เวลาเป็น / เวลาตาย

20190715

เนื่องจากวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมงและไม่มีใคร “สร้างเวลา” เพิ่มขึ้นได้

หนึ่งวิธีที่อาจช่วยให้เรามีเวลามากกว่าคนอื่นๆ คือต้องหาทางลด “เวลาตาย” ให้น้อยที่สุด – minimize dead time

เวลาตาย คือเวลาที่เราใช้ไปโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไรกลับมา หรือถึงมีก็น้อยมากจนมันไม่คุ้มกัน

เวลาตายที่คนกรุงเทพเจอเยอะที่สุดก็คือรถติด จะขับรถคันละ 5 แสนหรือ 5 ล้านก็หนีไม่พ้น

อีกหนึ่งเวลาตายก็คือเวลาที่เราใช้กับเรื่องพักผ่อนหย่อนใจเยอะจนล้นเกิน เช่นเล่นมือถือเป็นชั่วโมงๆ ทั้งๆ ที่เล่นแค่ 15 นาทีก็เกินพอแล้ว

อีกตัวอย่างของเวลาตายคือเวลาที่เราใช้ไปกับการ replay เรื่องราวบางอย่างในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านั้นมักเป็นเรื่องราวในอดีตที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอนาคตที่เรากังวลไปก่อนล่วงหน้า

เหล่านี้คือเวลาที่สูญเสียไปโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต

ดังนั้น เราจึงควร “ลดเวลาตาย” ให้เหลือน้อยที่สุด และ “เพิ่มเวลาเป็น” ให้มีมากที่สุด

รถติดเราเลี่ยงได้ด้วยการออกจากบ้านให้เร็วขึ้น ศึกษาเส้นทางให้ดีๆ รวมถึงใช้ทางด่วน ในส่วนที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะใช้เวลาในรถฟัง podcast / audiobook หรือโทร.คุยกับคนที่เรารักด้วยบลูทูธ

ถ้าใครรู้ตัวว่าติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ก็ลอง logout จาก social media รวมถึงวางมันไว้ให้ไกลตัวเวลาเราอยู่บ้านหรือทำงาน

และถ้าเราเป็นคนชอบเดินทางไปยังโลกอดีตหรือโลกอนาคต การฝึกตนให้มีสติอยู่กับปัจจุบันก็น่าจะช่วยได้

เรามาใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการ minimize dead time หรือแปลงมันให้เป็น alive time กันดูนะครับ

—–

ป.ล. การนอนหลับพักผ่อนไม่ใช่ dead time นะครับ

หลุมอุกกาบาตเวลา

20190302_crater

ถ้าใครเคยอ่านดราก้อนบอล น่าจะจำตอนที่เบจิต้ากับนัปปะ สองชาวไซย่าเดินทางมาถึงโลกมนุษย์ได้

ยานชาวไซย่านั่งได้แค่คนเดียว จึงมีขนาดเล็ก รูปล่างเป็นทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางน่าจะไม่เกิน 1 เมตร

แต่ท่าลงจอดของยานนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกอุกกาบาต เพราะมันเหมือนเป็นการพุ่งชนโลกเสียมากกว่า ยานขนาดหนึ่งเมตรจึงสร้าง “หลุมอุกกาบาต” ที่มีขนาดกว้างเป็นหลายสิบเมตรได้

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตที่เรามักนึกว่าใช้เวลาเพียงแป๊บเดียว ก็มีโอกาสที่จะสร้างหลุมอุกกาบาตเวลาได้เช่นกัน

ตั้งใจจะดู Netflix แค่ตอนเดียว แต่ก็อดใจไม่ได้ดูไปสามสี่ตอนทุกที

ตั้งใจจะนอนเล่นมือถือแค่เดี๋ยวเดียว รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว

คิดจะออกไปซื้อของแค่เดี๋ยวเดียว แต่เดินไปเดินมาก็หมดเวลาไปทั้งวัน

หรือแม้กระทั่งการเขียนบล็อกของผมเอง ถ้าบทความไหนได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ผมก็จะเข้ามาเช็คแทบทุกชั่วโมง เช็คครั้งละ 5 นาที วันละสิบครั้งก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมงแล้ว

ดังนั้นเราจึงไม่ควรดูเบาสิ่งล่อตาล่อใจ เห็นว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียว

เพราะอันที่จริงมันอาจสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างจากยานอวกาศของชาวไซย่าเลยนะครับ

—–

ขอบคุคอนเซ็ปต์ Time Crater จากหนังสือ Make Time by Jake Knapp & JOhn Zeratsky

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

“รอให้มีเวลาก่อน”

20181121

คือการหลอกตัวเองที่คลาสสิคที่สุดในโลก

เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ เวลายิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้น คนที่ต้องดูแลก็มีมากขึ้น เวลาที่จะทำในสิ่งอยากทำเลยยิ่งหดหาย

การตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมงของทุกวันว่าเราจะใช้มันไปกับอะไรบ้าง

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลา แต่จง “จัดเวลา” ให้กับสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

บัญชีเวลา

20181018_timeledger

แต่ก่อนเวลาซื้อของ ผมมักจะดูราคาว่ามันคุ้มค่ากับคุณภาพหรือไม่

เดี๋ยวนี้เวลาจะซื้ออะไร ผมจะไม่คิดถึงราคาเป็นอย่างแรก แต่จะดูว่าของหรือบริการชิ้นนี้มันจะใช้เวลาของผมไปเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น แม้ผมจะอยากได้เครื่องเกม Playstation 4 มาเล่นที่บ้านมาก เดินผ่านกี่ทีก็หยุดดู แต่ผมก็ยังไม่ซื้อเพราะคิดว่าเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เราจะเอาไปเล่นเกมนี้ ย่อมหมายถึงเวลาส่วนตัวที่เหลือน้อยลงสำหรับการพักผ่อนหรือเล่นกับลูก

ถ้าผมซื้อหนังสือราคา 500 บาทมาอ่านแล้วมันไม่ได้เรื่อง ผมจะไม่เสียดายเงิน 500 บาทเท่ากับเวลาที่เสียไปกับการอ่านหนังสือที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มให้ชีวิต

คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมบัญชีเวลา ซึ่งต่างจากบัญชีเงินฝากหลายประการ

บัญชีเงินฝาก แค่เปิดแอ็ปก็ดูยอดได้แล้ว แต่บัญชีเวลาเราไม่รู้เลยว่าตัวเลขในบัญชีเหลือเท่าไหร่

บัญชีเงินฝาก ถ้าเราขยัน ฉลาด หรือโชคดีหน่อย ก็อาจจะเพิ่มตัวเลขเป็นสองเท่าหรือสิบเท่าได้

แต่กับบัญชีเวลา ไม่ว่าเราจะทำยังไง เราก็ไม่สามารถเพิ่ม 70 ปี ให้เป็น 140 ปีหรือ 700 ปีได้

ดังนั้นบัญชีเวลาจึงสำคัญยิ่งกว่าบัญชีเงินฝากเสียอีก เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจริงๆ

ซื้อของและบริการครั้งต่อไป อย่าลืมคำนึงถึงบัญชีเวลากันด้วยนะครับ

ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives