Book Insights – The Algebra of Happiness

20191006

อย่ามองการลงทุนว่าเป็นการลงทุน ให้มองว่ามันเป็นการเอาเงินไปใส่ในกล่องวิเศษ ใส่เงินหมื่นเข้าไปตอนนี้ อีกสิบยี่สิบปีกล่องวิเศษจะเสกมันให้เป็นเงินแสนเงินล้าน

ถ่ายรูปให้เยอะๆ ส่งเมสเสจไร้สาระหาเพื่อนๆ เอ่ยปากชื่นชมเพื่อนที่ทำงาน และบอกรักคนรอบตัวคุณให้มากที่สุด ผลตอบแทนในตอนแรกนั้นอาจดูเล็กน้อย แต่ในระยะยาวมันจะยิ่งใหญ่มาก

ความเต็มใจของผมที่พร้อมจะถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัย เพื่อน นักลงทุน และหญิงสาว นำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตมากมาย ความกลัวที่จะโดนปฏิเสธนั้นเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เสียกว่าการขาดแคลนพรสวรรค์ จงฝึกฝนตัวเองที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ ทุกวัน (ขอขึ้นเงินเดือน, ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าในงานปาร์ตี้) และอย่ากลัวที่จะพยายามคว้าอะไรที่เกินเอื้อม

ความรักและความสัมพันธ์นั้นคือเป้าหมายสุดท้าย สิ่งต่างๆ ที่เหลือเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางที่ว่านี้

คำแนะนำของผมสำหรับการหาคู่รัก – จงชอบคนที่เขาชอบเรา

หลังจากแต่งงานแล้วรายได้ในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นปีละ 14% เมื่ออายุถึง 50 ปี คนที่มีคู่ครองจะมีทรัพย์สินมากกว่าคนโสดในวัยเดียวกันถึง 3 เท่า

อย่าปล่อยให้ภรรยาหนาวหรือหิว

ตัวสะท้อนที่ดีของชีวิตคุณไม่ใช่บ้านหลังแรก แต่เป็นบ้านหลังสุดท้าย ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเกิดขึ้นที่ไหนเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของคุณ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือจำนวนคนที่มารายล้อมคุณในวันนั้น เพราะในวัยชราคุณแทบจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ใครได้อีกแล้ว ถ้ายังมีคนเป็นห่วงเป็นใยคุณอยู่แสดงว่าเขาต้องเป็นคนดีมากๆ หรือไม่เขาก็กำลังพยายามตอบแทนสิ่งดีๆ ที่คุณเคยทำให้กับเขามาทั้งชีวิต

เวลาคนป่วยหนักทำตัวไม่น่ารัก จงอย่าไปถือสา มันเป็นเพียง “การเอ่ยวาจาของโรคร้าย” เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนหรือนิสัยของคนป่วย

น้ำตามีสองแบบคือน้ำตาแห่งความทุกข์กับน้ำตาแห่งความสุข เราหลั่งน้ำตาแห่งความทุกข์เมื่อเราคิดถึงอดีตด้วยความโศกเศร้าหรือคิดถึงอนาคตด้วยความหวาดหวั่น น้ำตาแห่งความสุขเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราดื่มด่ำกับปัจจุบันจนเรารู้สึกเหมือนวินาทีนี้ยาวนานชั่วนิรันดร์ ระยะหลังผมมีน้ำตาแห่งความสุขมากขึ้นเมื่อผมใช้ชีวิตให้ช้าลงเพื่อจะ “อยู่ตรงนี้” กับเพื่อนๆ หรือกับลูกๆ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก The Algebra of Happiness by Scott Galloway

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

Book Insights – Powerful

20190928

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Patty McCord HR รุ่นบุกเบิกของ Netflix และเป็นผู้ร่วมสร้าง Netflix Culture Deck สไลด์ที่บอกแนวทางการทำงานใน Netflix ที่มีคนอ่านแล้วถึง 19 ล้านครั้ง

Insights ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ครับ

เป้าหมายขององค์กรไม่ใช่เพื่อ empower คนทำงาน แต่เป็นการเตือนใจคนทำงานตั้งแต่วันแรกว่าเขามี power อยู่แล้ว องค์กรมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกายแสงของเขาเท่านั้นเอง

หน้าที่ของผู้นำในองค์กรไม่ใช่การสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่ใช่การสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่การทำให้พนักงานมี engagement และมีความสุข หน้าที่เพียงอย่างเดียวของผู้นำในองค์กรคือการสร้างทีมงานระดับเทพที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ

ปี 2001 ฟองสบู่ dot-com แตก Netflix ต้องเลย์ออฟพนักงานไป 1/3 แต่ช่วงคริสต์มาสราคาเครื่องเล่น DVD ถูกลง จึงมีออเดอร์เช่าดีวีดีเข้ามาเยอะมาก งานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า กับคนทำงานที่เหลือเพียง 2/3 แต่กลายเป็นว่าคนทำงานมีกำลังใจดีมาก เมื่อพิจารณาดีๆ จึงเข้าใจว่า พนักงานที่เหลืออยู่นั้นมีแต่คนทำงานดีทั้งนั้น

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำให้พนักงานของคุณได้ คือการสรรหาแต่คนที่เจ๋งสุดๆ มาทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ นี่คือ perk ที่หรูหรายิ่งกว่าอาหารกลางวันฟรี โต๊ะฟุตบอล หรือ stock options เสียอีก

เพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยม + purpose ที่ชัดเจน + deliverables (งานที่ต้องส่ง) ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถือเป็น Powerful combination

เราควรจะมีกฎ ระเบียบขั้นตอน และการอนุมัติให้น้อยที่สุด และสิ่งที่จะทดแทนการทำงานแบบราชการอย่างนี้ได้ก็คือการสื่อสารที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับงานที่ต้องทำ “ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ และนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำให้สำเร็จ”

ยิ่งเราสื่อสารเป้าหมายของเราได้ชัดเจนเท่าไหร่ ความจำเป็นสำหรับการมีกฎกติกาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสื่อสารได้ดีพอแล้ว? วิธีการทดสอบง่ายๆ คือเวลาเดินไปเจอพนักงานในลิฟต์หรือที่ใดก็ตาม ลองถามเขาว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของบริษัท 5 ข้อในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้

พนักงานควรจะตอบได้อย่างรวดเร็ว จะยิ่งดีถ้าเขาใช้คำเดียวกับที่เราใช้ในการสื่อสาร และจะดีที่สุดถ้าลำดับความสำคัญ (order) นั้นตรงกันด้วย ถ้าพนักงานยังทำไม่ได้ แสดงว่าเรายังสื่อสารได้ไม่ดีพอ

ผู้บริหารระดับสูงมักมีความเชื่อว่าถ้าบอกพนักงานว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาอะไรบ้าง พนักงานจะวิตกกังวล แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้พนักงานวิตกกังวลได้ยิ่งกว่าคือการไม่รู้อะไรเลย หรือการรู้ความจริงเพียงครึ่งเดียว ถ้าพนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่โปร่งใสหรือบอกความจริงไม่หมด เขาก็จะเริ่มไม่วางใจในบริษัทและเริ่มมโนกันไปเอง

เมื่อผู้นำพร้อมจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดอย่างเปิดเผย มันเป็นการส่งสัญญาณกับพนักงานว่าจง speak up! – มีอะไรในใจก็ขอให้พูดออกได้เลย

Employee Survey มีจุดอ่อนเพราะมันใช้ชุดคำถามมาตรฐานและเป็นการตอบแบบไม่ต้องแสดงตัว คำตอบที่ได้มาจึงมักไม่ค่อยมีคุณภาพและเอาไปทำ action ต่อได้ลำบาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าพนักงานคิดอะไรอยู่ วิธีที่ดีที่สุดคือการนั่งคุยกันตัวเป็นๆ แบบเห็นหน้า

เวลาถกเถียงกัน Netflix จะสอนให้พนักงานใช้ประโยคที่สร้างสรรค์ เช่น How do you know that’s true? หรือ Can you help me understand what leads you to believe that’s true? (ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นแบบนี้)

ยกตัวอย่างเช่นปัญหา buffer ข้อมูลตอนโหลดหนังซึ่งใช้เวลานานมากจนลูกค้าบ่น แทนที่ทีม sales หรือ marketing จะพูดกับทีม engineering ว่า “คุณต้องแก้ปัญหาเรื่องบัฟเฟอร์นะ!” เขาควรจะพูดว่า “ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมการบัฟเฟอร์หนังถึงใช้เวลานานจัง”

ที่ Netflix มีหลักการ 3 ข้อสำหรับ Talent Management
1. การสรรหาคนเก่งๆ และการตัดสินใจว่าคนๆ นั้นควรอยู่หรือควรไปเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าทีม
2. ในทุกตำแหน่ง เราต้องจ้างคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นสุดๆ ไม่ใช่แค่เอาคนที่พอจะทำงานได้
3. หากทักษะของพนักงานไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน เราก็ต้องไม่ลังเลที่จะปล่อยเขาไป (คือเชิญออกนั่นเอง)

ข้อ 2 & 3 นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าเราไม่เจนจัดเรื่องการสรรหาคนเก่งเราย่อมไม่กล้าเลิกจ้างคนเก่าที่ทำงานเก่ง

การจ้างงานคนเก่งๆ คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของหัวหน้า (ไม่ใช่ HR) หัวหน้าควรจะทำหน้าที่เป็น lead recruiter ตลอดเวลา

องค์กรไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้พนักงานมีความสุข การที่พนักงานมีความสุขนั้นเป็นเรื่องดี แต่ความสุขของเขาควรเกิดจากการได้ทำงานที่ท้าทายกับเพื่อนร่วมงานเก่งๆ

เราไม่มีโบนัสประจำปี เพราะสำหรับคนที่ทำงานดีอยู่แล้ว การให้โบนัสไม่ได้ช่วยให้เขาทำงานหนักขึ้นหรือฉลาดขึ้นกว่าเดิมหรอก

Netflix ให้ stock options พนักงานด้วย โดยให้พนักงานเลือกว่าในค่าตอบแทนที่เขาจะได้ในแต่ละเดือน อยากได้เป็น stock options กี่เปอร์เซ็นต์ และ stock options เหล่านี้ไม่ได้ต้องรอ vesting period ถึง 4 ปี แต่จะมีการ vest ทุกเดือน (vest = กลายเป็นหุ้นที่พนักงานจะนำไปขายได้จริงในอนาคต)

แม้ Netflix จะเลิกจ้างพนักงาน (และจ่ายค่าชดเชยอย่างเต็มที่) แต่พวกเขาก็ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกันไว้ ยังนัดเจอกัน กินกาแฟกันได้อยู่เรื่อยๆ

ตัวผู้เขียนเองก็ต้องเดินออกจาก Netflix เมื่อทักษะและความสามารถของเธอไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไป

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Powerful: Building a Culture of Freedom and Responsibility by Patty McCord 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

Book Insights – ปัญญา ชา จีน

20190916

นี่คือหนังสือเล่มล่าสุดของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ผมได้มาเมื่อตอนต้นเดือน และใช้เวลาอ่านเพียง 3 วัน

ปัญญา ชา จีน พาเราไปเรียนรู้ชีวิตของบูรพาจารย์อย่างท่านโพธิธรรม เหลาจื่อ ขงจื่อ จวงจื่อ เมิ่งจื่อ และตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาจีนที่สืบเนื่องมายาวนานหลายพันปี

เนื่องด้วยสไตล์การเขียนของพี่ภิญโญนั้นเป็นเหมือนเป็นโศลก มีความไพเราะเหมือนอ่านบทกวี การที่ผมจะสรุปออกมาเป็นถ้อยคำของผมเองจะทำให้สูญเสียอรรถรส จึงขอคัดลอกบางช่วงตอนที่ประทับใจมาให้คุณผู้อ่านได้ลิ้มลอง

และหากถูกใจ ก็ขอเชียร์ให้ออกไปหาซื้อเล่มจริงมาละเลียดไปพร้อมกับการจิบชาครับ

——

จะมีสิ่งใดที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
ได้เท่ากับความตาย
จะมีทรัพย์สินใดมีค่าในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิต
เท่ากับเวลา

—–

ชีวิตและความตายเป็นสิ่งสำคัญ
อย่าทุกข์ตรมกับสิ่งไร้สาระ
อย่าหลอกตนเอง

—–

หวงตี้นั้น ตามตำนานเล่าว่ามีมเหสีชื่อเหลยจู่ เป็นผู้คิดค้นการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม บูรพกษัตริย์จีนอีกทั้งวงศ์วานว่านเครือนั้น จึงเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการเกษตร เช่นเดียวกับรากศัพท์คำว่า “กษัตริย์” ของไทย ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “เกษตร”

—–

To attain knowledge, add things every day.
To attain wisdom, remove things every day.
-Laozi

ผู้แสวงหาความรู้ เพิ่มพูนข้อมูลทุกวัน
ผู้แสวงหาปัญญานั้น คัดสรร ลดทอน ละทิ้ง
-เหลาจื่อ

—–

จงสู้เมื่อรู้ว่าจะได้ชัยชนะ
หากไม่มีแม้แต่โอกาสจะชนะ
แม่ทัพผู้ชาญศึกและล้ำลึกในพิชัยสงคราม
จะเลือกใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ การหนี

เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหยุด จงหยุด
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านถอย จงถอย
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหนี จงหนี
แม้ฟ้าดินกำหนดให้พ่ายแพ้
จงยอมรับความพ่ายแพ้นั้นอย่างสง่างาม
เมื่อนั้น ฟ้าดินจะมอบนิยามบทใหม่ให้กับชีวิตท่าน

—–

วิญญูชนผู้ฝึกตนจึงเป็นคู่สนทนาที่ผู้คนทุกแวดวงโหยหา
ปัญญาชนสงบนิ่งเฉกเช่นชา ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ไม่เข้าทำผิดจังหวะ ไม่สอดแทรกผิดเวลา
ไม่ขัดคอ ขัดขา การสนทนาจึงออกรส
ประหนึ่งบทสนทนากับผู้รู้ใจในนิยามของขงจื่อ

น่าเสียดาย
ที่เราทำให้ศิลปะชั้นเลิศ
เช่นการสนทนาหล่นหาย
เราเต็มไปด้วยคู่สนทนา
ที่พร้อมจะพูดความในใจตลอดเวลา
โดยไม่คิดจะพัก
ฟังว่าผู้อื่นต้องการสื่อสารสิ่งใด

—–

มนุษย์ยุคใหม่จึงว้าวุ่นใจ
ไปกับกิจกรรมมากมาย
จนพากันบ่นเหนื่อย บ่นเบื่อ บ่นหน่าย
และบ่นว่าไม่มีเวลาว่าง
แต่กลับพากันวิ่งวุ่นต่อไป
เพื่อจัดการตารางเวลา
ให้ตนเองเกิดความว่าง
ทั้งๆ แค่เพียงหยุดกิจการงาน
ก็จะพบกับความว่างทันที
นี่คือความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย

—–

น่าเสียดาย คนยุคปัจจุบันกระทำทุกเรื่องเป็นงาน
มีการวัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความก้าวหน้า
ด้วยกำไร ผลตอบแทนการลงทุน ดอกเบี้ย และเงินตรา
ทุกคนถูกดึงเอาทรัพยากรสำคัญที่สุดของชีวิต
คือ เวลา เพื่อไปใช้ในสิ่งที่สังคมให้ราคา
จนเราสูญเสียคุณค่าที่แท้ในชีวิตไปช้าๆ

—-

เรามิเคยคิดจะชงชา
มิเคยคิดจะรินชาให้แก่กัน
เรามีแต่อยากแก่งแย่งชา
จากถ้วยมีราคาของเพื่อนบ้าน

เราแสดงอาการดีใจ เมื่อถ้วยชาของเราใหญ่กว่า
อยากประกาศศักดา ว่าถ้วยชาของข้ายิ่งใหญ่
ใหญ่จนจุความมั่งคั่ง ความปรารถนา
ทุกสิ่งในโลกหล้า ไม่สิ้นสุด

ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ยังไม่หยุดแสวงหา
จึงต้องเฝ้าขอชาจากผู้คนทั่วไปตลอดเวลา
เพื่อมาเติมถ้วยชาที่ไม่เคยเต็ม

—–

ไม่ว่ากาลเวลาจะยาวนานเพียงใด
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต
เยี่ยงปราชญ์จีนโบราณ
ผู้ผ่านยุคเสื่อมของแผ่นดิน
โดยไม่สิ้นปัญญาและความสุข

ปราชญ์ผู้ใช้ความทุกข์
เป็นเครื่องผลิตปัญญา
ปัญญาซึ่งเปรียบประหนึ่งชา
ที่เมื่อถึงเวลา
ย่อมผลิใบในสายธารา
ให้เราได้ลิ้มรสดวงตาแห่งธรรม

—–

เป็นหนังสืออีกหนี่งเล่มที่ผมน่าจะหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอีกหลายเที่ยวครับ

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ปัญญา ชา จีน โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สำนักพิมพ์ openbooks