยกล่าวไว้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด

ที่มันไม่เมคเซนส์ อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอครับ

ถ้าสนใจเรื่องโรคมะเร็ง อยากให้อ่านบทความนี้

เป็นธรรมเนียมที่เกือบทุกปีผมจะมี ‘หนังสือเปลี่ยนชีวิต’ หนึ่งเล่ม โดยสามเล่มล่าสุดคือ Four Thousand Weeks (2022), Outlive (2023), และ Fluke (2024)

ปี 2025 ผ่านมาเกือบ 8 เดือนแล้ว แต่ผมยังไม่เจอหนังสือเปลี่ยนชีวิต และเผื่อใจไว้แล้วว่าปีนี้อาจจะไม่มี

แต่สิ่งที่น่าดีใจ คือผมได้ฟังพ็อดแคสต์ของ Dr.Rangan Chatterjee คุณหมอวัย 48 ปี ที่สัมภาษณ์ Dr. Thomas Seyfried ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา พันธุศาสตร์ และชีวเคมีที่วิทยาลัยบอสตัน (Boston College) และต่อด้วยพ็อดแคสต์ Diary of a CEO ของ Steven Bartlett ที่สัมภาษณ์ ดร. ซีฟรีด (Seyfried) ด้วยเช่นกัน

ดร. ซีฟรีด ซึ่งปัจจุบันอายุ 79 ปี ไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นอาจารย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องมะเร็งมาเกือบ 40 ปี แม้จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังดูแข็งแรง พูดจาฉะฉาน และสมองฉับไว แสดงว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดีทีเดียว

การได้ฟัง ดร. ซีฟรีด ทำให้ผมมีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับมะเร็งและคิดว่า “ถ้าไม่เขียนถึงคงไม่ได้” เพราะมันลดความเจ็บปวดและทุกข์ทนของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งได้

ผมเองมีเพื่อนสนิทที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งสมองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้รับรู้เรื่องราวของคนรอบตัวที่เป็นโรคนี้ เลยค่อนข้างสนใจเป็นพิเศษ

มะเร็งดูเป็นโรคที่โหดร้าย วิธีการรักษาก็ทรมาน ทั้งการผ่าตัด การทำคีโม และการฉายแสง ซึ่งถึงแม้จะรักษาแล้วก็ไม่ได้การันตีว่าจะหายขาด และพร้อมจะกลับมาเป็นใหม่ได้ตลอด ส่วนวิธีรักษาที่ดูมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ก็มีราคาแพงมากจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก

เราคงเคยได้ยินคนไทยใช้วิธีการแพทย์ทางเลือก รักษาด้วยสมุนไพรหรือกัญชา ซึ่งน่าจะเจ็บตัวน้อยกว่า แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอหรือไม่

วิธีการป้องกันและรักษาของ ดร. ซีฟรีดจึงน่าสนใจ เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ต้องนำสิ่งเป็นพิษเข้าร่างกาย และราคาไม่แพงเท่าวิธีการที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอย้ำว่า ดร. ซีฟรีดเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หมอโรคมะเร็งโดยเฉพาะ ผมเองไม่ใช่แพทย์และไม่มีความรู้ทางการแพทย์ จึงขอให้ผู้ที่ผ่านมาเห็นบทความนี้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและนำไปศึกษาต่อ หากมีข้อผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนใดๆ รบกวนชี้แนะด้วยครับ


มะเร็ง: จากโรคทางพันธุกรรมสู่โรคทางเมตาบอลิซึม

หนึ่งในสิ่งที่ Dr. Peter Attia เขียนไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ Outlive ก็คือโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, และโรคสมองเสื่อม

โรคทั้ง 4 ชนิดนี้ Dr. Attia เรียกว่าเป็น “The Four Horsemen” หรือที่ผมตั้งชื่อให้เองว่า “พญามารทั้ง 4” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนทั่วโลก

เราทราบกันมาตลอดว่ามะเร็งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ของยีน (genetic mutation) ที่ทำให้เซลล์เจริญเติบโตและแบ่งตัวเร็วผิดปกติ และแพร่กระจายอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดเนื้องอกร้ายที่ลุกลามผ่านระบบเลือดหรือระบบน้ำเหลืองไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย โดยกระบวนทัศน์นี้เรียกว่า Somatic Mutation Theory (SMT)

แต่ ดร. ซีฟรีดท้าทายความเชื่อนี้ โดยบอกว่าการกลายพันธุ์ของยีนเป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของสาเหตุอื่น และจริงๆ แล้วมียีนที่กลายพันธุ์มากมายที่ไม่กลายเป็นเซลล์มะเร็ง และมีมะเร็งมากมายที่ไม่ได้เกิดจากยีนส์ที่กลายพันธุ์

หากเราไปศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นในแอฟริกาหรือกลุ่มชาวอินูอิต ก็จะพบว่าอัตราการเป็นมะเร็งของคนกลุ่มนี้นั้นต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น Dr. Albert Schweitzer ที่เดินทางไปประเทศกาบองในทวีปแอฟริกาเมื่อปี 1913 และเขียนบันทึกไว้ว่า:

“เมื่อผมมาถึงกาบอง ผมรู้สึกประหลาดใจที่ไม่พบผู้ป่วยมะเร็งเลย…แน่นอนว่าผมไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่าไม่มีโรคมะเร็งอยู่เลย แต่เช่นเดียวกับคุณหมอตามแนวชายแดนคนอื่นๆ ผมพูดได้เพียงว่าหากมีเคสอยู่จริง ก็คงมีน้อยมากๆ”

คุณหมอชไวท์เซอร์รักษาคนไข้วันละอย่างน้อย 30 ราย และทำงานอยู่ที่กาบองนานกว่า 20 ปีถึงจะเริ่มมีเคสคนไข้ที่เป็นมะเร็ง (ดร.ชไวท์เซอร์ได้รับฉายา “คุณหมอนักบุญ” และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1952)

ดร. ซีฟรีดยังกล่าวอีกว่าไม่เคยมีเคสที่ลิงชิมแปนซีเป็นมะเร็งเต้านมเลย ทั้งๆ ที่ DNA ของมันเหมือนกับมนุษย์ถึง 98% และหมาป่าก็ไม่เป็นมะเร็ง มีแต่สุนัขเลี้ยงเท่านั้นที่เป็นโรคนี้

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า วิถีการกินและการใช้ชีวิตน่าจะเป็นปัจจัยหลักของโรคนี้

เราได้ยินกันมาว่ามะเร็งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น ถ้าแม่เคยเป็นมะเร็ง ลูกก็มีโอกาสจะเป็นมะเร็งสูง

แต่ ดร. ซีฟรีดบอกว่า เราต้องอย่าลืมว่า แม่และลูกอยู่บ้านเดียวกัน กินอาหารชนิดเดียวกัน และอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกันเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี ดังนั้นมันอาจไม่ใช่เรื่องการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็ได้

เคยมีการลงทุนงานวิจัยจำนวนมหาศาลเพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของมะเร็ง โดยเชื่อว่าถ้าเราเจอรูปแบบเฉพาะของมะเร็งชนิดนั้นๆ ก็จะสามารถหาวิธีรับมือได้ แต่ปรากฏว่าแม้แต่มะเร็งชนิดเดียวกันจากผู้ป่วยคนเดียวกันก็ยังมีรหัสพันธุกรรมที่แตกต่างกันไป

แล้วอะไรกันที่เป็นตัว “หารร่วมมาก” ของมะเร็งทุกชนิด?

ดร. ซีฟรีดบอกว่า สิ่งที่มีเหมือนกันในมะเร็งทุกชนิดคือ ไมโทคอนเดรียที่บกพร่อง (corrupted mitochondria)

ไมโทคอนเดรียเป็นออร์แกเนลล์ หรือโครงสร้างย่อยของเซลล์ (ออร์แกเนลล์อื่นๆ ที่เราคุ้นหู ก็เช่น “นิวเคลียส” และ “ไรโบโซม”)

โดยไมโทคอนเดรียนี้เปรียบเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ มีหน้าที่สร้างพลังงานในรูปของ ATP (Adenosine Triphosphate)

ตามปกติแล้ว ไมโทคอนเดรียจะใช้กระบวนการ OxPhos (oxidative phosphorylation) ที่ใช้ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปในการเผาผลาญพลังงาน โดยกระบวนการนี้จะสร้างพลังงานได้ถึง 32-36 ATP จากกลูโคสหนึ่งโมเลกุล

แต่หากไมโทคอนเดรียเสียหาย ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เซลล์จะหันไปใช้กระบวนการ “หมัก” (fermentation) หรือที่เรียกว่าไกลโคไลซิส (glycolysis) นั่นคือการเผาผลาญโดยไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะกลูโคสหนึ่งโมเลกุลจะให้พลังงานเพียง 2 ATP เท่านั้น

เซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดจะใช้การหมัก (fermentation) ในการเผาผลาญ ทำให้มันบริโภคน้ำตาลมากเป็นพิเศษ จนวิธีหนึ่งในการตรวจหามะเร็งคือ PET scan ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในอวัยวะส่วนไหนถูกกลืนกินเร็วผิดปกติ

โลกใบนี้มีอายุ 4.5 พันล้านปี แต่เพิ่งจะมีออกซิเจนเมื่อประมาณ 2 พันล้านปีที่แล้วเท่านั้น ก่อนหน้านี้สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบนโลกล้วนแต่ใช้กระบวนการหมักทั้งสิ้น

ดังนั้น เซลล์มะเร็งจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเซลล์ปกติที่สูญเสียความสามารถในการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจน จึงหันกลับไปใช้วิธีการดึกดำบรรพ์ในการเผาผลาญแบบหมัก และทำตัวราวกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เติบโตและขยายเผ่าพันธุ์ไม่หยุดยั้ง จนกว่าอาหารจะหมดและชีวิตของมันเองก็จบลงด้วย

คนที่ค้นพบว่าเซลล์มะเร็งใช้กระบวนการหมักเสมอ แม้ว่าจะมีออกซิเจนอยู่มากมายก็ตามคือ Otto Warburg จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา และสิ่งที่เขาค้นพบก็มีชื่อเรียกว่า Warburg Effect

นอกจากเซลล์มะเร็งจะกินน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มันใช้ในการเผาผลาญได้ นั่นคือกรดอะมิโนที่ชื่อว่า กลูตามีน (glutamine)

แต่เซลล์มะเร็งไม่สามารถเผาผลาญแหล่งพลังงานอื่นๆ ในร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันหรือ คีโทน (ketone bodies) ซึ่งเป็นสารที่สร้างขึ้นจากไขมันในตับเมื่อร่างกายขาดแคลนกลูโคส

ดังนั้น หลักการในการจัดการมะเร็งของ ดร. ซีฟรีดจึงประกอบด้วย:

1. งดการบริโภคแป้งและน้ำตาล เพื่อให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง

2. ใช้ยาเพื่อจำกัดปริมาณกลูตามีน ในร่างกาย (ในกรณีที่อาหารไม่เพียงพอ)

3. ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะคีโตซิส (Ketosis) ซึ่งเซลล์ปกติจะหันมาใช้คีโทนเป็นแหล่งพลังงานแทน แต่เซลล์มะเร็งจะไม่สามารถเผาผลาญได้

เมื่อทั้งกลูโคสและกลูตามีนน้อยลง แถมยังไม่สามารถเผาผลาญคีโทนได้ เซลล์มะเร็งก็จะค่อยๆ อ่อนแรงและเนื้องอกร้ายก็จะหยุดการเจริญเติบโต และในบางกรณีก็ค่อยๆ ลดขนาดและหายไป

การพาตัวเองเข้าสู่ภาวะคีโตซิสที่ ดร. ซีฟรีดแนะนำคือการอดอาหารและดื่มแต่น้ำเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ผู้ป่วยจะทำได้

ในพ็อดแคสต์ ดร. ซีฟรีดยกตัวอย่างของ Pablo Kelly ซึ่งเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงที่สุด (Glioblastoma) ตั้งแต่ปี 2014 ที่แพทย์วินิจฉัยว่าจะอยู่ได้เพียง 8-14 เดือน แต่เขากลับปฏิเสธการทำคีโมและฉายแสง และใช้วิธีการ ketogenic diet ทำให้เขามีชีวิตอยู่จนถึงปี 2024 (สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการตกเลือดจากการผ่าตัด)

อีกคนหนึ่งชื่อ Maggie Jones เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ที่ลามไปถึงสมองแล้ว แต่ก็รอดมาได้ด้วยวิธีการของ ดร. ซีฟรีดเช่นกัน โดยเธอและสามีได้สร้างหนังสารคดีชื่อ Cancer Revolution เพื่อเล่าถึงมะเร็งในฐานะโรคทางเมตาบอลิซึม

ดร. ซีฟรีดไม่ได้ปฏิเสธการรักษาแบบฉายแสงหรือคีโมโดยสิ้นเชิง แต่ให้ความเห็นว่า หากเราจัดการด้วยวิธีข้างต้นเพื่อให้เซลล์มะเร็งอ่อนแรงลงก่อน ถ้าจะทำคีโมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในปริมาณมากเท่าปกติ ซึ่งย่อมลดความเสียหายและความทรมานของผู้ป่วยได้แน่นอน

แต่ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการฉายแสงหรือคีโมก่อนจนร่างกายบอบช้ำหรืออ่อนแอ แถมมะเร็งกลับมาแกร่งกว่าเดิม จะให้มาอดอาหารทีหลังร่างกายก็อาจรับไม่ไหวแล้ว

แล้วทำไมวิธีการรักษาแบบนี้ถึงไม่แพร่หลาย ทั้งๆ ที่ฟังดูดี และ ดร. ซีฟรีดก็อธิบายเรื่องนี้มานานนับสิบปี?

ดร. ซีฟรีดมองว่า มันคือการปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากความเชื่อที่ฝังแน่นในวงการแพทย์ว่าโรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ในขณะที่ ดร. ซีฟรีดมองว่าต้นเหตุของมะเร็งคือ ความบกพร่องของระบบเผาผลาญ ต่างหาก

วงการมะเร็งนั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่มหาศาล ทั้งเงินทุนวิจัย และรายได้ของบริษัทยาที่รักษาด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม ดังนั้นย่อมไม่มีใครอยากเสียผลประโยชน์ โดยคนที่ปฏิเสธมักจะอ้างว่าวิธีการของ ดร. ซีฟรีดนั้นยังไม่มี “การทดลองทางคลินิก” (clinical trial) ที่เป็นระบบและครอบคลุมมากพอ

หากใครเห็นว่าทฤษฎีของ ดร. ซีฟรีดฟังดูน่าสนใจและมีเหตุผล สิ่งที่ทำได้เลยก็คือ:

หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไมโทคอนเดรียแข็งแรง และวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจุดประสงค์นี้คือ Zone 2 training

สอง กินแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลองไม่ใส่น้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว หรือเวลาสั่งเครื่องดื่มก็เอาหวานแค่ 25% พอ และไม่กินโดนัทหรือขนมปังบ่อยเกินไป

และสาม ถ้าใครสนใจเรื่องเชิงลึก ลองหาค่า GKI (Glucose Ketone Index) คือเอาค่าน้ำตาลในเลือดหารด้วยค่าคีโทนในเลือด (หน่วยเป็น millimole) โดยยิ่งต่ำยิ่งดี คนปกติจะมี GKI อยู่ที่ประมาณ 40-50 แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ดร. ซีฟรีดแนะนำให้พยายามทำให้ค่า GKI ต่ำกว่า 2 ซึ่งทำได้ด้วยการอดอาหารตามที่กล่าว เพื่อให้กลูโคสน้อยลงและคีโทนสูงขึ้น

อย่างที่ออกตัวไปตอนต้นว่าผมไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์ใดๆ และทฤษฎีของ ดร. ซีฟรีดก็ใช่ว่าจะไร้ข้อกังขา เพราะเราเห็นคนที่ออกกำลังกายและกินอย่างระมัดระวังก็ยังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งได้เช่นกัน

แต่ผมก็เชื่อว่า เนื้อหาในบทความนี้อาจจุดประกายให้คุณผู้อ่านที่สนใจไปศึกษาหาความรู้ต่อ และใช้วิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองและคนที่คุณรัก

หากใครมีเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งทั้งของตนเองและของคนใกล้ชิดที่อยากจะแบ่งปัน ก็ใช้พื้นที่ตรงนี้ได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ

ขออวยพรให้ทุกคน (รวมถึงตัวผมเองด้วย!) มีความตั้งใจและกำลังใจที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี เพื่อจะได้มีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวครับ

3 เหตุผลที่เราไม่ควรย้ายงานบ่อยๆ

ข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้กันดี คือมันทำให้เราเป็น job hopper ดูเป็นคนไม่ค่อยมีความอดทน และไม่เคยได้อยู่ที่ไหนนานพอจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งส่งผลให้ไม่เคยได้รับการโปรโมตที่ไหนเลย ได้ปรับตำแหน่งตอนย้ายงานเท่านั้น

ผมมาขอเขียนเพิ่มอีก 3 เหตุผลที่อาจจะยังไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก เพื่อให้เราเห็นภาพชัดขึ้นก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญแบบนี้ครับ


ข้อ 1 เราต้องเริ่มพิสูจน์ตัวเองใหม่

เมื่อเราย้ายไปที่ทำงานใหม่ ต้องทำงานกับหัวหน้าใหม่ กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน บางคนอาจจะตั้งคำถามในความสามารถของเรา ยิ่งถ้าเราประสบการณ์น้อยกว่าแต่ต้องมาคุมทีมที่เต็มไปด้วยคนที่อยู่มานานกว่า ก็ยิ่งต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเอง ต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อสร้างการยอมรับ

การที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองทุกหนึ่งหรือสองปีจึงไม่ใช่เรื่องสนุก น้องคนหนึ่งที่เคยย้ายงานสองครั้งภายในหนึ่งปีเคยบอกผมว่า ตอนนี้อยากหางานที่ทำแล้วอยู่ได้ยาวๆ ไม่อยากต้องมาเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าอีกต่อไป


ข้อ 2 เราไม่มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นพอ

ทุกวันนี้คนกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน เพราะ AI เริ่มทำงานแทนเด็กจบใหม่ได้แล้ว

เราเองก็น่าจะเริ่มคุยกับ AI มากขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรไม่รู้หรือไม่แน่ใจก็ถาม AI ไว้ก่อน จนน่าคิดว่าในอนาคตจะยังมีเรื่องไหนที่คนยังเชื่อตัวเองมากกว่า AI อยู่หรือไม่

สำหรับผม คงจะมีคำถามหนึ่งที่ผมจะเลือกเชื่อตัวเองมากกว่า AI

คำถามนั้นก็คือ “ผมควรจะชวนใครมาทำงานด้วย?”

คำถามนี้ยากเกินกว่าที่ AI จะตอบในหลายมิติ

หนึ่ง เพราะ AI ปัจจุบันเป็น Large Language Model ที่ต้องอ่านข้อมูลมหาศาล ในอินเทอร์เน็ตและในสื่อต่างๆ

แต่ข้อมูลที่ว่าใครเป็นคนทำงานที่เก่งนั้น ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในสื่อประเภทใด มันถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของคนที่เคยทำงานด้วย ซึ่งความทรงจำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ LLM ยังเข้าไม่ถึง

สอง แน่นอนว่า AI อาจจะเข้าไปอ่านโปรไฟล์ออนไลน์ของคนคนหนึ่งได้ และบอกได้ว่าเขาคนนี้เป็นคนเก่งแค่ไหน แต่การเป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเขาจะทำงานกับเราได้ดี มันยังมีอีกหลายปัจจัยเช่นนิสัยใจคอ ความเชื่อและทัศนคติที่ตรงกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ AI ไม่สามารถตอบแทนเราได้

และสาม เวลาเราเลือกคนไปทำงาน เราไม่ได้เลือกแค่ความเก่งหรือความเข้ากันได้ แต่เราเลือกเพราะว่าเขาเป็นคนที่ “ใช้ได้” ด้วย

ใช้ได้ในความหมายที่ว่าเป็นคนน่ารัก จิตใจดี วางใจได้ ซึ่งของแบบนี้รู้สึกได้ผ่านประสบการณ์ตรงที่ได้ทำงานด้วยกันและได้ใช้ชีวิตนอกเวลางานด้วยกันเท่านั้น

เมื่อเราอายุมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น งานดีๆ ไม่อาจได้มาด้วยการร่อนใบสมัครแล้วภาวนาว่าจะมีใครสักคนมาสนใจเรา

เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต งานที่ดีจะมาจากการแนะนำปากต่อปาก ว่าคนนี้ทำงานโอเค คนนี้เคยล่มหัวจมท้ายมาด้วยกัน มันคือความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดเมื่อเราใช้เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือผู้บริหารบางคนได้นานพอเท่านั้น

แต่ถ้าเราเปลี่ยนงานทุกปีหรือทุกสองปี โอกาสที่เราจะสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจให้มากพอที่เขาจะคิดถึงเราในอนาคตย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก


ข้อ 3 คุณค่าทางธุรกิจที่เกิดจากความไว้ใจจะอันตรธานไปเมื่อเราย้ายงาน

เวลาเราไว้ใจกัน อะไรๆ ก็ง่าย แต่พอเราไม่ไว้ใจกัน อะไรๆ ก็ยาก

ผมรู้จักกับหัวหน้าคนปัจจุบันมา 20 ปี เคยทำงานด้วยกันปี 2005-2008 และอีกครั้งตอนปี 2017 ถึงปัจจุบัน

พอรู้จักกันมานาน รู้นิสัยใจคอและสไตล์ ก็ทำให้พอรู้ว่าแต่ละงานเราจะคุยกับเขาอย่างไรให้งานสำเร็จลุล่วง

ดังนั้นการมีหัวหน้าที่ไว้ใจเรา และการมีทีมงานที่ไว้ใจกันจึงเป็นลาภอันประเสริฐ
เมื่อไว้ใจ ทุกอย่างก็สามารถพูดคุยและตกลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความเร็วในการตัดสินใจและลงมือทำจนเกิดผลลัพธ์นั้นเป็น competitive advantage ที่หลายคนอาจมองข้าม

ทีมผู้บริหารที่รู้ใจและเชื่อใจกัน ย่อมทำงานได้รวดเร็วและ productive กว่าทีมผู้บริหารที่ไม่ไว้ใจกันเพราะมัวแต่ใช้เวลาไปกับการถกเถียงและการระวังหลัง

ความไว้ใจซึ่งกันและกันในบริษัทจึงเป็น intangible asset หรือทรัพย์สินทางธุรกิจที่จับต้องไม่ได้แต่มีคุณค่าและมูลค่ามหาศาล

คราวนี้ลองคิดภาพว่า คนที่ไว้ใจกันมากต้องมาลาออกไป คุณค่าทางธุรกิจนั้นก็จะหายวับไปกับตา ต่อให้ได้คนใหม่ที่เก่งไม่น้อยกว่าคนเดิม ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือกระทั่งหลายปีถึงจะสร้างความคุ้นเคยหรือไว้ใจเท่ากับคนก่อนได้

การย้ายงานจึงเป็นการทำลายคุณค่าทางธุรกิจ เพราะความไว้ใจที่เคยทำให้ทุกอย่างมันเร็วกว่านี้มันหายไปแล้วนั่นเอง


แน่นอนว่าในบางสถานการณ์เราก็ควรจะย้ายงานจริงๆ เช่นโครงสร้างองค์กรหรือสภาพธุรกิจไม่เอื้อให้เราโตไปกว่านี้ หรือเจอสภาพการทำงานที่ทำให้ชีวิตพัง (โดยไม่ลืมสำรวจตัวเองว่าเรามีส่วนทำให้มันพังเองด้วยรึเปล่า) ถ้าคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การย้ายงานก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมก็เป็นได้

แต่ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดีและไว้ใจกัน เราก็ควรจะเอาปัจจัยเหล่านั้นมาร่วมพิจารณาก่อนตัดสินใจครับ