Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้

20170319_sapiens13

ซีรี่ส์ Sapiens ดำเนินมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เลยขอวางหมุดหมายให้เห็นคร่าวๆ กันอีกครั้งนึงนะครับ

200,000 ปีที่แล้ว – Homo Sapiens ถือกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก

70,000 ปีที่แล้ว – เกิด Cognitive Revolution ในหมู่ Sapiens จนสามารถใช้ภาษาและออกเดินทางจากแอฟริกาไปยังดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก

12,000 ปีที่แล้ว – เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ทำให้คนที่เคยเข้าป่าล่าสัตว์เริ่มออกมาตั้งรกรากและขยายถิ่นที่อยู่จากหมู่บ้านเป็นเมือง จากเมืองเป็นอาณาจักร จากอาณาจักรเป็นจักรวรรดิ

2500 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาพุทธ

2000 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาคริสต์

1400 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาอิสลาม

500 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) มนุษยชาติเริ่มยอมรับว่าตัวเองไม่รู้และได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อน

200 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ครอบครัวและชุมชนถูกแทนที่ด้วยรัฐและตลาด


หากชาวนาชาวสเปนคนหนึ่งหลับไปในปีค.ศ.1000 และตื่นขึ้นมา 500 ปีให้หลัง (ช่วงเดียวกับที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา) โลกอาจจะดูแตกต่างไปบ้างแต่เขาก็คงไม่รู้สึกแปลกแยกเสียทีเดียว แต่หากลูกเรือของโคลัมบัสหลับไหลในปี 1500 และตื่นขึ้นในปี 2000 สิ่งที่ลูกเรือคนนั้นพบเจออาจทำให้เขาคิดว่าตัวเองกำลังอยู่บนสวรรค์ – เอ…หรือว่าในนรกกันแน่?

500 ปีที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย จำนวนประชากรโตขึ้น 14 เท่า (จาก 500 ล้านเป็น 7,000 ล้าน) ขณะที่พลังงานที่มนุษย์บริโภคเพิ่มขึ้น 115 เท่า และผลผลิตต่อคนเพิ่มขึ้นถึง 240 เท่า

ในปี 1500 (รวมถึง 4 พันล้านปีก่อนหน้านั้น) ไม่เคยมีมนุษย์หรือสัตว์ตัวไหนออกไปพ้นชั้นบรรยากาศโลก แต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1969 มนุษย์ก็ได้ไปเหยียบดวงจันทร์

ก่อนหน้าปี 1674 เราไม่เคยรู้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งที่มีจำนวนประชากรคิดเป็น 99.99% ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ นั่นคือ microorganism หรือจุลินทรีย์และแบคทีเรียต่างๆ จนนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ค้นนึงได้ลองใช้จุลทรรศน์ที่เขาทำขึ้นเองส่องดูหยดน้ำ

และวินาทีประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา คือเวลา 05:29:45 ของเช้าวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 1945 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจุดระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในเมือง Alamogordo รัฐ New Mexico

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์ไม่เพียงมีพลังพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ แต่สามารถทำให้ประวัติศาสตร์สูญสิ้นได้ด้วยมือตนเอง


เมื่อเรายอมรับว่าเราไม่รู้

กระบวนการที่ช่วยให้เราสร้างระเบิดนิวเคลียร์และพาเราไปเหยียบดวงจันทร์คือการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงก่อนคริสตศตวรรษที่ 15 นั้น มนุษย์ไม่ได้มีแรงผลักดันที่จะค้นคว้าหรือค้นพบอะไรใหม่ๆ เพราะมนุษย์เชื่อว่าคำตอบทั้งหมดนั้นอยู่ในพระคัมภีร์ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของพุทธ คริสต์ อิสลามหรือขงจื๊อต่างก็บอกว่าสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรู้นั้นท่านได้บอกไว้หมดแล้ว

ศาสนาเก่าแก่นั้นยอมรับ “ความไม่รู้” (ignorance) อยู่แค่สองแบบ แบบแรกคือ “คนคนหนึ่งอาจจะไม่รู้สิ่งที่จำเป็นต้องรู้” เช่นหากชาวนาคนหนึ่งไม่รู้ว่ามนุษย์กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร เขาเพียงแค่ต้องไปถามคนที่รู้อย่างนักบวชในโบสถ์ใกล้บ้านก็เพียงพอแล้ว

ความไม่รู้อีกแบบหนึ่งก็คือ “ไม่รู้เพราะไม่สำคัญ” เช่นในไบเบิ้ลอาจไม่ได้บอกว่าแมงมุมชักใยยังไง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคำสอนของศาสนาคริสต์ไม่สมบูรณ์ แต่เป็นเพราะเรื่องการชักใยของแมงมุมไม่ใช่เรื่องสำคัญต่างหาก เพราะถ้าการชักใยแมงมุมมันสำคัญจริงพระเจ้าย่อมต้องพูดถึงในพระคัมภีร์อยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มองความไม่รู้ต่างออกไป พวกเขามองว่า “พวกเรายังไม่รู้สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้” (collective ignorance of the most important questions) ดาร์วินไม่เคยบอกว่าตัวเองรู้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการทั้งหมด นักฟิสิกส์ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่า Big Bang เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยแท้จริงแล้ว Scientific Revolution คือ “การปฏิวัติของความไม่รู้” (revolution of ignorance) เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีคำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญ พวกเขาจึงเริ่มหิวกระหายที่จะค้นคว้าและออกค้นหาอีกครั้ง


ความรู้คืออำนาจ

ในปีค.ศ. 1620 Francis Bacon ตีพิมพ์แถลงการณ์ชื่่อวา The New Instrument โดยบอกว่าความรู้คืออำนาจ – Knowledge is Power

โดยนายเบคอนบอกว่า ความรู้นั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกต้องแค่ไหน แต่มันมีประโยชน์แค่ไหนต่างหาก เพราะไม่มีชุดความรู้ใดที่จะถูกต้อง 100% อยู่แล้ว

เราคุ้นเคยกับคำว่า วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี มานานจนเรานึกว่าสองอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ แต่จริงๆ แล้วนายเบคอนนี่แหละที่เป็นคนแรกๆ ที่เอาคอนเซ็ปต์ทั้งสองมาเชื่อมโยงกัน คือเมื่อคุณได้ความรู้ชุดใหม่จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คุณก็สามารถนำมันมาพัฒนาเทคโนโลยีอันจะนำมาซึ่งพละกำลังและอำนาจได้

ในช่วงก่อนปี 1500 นั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้นำแคว้นต่างๆ อาจจะสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อจะช่วยเผยแพร่ความรู้ดั้งเดิม ไม่ใช่เพื่อค้นพบความรู้ชุดใหม่ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ ก็ไม่ได้เกิดจากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์แต่เกิดจากบรรดานายช่างที่ไม่เคยได้ไปโรงเรียนด้วยซ้ำ


สงครามและเทคโนโลยี

หนึ่งในเหตุผลที่วิทยาศาสตร์นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือสงครามโลก ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลได้สั่งให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นอาวุธใหม่ๆ และผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องบินรบ แก๊ซพิษ รถถัง เรือดำน้ำ และปืนกลทำลายล้างสูง

วิทยาศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นไปอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 ฝ่ายอักษะอย่างอิตาลีนั้นได้ยอมแพ้ต่อกลุ่มสัมพันธมิตรไปแล้ว แต่เยอรมันนีก็ยังสู้ต่อเพราะเชื่อว่าขีปนาวุธตัวใหม่นาม V-2 ที่นาซีคิดค้นอยู่จะพลิกเกมได้

ในปี 1945 อเมริกาประดิษฐ์อาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ แต่ถึงตอนนั้นเยอรมันนีได้ยอมแพ้สงครามไปแล้ว เหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นที่ประกาศว่าจะสู้ยิบตา ในปี 1946 เมื่อรู้ว่าการส่งทหารอเมริกันขึ้นบกที่ญี่ปุ่นจะทำให้สูญเสียกำลังพลนับล้านคน ประธานาธิบดีทรูแมนจึงตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ภายในสองสัปดาห์ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในสงครามนั้นถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 สงครามส่วนใหญ่ตัดสินกันที่การวางแผนและจัดกำลังรบมากกว่าเรื่องความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี กองทัพของโรมนั้นไม่ได้มีเครื่องมือที่ดีกว่าอาณาจักรอื่นเลย เพียงแต่มีกำลังพลมากกว่า มีวินัยกว่า และมียุทธศาตร์ที่ดีกว่าเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งเมืองจีนก็ไม่ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในสงคราม เทคโนโลยีทางอาวุธที่สำคัญสุดของจีนคือดินปืน แต่เท่าที่เรารู้ก็คือดินปืนไม่ได้ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปรธาตุที่กำลังหาสูตรยาอายุวัฒนะ และแม้ว่าจะพบแล้วว่าดินปืนทำอะไรได้ มันก็ถูกใช้สำหรับการทำดอกไม้ไฟเท่านั้น! ต้องใช้เวลาอีกราว 600 ปีกว่าชาวจีนจะเริ่มนำดินปืนมาใช้เป็นอาวุธปืนใหญ่ในการสงคราม

วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีทางการทหารเพิ่งจะมาเกี่ยวพันกันในช่วงที่ระบบทุนนิยมเฟื่องฟูขึ้นมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม

และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า

Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า

20170305_sapiens12

ตอนที่แล้วเราพูดถึงศาสนาที่มีพระเจ้าไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยถึงศาสนาที่ไม่ได้มีพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลางนะครับ

ศาสนาที่อ้างอิงกฎธรรมชาติ
ในช่วงคริสตศตวรรษแรก ศาสนากลุ่มใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระเจ้าเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเชนและพุทธในอินเดีย เต๋าและขงจื้อในจีน และสโตอิคในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน

ศาสนากลุ่มนี้เชื่อว่ากฎระเบียบที่อยู่เหนือมนุษย์ขึ้นไปนั้น (superhuman order) ไม่ได้เกิดจากความต้องการของเทพเจ้า แต่ถูกกำหนดโดยกฎของธรรมชาติ บางศาสนาเชื่อว่าเทพนั้นมีอยู่ แต่เทพเหล่านี้ก็ตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติไม่ต่างกับมนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ

ศาสนาที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนี้คือศาสนาพุทธ

ตัวเอกของศาสนานี้ไม่ใช่เทพเจ้า แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งนามสิทธัตถะ โคตมะ ซึ่งเป็นเจ้าชายของแคว้นเล็กๆ แคว้นหนึ่งในแถบเทือกเขาหิมาลัย ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล

สิทธัตถะเห็นว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าจะชายหรือหญิง เด็กหรือชรา ล้วนแล้วแต่ต้องเจอความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้เขามีเงิน อำนาจ มีความรู้ มีลูก มีบ้าน หรือมีวัง พวกเขาก็ยังไม่เคยพอใจอยู่ดี คนจนอยากรวย คนมีเงินล้านอยากมีสองล้าน คนมีสองล้านอยากมีสิบล้าน ทุกๆ คนต่างก็โดนความกังวลตามหลอกหลอนจนถึงวันสุดท้าย ชีวิตนี้เป็นเหมือนการถีบจักรที่ไร้ความหมาย แต่เราจะออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร?

หลังจากเรียนกับกูรูและลองผิดลองถูกอยู่นานถึง 6 ปี สิทธัตถะก็เข้าใจว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ร้ายๆ ความอยุติธรรม หรือการลงโทษจากเทพเจ้า แต่เกิดจากความเคยชินในการทำงานของจิตต่างหาก (behaviour patterns of one’s own mind)

สิ่งที่สิทธัตถะค้นพบก็คือไม่ว่าจิตใจจะประสบกับอะไรก็ตาม มันก็มักจะมีปฏิกิริยาเป็นความอยาก (craving) ถ้าจิตรู้สึกไม่ดี มันก็อยากจะให้ความรู้สึกนั้นจบไปไวๆ ถ้าจิตได้ประสบกับความรู้สึกดีๆ มันก็จะอยากให้ความรู้สึกนั้นอยู่ไปนานๆ

แม้ว่าเทพเจ้าจะส่งฝนมาให้ได้ และโชคชะตาอาจนำพาชื่อเสียงเงินทองมาให้ได้ แต่ไม่มีใครมาเปลี่ยนวิธีการทำงานของจิตของเราได้ ดังนั้นแม้แต่จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ก็ยังมีชีวิตที่คลอเคลียกับความทุกข์และความกังวลและเฝ้าแต่ตามหาความสุขอยู่ร่ำไป

สิทธัตถะพบว่า คนเราสามารถออกจากวงจรนี้ได้ นั่นคือ เมื่อใดก็ตามที่จิตใจประสบกับอะไร แต่ถ้าเราสามารถมองสิ่งนั้นอย่างที่มันเป็น ความทุกข์ก็จะไม่เกิด ถ้าเรากำลังเจอความเศร้าแต่เราไม่ได้ปรารถนาให้ความเศร้านั้นหมดไปเราก็จะไม่ทุกข์ หรือถ้าเรากำลังรู้สึกมีความสุขแต่เราไม่ได้ปรารถนาให้ความสุขอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะสามารถดื่มด่ำกับความสุขได้โดยไม่สูญเสียความสงบในจิตใจ

แล้วเราจะฝึกซ้อมจิตใจให้ยอมรับทุกอย่างอย่างที่มันเป็นได้อย่างไร? สิทธัตถะได้พัฒนาเทคนิคการทำสมาธิที่จะฝึกให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับคำถามที่ว่า “ตอนนี้เรากำลังประสบกับสภาวะอะไรอยู่?” แทนที่จะสนว่า “ตอนนี้เราอยากประสบกับสภาวะใด?” (‘What am I experiencing now?’ rather than ‘What would I rather be experiencing?’)

ผู้ที่ฝึกฝนจะต้องประพฤติตนให้อยู่ในศีล 5 เพื่อให้การดับไฟแห่งความปรารถนาหรือกิเลสนี้ง่ายขึ้น เมื่อไฟราคะถูกดับมันก็จะถูกแทนที่ด้วยสภาวะแห่งความพอใจอันสมบูรณ์ที่มีชื่อว่านิพพาน คนที่ถึงนิพพานจะรับรู้สภาวะต่างๆ อย่างชัดเจนโดยปราศจากจินตนาการหรือการปรุงแต่ง และแม้ว่าเขาจะเจอสถานการณ์เลวร้ายหรือความเจ็บปวดใดๆ เขาก็จะไม่ทุกข์ใจอีก เพราะคนที่ไร้ซึ่งความต้องการย่อมไม่สามารถเป็นทุกข์ได้อีกแล้ว

กฎของสิทธัตถะสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า ความทุกข์เกิดจากความอยาก วิธีเดียวที่จะหยุดความทุกข์ได้ก็คือต้องหยุดความอยาก และวิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากความอยากได้ก็คือการฝึกฝนจิตใจให้เห็นสภาวะต่างๆ อย่างที่มันเป็น

ในศาสนาที่นับถือพระเจ้า คำถามสำคัญคือ “พระเจ้านั้นมีอยู่ ท่านต้องการอะไรจากเรา?”

ส่วนในศาสนาพุทธ คำถามสำคัญคือ “ความทุกข์นั้นมีอยู่ เราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร?”

คอมมิวนิสต์ก็เป็นศาสนา?
ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเติบใหญ่ของศาสนาใหม่ๆ ที่อ้างอิงถึงกฎทางธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ชาตินิยม ทุนนิยม หรือนาซี

หลายคนอาจจะบอกว่านี่ไม่ใช่ศาสนาซักหน่อย น่าจะเรียกว่า Ideologies หรือคตินิยมมากกว่า แต่ถ้าเรานิยามศาสนาว่ามันคือสิ่งที่กำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมโดยตั้งอยู่บนความเชื่อในเรื่องระเบียบเหนือมนุษย์ (a system of human norms and values that is founded on belief in a superhuman order) ระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตก็มีความเป็นศาสนาพอๆ กับอิสลาม

คอมมิวนิสต์เชื่อในกฎสากลที่เป็นกำหนดความเป็นไปในโลกนี้คล้ายกับชาวพุทธ ชาวพุทธเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นค้นพบกฎนั้น ขณะที่ชาวคอมมิวนิสต์เชื่อว่ากฎของพวกเขาถูกค้นพบโดยคาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์ และวลาดิเมียร์ เลนิน

ชาวมุสลิมมีอัลกุรอ่าน ชาวคอมมิวนิสต์ก็มี Das Kapital ที่เขียนโดยคาร์ล มาร์กซ์ ชาวพุทธมีวันหยุดทางศาสนา ชาวคอมมิวนิสต์ก็มีวันแรงงาน และวันรำลึกการปฏิวัติสังคมนิยมใหญ่เดือนตุลาคม (October Revolution) คนที่เคร่งคอมมิวนิสต์ไม่สามารถนับถือศาสนาอื่นได้ และถูกคาดหวังให้เผยแพร่คำสอนของมาร์กซ์และเลนินแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต

ผู้เขียนบอกว่าถ้าไม่สบายใจที่จะเรียกคอมมิวนิสต์ว่าศาสนา จะเรียกมันว่าคตินิยมก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่การเล่นคำ โดยเนื้อแท้แล้วมันก็ยังทำหน้าที่เหมือนศาสนาอยู่ดี

ศาสนามนุษยนิยม
ศาสนาที่เราคุ้นเคยนั้นจะเน้นไปที่การบูชาพระเจ้า แต่ก็มีศาสนาอีกกลุ่มหนึ่งที่บูชาความเป็น Homo Sapiens โดยมองว่ามนุษย์นั้นมีธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ บนโลกนี้

ผู้เขียนพูดถึงมนุษยนิยมสามจำพวก (จริงๆ มีมากกว่านั้น)

กลุ่มแรกคือ liberal humanism (เสรีนิยม) ที่เชื่อว่ามโนธรรมและศีลธรรมถูกกำหนดโดยเสียงที่อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว และมนุษย์แต่ละคนมีสิทธิ์ที่ใครก็ไม่อาจจะมาล่วงเกินได้ สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า สิทธิมนุษยชน หรือ human rights นั่นเอง

ส่วนกลุ่มที่สองเชื่อว่าความดีสูงสุดไม่ใช่การปกป้องสิทธิส่วนบุคคล แต่เป็นการดูแลประโยชน์สุขของ Homo Sapiens ทั้งผอง กลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า socialist humanism หรือสังคมนิยม

ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล กลุ่มสังคมนิยมกลับเรียกร้องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

ทั้ง liberal และ socialist ต่างก็มีพื้นฐานความเชื่ออยู่บนศาสนาคริสต์ที่มองว่าพระเจ้านั้นให้ค่าดวงวิญญาณทุกดวงอย่างเท่าเทียมกันหมด

แต่ก็มีมนุษยนิยมอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มองอย่างนั้น นั่นคือกลุ่มนาซี

กระบวนทัศน์ของนาซีตั้งอยู่บนความคิดเชิงวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ไม่ได้มองว่ามนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นสากลและเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ วิวัฒนาการได้ และเสื่อมลงได้

มนุษย์บางสายพันธุ์จึงอาจจะพัฒนาจนกลายเป็น superhuman ขณะที่มนุษย์บางสายพันธุ์จะเสื่อมโทรมลงไปเป็น subhuman หรือสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์

นาซีมองว่าชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง

Homo Sapiens ทำให้ Neanderthals สูญพันธุ์ฉันใด ชาวอารยันก็เปรียบเหมือน Sapiens ส่วนชาวยิวก็เปรียบเหมือน Neanderthals ฉันนั้น มันคือ survial of the fittest – คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไปเท่านั้นเอง

ชาวนาซีไม่ได้เกลียดมนุษยชาติ พวกเขาสู้กับพวกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากมาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิวัฒนาการแบบดาร์วินแล้ว นาซีเชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ควรได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อกำจัดคนอ่อนแอทิ้งและเหลือไว้แต่คนที่แข็งแกร่งเพื่อสืบทอดพันธุกรรม การที่คอมมิวนิสต์และพวกเสรีนิยมคอยช่วยเหลือหรือปกป้องคนอ่อนแอเท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการ natural selection นี้ ทำให้คนอ่อนแอได้อยู่ต่อและสืบพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนคนที่แข็งแกร่งเหลือสัดส่วนน้อยลง และสุดท้ายมนุษยชาติก็จะเสื่อมลงและสูญพันธุ์ในที่สุด

ในช่วงหลายสิบปีหลังฮิตเลอร์พ่ายแพ้สงคราม การเชื่อมโยงมนุษยนิยมกับวิวัฒนาการได้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ตอนนี้มันกำลังกลับมาอินเทรนด์อีกครั้ง แม้ไม่มีใครคิดจะสังหารเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่าอีกแล้ว แต่หลายคนเริ่มฝันหวานกับการนำเทคโนโลยีมา “อัพเกรด” มนุษย์ให้กลายเป็น superhumans ในอนาคตอันใกล้นี้

โปรดติดตามตอนต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา

Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา

20170226_sapiens11

สองตอนที่ผ่านมา เราพูดถึงเงินที่ช่วยหลอมรวมโลกในเชิงเศรษฐกิจ พูดถึงจักรวรรดิที่หลอมรวมโลกในเชิงรัฐศาสตร์ วันนี้เราจะมาพูดถึงศาสนาที่หลอมรวมโลกในเชิงจิตวิญญาณนะครับ

ระเบียบสังคม (social order) เป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาทั้งนั้น เช่นการแบ่งคนออกเป็นวรรณะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วในเชิงชีววิทยาเราแทบไม่มีอะไรต่างกันเลย

เมื่อระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่จินตนาการขึ้น มันจึงมีความเปราะบาง และยิ่งสังคมมนุษย์ขยายใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งเปราะบางขึ้นเท่านั้น

บทบาทที่สำคัญของศาสนาก็คือ มันได้สร้างความชอบธรรมที่มาจากสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์ (superhuman legitimacy) ขึ้นมาช่วยลดความเปราะบางของระเบียบสังคมนี้

ศาสนาบอกว่ากฎกติกาหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้นตามอำเภอใจ แต่เป็นคำบัญชาจากเบื้องบน เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อในแนวคิดนี้ คนย่อมไม่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือแข็งขืนกับกฎระเบียบ สังคมนั้นจึงมีเสถียรภาพ

นิยามของศาสนา
“ศาสนา” คือระบบที่กำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมโดยตั้งอยู่บนความเชื่อในเรื่องเหนือมนุษย์

ศาสนาจึงมีเกณฑ์วัดอยู่สองข้อ

1.ศาสนายึดถือว่าโลกนี้มีกฎระเบียบที่มาจากสิ่งที่เหนือมนุษย์ (superhuman order) ฟุตบอลไม่ถือว่าเป็นศาสนา เพราะถึงแม้ว่าฟุตบอลจะมีกฎกติกามากมายแต่คนที่ตั้งกฎเหล่านี้ขึ้นมาคือฟีฟ่า และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเองได้

2.ศาสนาเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์ควรจะประพฤติตนอย่างไร คนมากมายเชื่อในเรื่องผีสางนางไม้ (ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องเหนือมนุษย์) แต่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานทางศีลธรรมและความประพฤติ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นศาสนา

การที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งจะมีบทบาทในการหลอมรวมคนจำนวนมากได้นั้นยังต้องมีคุณลักษณะเพิ่มอีกสองข้อ นั่นคือกฎกติกาที่ศาสนากำหนดขึ้นมานี้ต้องเป็นสากล (universal) ที่ถูกต้องในทุกสถานในกาลทุกเมื่อ และคำสอนของศาสนานี้เป็นเรื่องที่พึงนำไปเผยแผ่ให้แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม (missionary)

ศาสนาที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างคริสต์ อิสลาม และพุทธนั้นอ้างว่าคำสอนของตัวเองเป็นสากลและเป็นสิ่งที่ต้องนำไปประกาศให้ชาวโลกรับรู้

แต่ศาสนาส่วนใหญ่ในยุคแรกๆ นั้นมีคุณลักษณะตรงกันข้ามคือ มีความเป็น local และ exclusive

พวกเขาเชื่อในเทพเจ้าที่สิงสถิตอยู่เฉพาะละแวกนั้นๆ และไม่เคยคิดจะไปเผยแผ่ให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามด้วย

วิญญาณนิยม (Animism)
ในยุคที่คนเรายังเข้าป่าล่าสัตว์กันนั้น ความเชื่อของพวกเขาจะยึดกับสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ เช่นคนที่อยู่ริมแม่น้ำคงคาอาจจะมีความเชื่อว่าห้ามตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ ไม่อย่างนั้นภูติจะพิโรธ ขณะที่ชาวบ้านริมแม่น้ำสินธุอาจจะห้ามล่าจิ้งจอกหางขาวเพราะตำนานเล่าว่าจิ้งจอกหางขาวเคยมาบอกสถานที่เก็บขุมทรัพย์

คนยุคนั้นใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในพื้นที่แค่ไม่กี่พันตารางกิโลเมตร สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาคือความรู้ความเข้าใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อประพฤติตนให้เหมาะสม จึงมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปโน้มน้าวให้คนในพื้นที่อื่นต้องมาเชื่อตามเขา คนริมแม่น้ำสินธุจึงไม่เคยคิดไปบอกคนริมแม่น้ำคงคาว่าห้ามล่าจิ้งจอกหางขาวนะ

นี่คือศาสนาที่เรียกว่า “วิญญาณนิยม” (animism) หรือความเชื่อที่ว่าทุกสรรพสิ่งมีจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน มนุษย์มองตัวเองว่าเป็นเพียงสมาชิกอีกคนหนึ่งในบรรดาสรรพสัตว์ และให้คุณค่ากับชีวิตของสัตว์และต้นไม้เท่าเทียมกับเผ่าพันธุ์ของตน

แต่การมาถึงของการปฏิวัติเกษตรกรรมก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อมนุษย์หันมาเพาะพืชและเลี้ยงสัตว์ พืชและสัตว์จึงถูกเปลี่ยนฐานะจากเพื่อนร่วมโลกมาเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์แทน

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าเริ่มเกิดในยุคนี้นี่เอง เพราะถึงแม้เขาจะดูแลข้าวในไร่ของตัวเองเป็นอย่างดี แต่หากมีภัยแล้งหรืออุทกภัย ไร่นาย่อมเสียหาย คนจึงเริ่มบวงสรวงเทพเจ้า ทำการบูชายัญด้วยลูกแกะ ฯลฯ เพื่อแลกกับความอุดมสมบูรณ์ของไร่นาและปศุสัตว์ที่เป็นสมบัติของพวกเขา

ศาสนาเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheistic Religions)
ในสมัยที่คนยังอยู่ในพื้นที่จำกัด การมีเทพเจ้าท้องถิ่นคอยดูแลก็เพียงพอแล้ว แต่พออาณาเขตของบ้านเมืองเริ่มขยายใหญ่ขึ่นเรื่อยๆ เทพเจ้าในความเชื่อของมนุษย์จึงต้องมีพลังมากขึ้นเช่นกัน

นี่คือที่มาของศาสนาที่เชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ (polytheistic religions – poly = many, theos = god) โดยเทพเจ้าแต่ละองค์ก็จะมีความชำนาญที่แตกต่างกันไป เช่นเทพเจ้าแห่งฝน เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพเจ้าแห่งสงคราม

แต่อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญของศาสนาหลายเทพเจ้าก็คือ มันได้ลดฐานะของสัตว์ต่างๆ เป็นเพียงแค่ตัวประกอบในโรงละครใหญ่ที่มีมนุษย์เป็นนักแสดงนำ

มนุษย์เริ่มมองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า หากเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จนสัตว์ตายเป็นเบือ นั่นก็เพียงเพราะว่ามนุษย์โง่ๆ บางคนไปทำให้เทพเจ้าโกรธเคืองเท่านั้นเอง

การเกิดขึ้นของศาสนาหลายเทพจึงไม่เป็นเพียงการยกระดับของเทพเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการยกฐานะของมนุษย์ให้เหนือกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงด้วย

ศาสนาหลายเทพเจ้าแตกต่างจากศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียวตรงที่เขาไม่ค่อยซีเรียสกับการไปเปลี่ยนศาสนาคนอื่น

ในยุคที่อาณาจักรโรมันเฟื่องฟู จักรพรรดิโรมันไม่เคยพยายามเปลี่ยนศาสนาของประชาชนในบ้านเมืองที่ท่านเข้าไปตีและยึดครอง ประชาชนในพื้นที่จะถูกคาดหวังให้เคารพเทพเจ้าของชาวโรมันแต่ไม่จำเป็นต้องเลิกเชื่อในเทพเจ้าที่ตัวเองเคยยึดถืออยู่ก่อน

ศาสนาเดียวที่กรุงโรมมีปัญหาด้วยคือศาสนาคริสต์ เพราะชาวคริสต์ปฏิเสธที่จะบูชาเทพเจ้าและจักพรรดิแห่งกรุงโรม ชาวโรมจึงเขียนเสือให้วัวกลัวด้วยการจับพระเยซูตรึงไม้กางเขน

ในช่วงระยะเวลา 300 ปีนับแต่นั้นจนถึงวันที่พระเจ้าคอนสแตนตินแห่งกรุงโรมเปลี่ยนมาถือคริสต์ ชาวโรมจับชาวคริสเตียนมาลงโทษและประหารไปไม่น้อย ตัวเลขน่าจะอยู่ในหลักสองพันถึงสามพันคน

แต่การสูญเสียนี้เทียบไม่ได้เลยกับการประหัตประหารของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ด้วยกันเอง

ชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์เชื่อว่าพระเจ้าจุติลงมาเป็นมนุษย์และยอมโดนทรมานและตรึงกางเขน ดังนั้นจึงได้ไถ่บาปทั้งหมดและเปิดประตูสวรรค์เพื่อรับใครก็ตามที่เลือกนับถือศาสนานี้ แต่คริสต์นิกายแคธอลิคเชื่อว่าแค่ศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำความดีและเข้าโบสถ์ด้วย

ความแตกต่างในรายละเอียดของสองนิกายนี้มากพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่ากันเป็นจำนวนมากในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์สังหารหมู่วันเซนต์บาโธโลมิว (St. Bartholomew’s Day massacre) ที่ชาวคาธอลิกสังหารชาวโปรเตสแตนท์ในปารีสนับหมื่นคนภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว (Monotheistic religion)
ศาสนาแบบพระเจ้าองค์เดียวเกิดขึ้นในสมัยฟาโรห์แอเคนาเตนเมื่อ 350 ปีก่อนคริสตกาล

ฟาโรห์องค์นี้ได้ประกาศว่า หนึ่งในเทพเจ้าของชาวอียิปต์นาม “อาเต็น” (Aten) แท้จริงแล้วเป็นพระเจ้าผู้อยู่สูงสุดและปกครองทุกสรรพสิ่งในจักรวาล องค์ฟาโรห์จึงตั้ง “อาเต็น” เป็นศาสนาประจำชาติและคอยตรวจสอบการบวงสรวงเทพเจ้าองค์อื่นๆ แต่ภายหลังจากฟาโรห์องค์นี้เสด็จสวรรคตชาวอียิปต์ก็กลับไปนับถือเทพเจ้าหลายองค์ตามเดิม

การบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่เกิดในสมัยของศาสนาคริสต์ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นลัทธิเล็กๆ ของชาวยิวที่ต้องการจะโน้มน้าวคนยิวว่าชายนามจีซัสแห่งนาซาเรธคือผู้มาโปรดที่ชาวยิวเฝ้ารอมานานแสนนาน โดยมีนักบุญพอลแห่งทาร์ซัส (Paul of Tarsus) เป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแผ่คำสอนของจีซัสไปทั่วโลก

อีก 700 ปีต่อมาลัทธิเล็กๆ ในคาบสมุทรอาหรับก็เดินตามรอยศาสนาคริสต์และเผยแผ่ไปได้รวดเร็วกว่าศาสนาคริสต์เสียอีก

คนที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว จะเชื่อว่าคำสอนในศาสนาของตนคือความจริงทั้งหมด จึงมีความอดทนต่ำต่อความเชื่อที่แตกต่าง ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาศาสนาเหล่านี้จึงพยายามนำ “คนนอกศาสนา” มาเข้ารีต รวมถึงทำลายศาสนา “คู่แข่ง” ด้วย

ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ก็ได้ผลเป็นอย่างดี สองพันปีที่แล้ว แทบไม่มีใครนับถือศาสนาพระเจ้าองค์เดียวเลย แต่ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่นอกเอเชียตะวันออกล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียว

ในตอนหน้า เราจะมาพูดถึงศาสนาที่ตั้งอยู่บนกฎธรรมชาติ (ศาสนาพุทธ) และ “ศาสนา” ที่บูชามนุษย์อย่างศาสนาคอมมิวนิสต์ และศาสนานาซีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ

Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ

20170220_sapiens10

เมื่อตอนที่แล้วเราพูดถึง “เงิน” ซึ่งมีบทบาทในการสร้างโลภาภิวัฒน์ในเชิงเศรษฐกิจ

วันนี้จะขอพูดถึง จักรรรดิ (Empires) ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างโลกาภิวัฒน์ในเชิงสังคมและการเมืองนะครับ

จักรวรรดิคืออะไร?

มีจักรวรรดิมากมายที่เราคุ้นหู เช่น จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิอังกฤษ จักรวรรดิมองโกล รวมไปถึงราชวงศ์ฮั่น

แต่อะไรคือตัวชี้วัดว่า อาณาเขตหรือการปกครองใดเป็นจักรวรรรดิ?

ผู้เขียนบอกว่าจักรวรรดิจะมีคุณลักษณะสองข้อด้วยกัน

1. ปกครองผู้คนหลายเชื้อชาติ (rule over a significant number of distinct peoples)

2. มีอาณาเขตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะพร้อมจะกลืนกินบ้านอื่นเมืองอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานหรืออัตลักษณ์เดิมไป

ประเทศอังกฤษในตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นจักรวรรดิเพราะไม่สามารถเพิ่มอาณาเขตได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เมื่อร้อยปีที่แล้วเกือบทุกที่บนโลกใบนี้มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษ

คำว่า “จักรวรรดิ” นั้นมีความหมายแง่ลบอยู่ในที เพราะเราจะเห็นภาพของการทำสงคราม ฆ่าฟัน และกดขี่ข่มเหงประชาชนในเมืองที่ถูกยึดครอง

แต่ความจริงก็คือในช่วง 2500 ปีที่ผ่านมาการปกครองแบบจักรวรรดิคือการปกครองที่มีเสถียรภาพที่สุดของมนุษยชาติ

การที่จักรวรรดิใดจักรวรรดิหนึ่งจะล่มสลายนั้นมักไม่ได้เกิดจากการลุกฮือขึ้นของประชาชนที่ทนต่อการกดขี่ไม่ได้ เพราะกลุ่มกบฎเหล่านี้ปราบปรามได้ง่ายมาก แต่มักจะเกิดจากการทะเลาะกันเองในหมู่ผู้ปกครอง หรือการรุกรานจากจักรวรรดิอื่น

จักรวรรดิแรก
จักรวรรดิแรกของมนุษย์มีชื่อว่าจักรวรรดิอัคคาเดียนของซาร์กอนมหาราช (Akkadian Empire of Sargon the Great) ในปี 2250 ก่อนคริสตกาล โดยซาร์กอนนั้นเริ่มต้นจากการเป็นพระราชาของ Kish เมืองเล็กๆ ในเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันอยู่ทางใต้ของเมืองแบกแดดไป 80 กิโลเมตร) ก่อนจะค่อยๆ ยึดครองเมืองในเมโสโปเตเมียทั้งหมดและเมืองรอบนอกต่างๆ ด้วย โดยซาร์กอนมหาราชได้ประกาศว่าท่านได้ผู้ชิตโลกทั้งใบแล้ว (ทั้งที่จริงๆ อาณาเขตของจักรวรรดิอัคคาเดียนนั้นกินพื้นที่ของประเทศอิรักและซีเรียเท่านั้น)

หลังซาร์กอนมหาราชสวรรคตตได้ไม่นาน จักรวรรดิอัคคาเดียนก็ล่มสลาย พระราชาในแคว้นบาบิโลนหรือแคว้นอัสซีเรียต่างก็พยายามเดินตามรอยซาร์กอนและประกาศตนว่าเขาคือผู้พิชิตโลกทั้งใบ

เมื่อ 550 ปีก่อนคริสตกาลก็เกิดมหาราชอีกองค์หนึ่งคือไซรัสมหาราชซึ่งเป็นผู้สร้างจักรวรรดิเปอร์เซีย (ซึ่งกินพื้นที่ใหญ่กว่าจักรวรรดิอาคาเรียนหลายสิบเท่า) สิ่งที่ทำให้ไซรัสมหาราชแตกต่างจากพระราชาองค์ก่อนๆ ก็คือท่านไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นพระราชาของชาวเปอร์เซียเท่านั้น แต่มองว่าตัวเองเป็นพระราชาของพสกนิกรทุกคนที่ตกอยู่ใต้การปกครองของท่าน

ดังนั้นไซรัสมหาราชจึงมองว่าการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิเปอร์เซียนั้น เป็นการทำไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ทุกหมู่เหล่า และประชาชนในเมืองที่ถูกจักรวรรดิเปอร์เซียยึดครองควรจะดีใจที่ได้ท่านมาเป็นพระราชา

แนวคิดว่าการเข้ายึดครองคือการเข้าไปโปรด ถูกส่งต่อมายังอเล็กซานเดอร์มหาราช, จักรพรรดิแห่งโรมัน, เคาลีฟะห์ (ประมุขของอาณาจักรอิสลามต่าง ๆ ) ราชวงศ์ในอินเดีย และรวมถึงประธานาธิบดีของรัสเซียและสหรัฐอเมริกาด้วย วิธีคิดแบบนี้จึงถูกใช้เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการเข้าไปปกครองดินแดนต่างๆ มาโดยตลอด

จักรวรรดิเป็นเหตุผลหลักในการผสมผสาน กฎหมาย ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนเชื้อชาติและเชื้อสายต่างๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้สินค้า ความรู้ เทคโนโลยีส่งต่อกันถึงกันได้ง่ายขึ้น

แต่การหลอมรวมนั้นก็ใช่ว่าจะโปรยไปด้วยดอกกุหลาบ เพราะผู้คนที่ถูกยึดครองต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือแม้กระทั่งนานนับศตวรรษกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับวิถีของผู้ปกครองคนใหม่ (ลองคิดภาพว่าถ้าวันนี้เราโดนประเทศเพื่อนบ้านยึดครองจนเราจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ เราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่กว่าจะปรับตัวได้) และประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ของผู้ถูกรุกรานเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ที่เขาควรจะได้

แม้จักรวรรดิจะถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในประวัติศาสตร์ แต่จักรวรรดิก็ได้สร้างคุณูปการให้กับดินแดนที่จักรวรรดิเหล่านั้นเคยแผ่อาณาเขตไม่ถึง

ยกตัวอย่างเช่นประเทศอินเดีย ที่ถูกจักรวรรดิอังกฤษยึดครอง แม้อังกฤษจะเข่นฆ่าชาวอินเดียไปไม่น้อย แต่อังกฤษก็ได้รวมแคว้นต่างๆ ในอินเดีย (ซึ่งก่อสงครามกันประจำ) เข้าไว้ด้วยกัน วางรากฐานกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการให้ และสร้างทางรถไฟซึ่งจำเป็นอย่างมากในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่ออินเดียได้เอกราชแล้ว ก็ยังนำระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ตามรอยอังกฤษ ภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นภาษาราชการที่ทำให้คนท้องถิ่นซึ่งพูดภาษาฮินดี ทมิฬ และมาลายาลัมคุยกันรู้เรื่อง

จักรวรรดิโลก
ในศตวรรษที่ 21 เกือบทุกประเทศในโลกต่างก็ต้องพึ่งพากันในเชิงเศรษฐกิจ ไม่มีใครจะสามารถรุกรานใครได้ตามอำเภอใจ แต่ละรัฐต่างก็ต้องปฏิบัติตามกติการและมารยาทของนานาชาติ พลังของทุนนิยมและข้อมูลข่าวสารเป็นกระแสอันเชี่ยวกรากที่กำหนดพฤติกรรมของทุกประเทศบนโลกนี้

จักรวรรดิโลกที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้ถูกปกครองด้วยจักรพรรดิองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ด้วยกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลจากหลายเชื้อชาติ

ผู้ประกอบการ วิศวกร นักวิชาการ และผู้คนต่างสาขาอาชีพกำลังถูกชักชวนให้เข้าร่วมจักรวรรดิใหม่นี้ พวกเขามีทางเลือกสองทาง คือจะจงรักภักดีกับประเทศของเขา หรือจะเข้าร่วมกับจักรวรรดิที่ได้แผ่อาณาเขตไปกว้างไกลกว่าจักรวรรดิใดที่เคยมีมา


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา

Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา

20170212_sapiens9

ก่อนจะมีเงิน

สมัยที่ Sapiens ยังล่าสัตว์และเก็บพืชผลนั้น ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” เพราะสังคมมนุษย์มีขนาดไม่ใหญ่มาก อาจจะประมาณแค่หลายสิบถึงหลักร้อยต้นๆ ทุกคนในกลุ่มจึงรู้จักกันหมด และการที่เขาจะหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้อีกคนจึงเป็นเรื่องของน้ำใจและบุญคุณ ถ้าวันนี้ผมมีแอปเปิ้ลเหลือให้คุณ วันหนึ่งถ้าคุณมีแอปเปิ้ลเหลือคุณก็ต้องแบ่งให้ผมด้วยตามมารยาท

อีกประเด็นหนึ่งของสังคมขนาดเล็กก็คือ มันยังไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า specialization หรือความชำนาญทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นแม้เผ่านี้จะเก็บแอปเปิ้ลเก่งเป็นพิเศษ แอปเปิ้ลที่เขาเก็บได้ก็ไม่ได้มากพอที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนกับเผ่าอื่นได้ แถมเผ่าอื่นๆ ก็อยู่ไกลเกินกว่าจะมาแลกเปลี่ยนแอปเปิ้ลกันโดยง่าย

แต่การมาถึงของการปฏิวัติเกษตรกรรม ทำให้ขนาดสังคมใหญ่ขึ้นเป็นหลักหมื่นหลักแสน จนเราไม่อาจจะรู้จักทุกคนได้ ถ้าวันหนึ่งคุณมาขอแอปเปิ้ลกับผม ผมก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าผมจะมีโอกาสได้แอปเปิ้ลคืนจากคุณในวันหน้าหรือไม่ การ “ให้เปล่า” โดยน้ำใจและมารยาทจึงค่อยๆ กลายมาเป็นกลายแลกเปลี่ยนอย่างช่วยไม่ได้

และเมื่อสังคมใหญ่ขึ้น “ตลาด” ก็เติบโตเพียงพอที่จะทำให้บางคน specialize หรือทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่นถ้าผมเก่งทำรองเท้าผมก็สามารถทำรองเท้าเพียงอย่างเดียวแล้วเอารองเท้านั้นไปแลกกับอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ ได้

แต่การแลกเปลี่ยนสิ่งของแบบ barter นั้นมีปัญหาเสมอ สมมติผมเป็นคนทำสวนแอปเปิ้ลที่ขยันมากจนรองเท้าพัง ผมขนแอปเปิ้ลของผมไปเพื่อที่จะเอาไปเป็นค่าตอบแทนช่างทำรองเท้า ช่างทำรองเท้าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะเอาแอปเปิ้ลจากผมกี่ลูก? เพราะแม้เขาจะเคยเก็บเป็นค่าแอปเปิ้ล 50 ลูกกับรองเท้าคู่หนึ่งแต่นั่นก็เป็นรองเท้าของผู้หญิงไม่ใช่รองเท้าบู๊ทผู้ชาย แถมแอปเปิ้ลคราวนั้นก็คนละพันธุ์ แล้วถ้าสมมติช่างทำรองเท้าไม่ได้อยากกินแอปเปิ้ลแต่อยากฟ้องหย่าจะทำยังไง? คนปลูกแอปเปิ้ลจะต้องไปตามหาทนายที่อยากกินแอปเปิ้ลเพื่อให้เขามาทำเรื่องหย่าให้ช่างทำรองเท้าอย่างนั้นหรือ?

การจะนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันได้ คนจำเป็นต้องรู้อัตราแลกเปลี่ยนของของสองสิ่งนั้น เช่นแอปเปิ้ล 40 ลูกเท่ากับรองเท้าผู้หญิง 1 คู่ รองเท้าผู้หญิง 10 คู่เท่ากับการฟ้องหย่าหนึ่งครั้ง การฟ้องหย่าหนึ่งครั้งเท่ากับแอปเปิ้ล 400 ลูก ฯลฯ

ถ้าสิ่งของที่แลกเปลี่ยนในสังคมนั้นมีทั้งหมด 100 ชิ้น คนจะต้องรู้อัตราแลกเปลี่ยนถึง 4950 อัตรา และถ้าสิ่งของมี 1000 ชิ้น จะต้องมีอัตราแลกเปลี่ยนถึง 499,500 อัตรา!* ดังนั้นการแลกเปลี่ยนสิ่งของแบบ barter ในสังคมขนาดใหญ่จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และนี่คือเหตุผลที่สังคมจะต้องมี “ตัวกลาง” อะไรสักอย่างเพื่อให้การแลกเปลี่ยนสิ่งของเกิดขึ้นได้จริง

เงินคืออะไร

เงินไม่ใช่เหรียญกษาปณ์หรือธนบัตร แต่เงินคืออะไรก็ตามที่คนตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นการบอกมูลค่าของสิ่งๆ หนึ่งเพื่อให้เอื้อต่อการค้าขาย

เงินจึงไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นเพียง “เรื่องสมมติ” ที่ทุกคนยึดถือร่วมกันเท่านั้น

ก่อนหน้าที่จะมีการทำเหรียญกษาปณ์ มนุษย์ก็ได้เลือกของบางสิ่งขึ้นมาใช้เป็นเงินมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหอยเบี้ย  วัว เกลือ ลูกปัด หรือผ้า

โดยยุคแรกๆ นั้น คนยังไม่กล้าใช้ของอย่างหอยเบี้ย เพราะไม่มีคุณค่าใดๆ ในตัวมันเอง กินก็ไม่ได้ เอาไปทำอาวุธก็ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเงินในตอนแรกคือของที่มีคุณค่าในตัวมันเอง (inherent value) อย่างเช่นเมล็ดข้าวบาร์เลย์ที่เอาไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้จริงๆ โดยชาวสุเมเรียนเริ่มใช้ข้าวบาร์เล่ย์เป็น “เงิน” เมื่อ 3000 ปีที่แล้ว

แต่ปัญหาของข้าวบาร์เลย์ก็คือคนที่ได้ต้องสร้างที่เก็บ แถมมันยังเสียหายได้ง่ายจากหนูหรือไฟไหม้ เวลาจะขนไปไหนมาไหนก็ลำบาก คนจึงเริ่มหันมาใช้วัตถุอย่างอื่นที่อาจจะกินไม่ได้ แต่สามารถจะเก็บและเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่ามาก

ถ้าใครได้อ่านตอนที่ 5  อาจจะจำได้ว่าในสมัยของกษัตริย์ฮัมมูราบี ที่ระบุว่าการทำผิดแต่ละอย่างจะโดนค่าปรับเป็น silver shikels โดยชีเกลในที่นี้ไม่ใช่เหรียญแต่เป็นน้ำหนักของ silver (ผมขอใช้คำว่าซิลเวอร์แทนคำว่าเงินเพื่อจะได้ไม่สับสนกับคำว่า money) โดยหนึ่งชีเกลเท่ากับ 8.33 กรัม

ถ้าผมเป็นชายชั้นสูงและฆ่าทาสผู้หญิงผมต้องจ่ายค่าปรับ 20 ชีเกลซึ่งก็เท่ากับซิลเวอร์ 166.6 กรัมนั่นเอง

แต่การใช้เงินแบบชีเกลก็มีข้อยุ่งยากอยู่สองข้อ คือทุกครั้งที่จะใช้ก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนัก แถมเราจะรู้ได้อย่างไรว่าซิลเวอร์ที่นำมาเป็นซิลเวอร์แท้ ไม่ใช่ตะกั่วที่เคลือบด้วยซิลเวอร์?

ปัญหานี้หมดไปเมื่อแคว้นลิเดียในนคร Anatolia (ตุรกีในปัจจุบัน) คิดค้นเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาเมื่อ 630 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณสิบกว่าปีก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ) โดยด้านหนึ่งของเหรียญจะบ่งบอกมูลค่า และอีกด้านหนึ่งจะมีสัญลักษณ์ของกษัตริย์เพื่อเป็นการการันตีว่าเหรียญนี้ทำจากเงินแท้เชื่อถือได้ และแม้เวลาจะล่วงเลยไปสองพันหกร้อยกว่าปีแล้ว แต่รูปแบบของเหรียญกษาปณ์ลิเดียนี้ก็ยังตกทอดมาถึงเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้กันในปัจจุบัน นั่นคือด้านหนึ่งจะระบุมูลค่า ส่วนอีกด้านหนึ่งจะระบุผู้มีอำนาจในการผลิตเหรียญ

ชาวยุโรปและชาวตะวันออกกลางริเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์นี้และเผยแพร่มันออกไปทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งตะวันออกไกลอย่างประเทศจีน เพียงไม่นานคนทั้งโลกก็หันมาให้คุณค่ากับ silver และ gold และสร้างระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าปราศจากเงิน การค้าขายข้ามดินแดนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

อีกเกร็ดความรู้หนึ่งก็คือ ในโลกปัจจุบันมีเงินไหลเวียนอยู่ถึง $60 trillion (60 ล้านล้านดอลล่าร์) แต่มูลค่าของเหรียญและธนบัตรทั่วโลกนั้นรวมกันแล้วแค่ $6 trillion หรือ 10% ของเงินเท่านั้น อีก 90% เป็นเพียงตัวเลขในคอมพิวเตอร์

ไม่มีใครปฏิเสธเงิน เราต้องการเงินเพราะเราเชื่อว่าคนอื่นต้องการเงินนั้นเช่นกัน เงินจึงเป็นระบบความเชื่อใจกัน (mutual trust system) ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา การมีอยู่ของเงินทำให้คนแปลกหน้าสามารถทำงานร่วมกันได้ (enable strangers to cooperate)

แต่เพราะว่าเงินไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริง เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการร่วมของมนุษย์” (psychological construct in our collective imagination) ที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐาน มูลค่าของเงินจึงผูกติดกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองมีปัญหาจนความเชื่อมั่นสั่นคลอน มูลค่าของเงินก็จะถูกกระทบไปด้วยเช่นกัน (ดูอย่างเวเนซูเอล่าที่มีอัตราเงินเฟ้อถึง 800% ในปี 2016 แค่คิดภาพว่ามาม่าราคาซองละ 50 บาทก็หนาวแล้ว)

เงินยังมีส่วนในการกัดกร่อน “คุณค่าความเป็นมนุษย์” อีกด้วย ในสังคมโบราณเราเชื่อกันว่ายังมีหลายสิ่งที่ไม่อาจซื้อขายกันได้ เช่นความรักของพ่อกับแม่ที่มีให้ลูก หรือความภักดีของอัศวินที่มีต่อเจ้านาย แต่แล้วพ่อแม่บางคนถึงกับยอมขายลูกไปเป็นทาสเพื่อจะได้มีเงินมาจุนเจือครอบครัว และอัศวินหลายคนก็พร้อมที่จะหันไปรับใช้เจ้านายที่ยินดีจะจ่ายเงินก้อนโตที่สุด

และแม้เงินจะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับคนแปลกหน้าได้ แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้เชื่อใจคนแปลกหน้า เราเชื่อใจเงินที่คนคนนั้นถือต่างหาก เมื่อใดที่คนคนเงินหมด ความเชื่อใจของเราก็หมดลงเช่นกัน

นี่คือบทบาทของเงินที่มีต่อมนุษยชาติ

แต่นอกจาก “เงิน” และ “ทอง” แล้ว เหล็กกล้า (ที่มาทำเป็นอาวุธ) ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ในตอนหน้าเราจะมาดูกันครับว่าราชอาณาจักรและการก่อสงครามมีผลต่อการหลอมรวมโลกใบนี้อย่างไรบ้าง


* ของ 1000 ชิ้นเท่ากับ 499500 อัตราแลกเปลี่ยน  – ใครที่เคยเรียนเลขเรื่อง nCr จะเข้าใจว่ามันคือ 1000c2 หรือ 1000!/(998!2!)

ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม