ปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย

นิ้วกลม: หลวงพี่รู้สึกว่าตัวเองแก่ตอนไหนครับ?

พระไพศาล: เริ่มรู้ตัวประมาณสี่สิบกว่า แต่ว่าอาการมันยังไม่ชัดจนกระทั่งเริ่มหกสิบ ตอนนี้เรี่ยวแรงก็เริ่มน้อยลง หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยทำได้ มันทำไม่ได้หรือทำได้น้อยลง อย่างการอดหลับอดนอน หรือทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ หรือแม้กระทั่งสิ่งง่ายๆ อย่างการหลับการนอน แต่ก่อนเป็นเรื่องง่ายมาก แต่พออายุมาก เราพบว่าสิ่งง่ายๆ มันเริ่มทำได้ยาก มันทำให้เราพบว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม ตาที่ฝ้าฟาง หูที่เริ่มตึง กล้ามเนื้อที่มันไม่ค่อยมีกำลังวังชาเหมือนเมื่อก่อน

นิ้วกลม: มันชวนให้หงุดหงิดใจมั้ยครับ?

พระไพศาล: มันไม่ถึงกับหงุดหงิดนะ มันรู้สึกว่า เอ๊ะทำไมมันทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่พอเราเริ่มยอมรับมันได้ มันก็ไม่ทุกข์แล้ว คือเราต้องปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย แต่ก่อนเราปรับร่างกายของเราให้เข้ากับชีวิตที่เราปรารถนาใช่มั้ย? ร่างกายต้องทำงานหนัก บางทีต้องยอมเดินฝ่าแดดฝ่าฝนในการธุดงค์ เพราะนี่คือชีวิตที่เราปรารถนา ต้องปรับ-ต้องฝึกร่างกายเพื่อให้ตอบสนองชีวิตที่พึงประสงค์ แต่ตอนนี้เราต้องรู้จักปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายเสียแล้ว ถ้าเรายอมรับมันก็ไม่ทุกข์นะ เราก็แค่ปรับใจของเราแค่นั้นเอง

พระไพศาล วิสาโล | THE LESSONS บทเรียนชีวิต

อันตรายอย่างหนึ่งของวัยกลางคน คือความเชื่อ – หรือความอยากเชื่อ – ว่าเรายังเหมือนเดิม

สิ่งใดที่เราเคยทำในวัยยี่สิบกว่าๆ เราก็ยังทำอยู่ในวันที่วัยขึ้นเลขสี่

การทำงานหนัก การอดหลับอดนอน การดื่มเหล้า การสั่งพิเศษสองชาม

เมื่อก่อนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ดื่มเหล้าถึงตีสองก็ยังตื่นไปทำงานได้ เพราะร่างกายพร้อมตอบสนองชีวิตที่เราปรารถนา

วันนี้ร่างกายเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราไม่อยากยอมรับ เพราะ “ข้างใน” ยังไม่ได้รู้สึกแก่ขนาดนั้น

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่สำคัญที่สุดในหนังสือ Four Thousand Weeks คือ “ความจำกัดของชีวิต” (finitude) ว่าเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ทุกที่ ว่าเรา “คือ” เวลาแค่สี่พันสัปดาห์

ถ้าไม่ยอมสบตากับความจริงข้อนี้ เราจะหลอกตัวเองว่าเราไม่มีข้อจำกัด เรายังสามารถบรรลุทุกความฝันและยังสามารถทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้

แต่ในวันที่ชีวิตเดินมาถึงครึ่งทาง หากเราไม่ละเลยที่จะฟังร่างกายของตนเอง เราจะรู้ตัวว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม และถ้ายอมรับมันได้ เราก็จะไม่ทุกข์ใจ เราจะกลับมามองว่าอะไรคือสิ่งที่พอเหมาะพอควรสำหรับชีวิตในเฟสนี้

เราไม่ได้จะล้มเลิกความฝันหรือความต้องการทุกอย่าง เพียงแต่เราจะมีสติมากขึ้นในการคัดกรองและคัดสรรว่าอะไรที่ควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำอีกต่อไป

ในวัยหนุ่มสาว เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะปรับร่างกายให้เข้ากับชีวิต

แต่ในวัยกลางคนเป็นต้นไป เราควรปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายครับ

มองอะไรให้นานขึ้น

Jennifer Roberts เป็นอาจารย์วิชา American Art History ที่ Harvard

การบ้านหนึ่งที่อาจารย์มักจะให้นักศึกษาทำ คือไปเยือนพิพิธภัณฑ์ แล้วเลือกรูปภาพหรือรูปปั้นที่สนใจ

จากนั้นให้นั่งดูภาพนั้นหรือรูปปั้นนั้นเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา 3 ชั่วโมง

คงเป็นการบ้านที่สร้างความหนักใจให้วัยรุ่น (หรือวัยไหนก็ตาม) การนั่งดูภาพหนึ่งภาพสามชั่วโมงเต็มดูเป็นเรื่องน่าเบื่อและเสียเวลาอย่างยิ่ง

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks ได้ทดลองทำการบ้านนี้เช่นกัน และพบว่าผลลัพธ์นั้นน่าสนใจ

เพราะเมื่อเขาใช้เวลาอยู่กับภาพนั้นได้นานพอ เขาเริ่มสังเกตเห็นบางจุดหรือบางแง่มุมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อนั่งมองไปเรื่อยๆ เขาก็จะเจอรายละเอียดใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนหน้าเสมอ แม้ว่าจะเข้าสู่ชั่วโมงที่สามแล้วก็ตาม

การบ้านชิ้นนี้ให้บทเรียนที่น่าสนใจ

ว่าในวันที่โลกหมุนไว เราอาจใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อยเกินไปหน่อย

ในวันที่ทางเลือกมีมากมาย มีอะไรให้ทำเต็มไปหมด คนเมืองไม่น้อยน่าจะใช้ชีวิตแบบ “ชะโงกทัวร์” ที่เก็บสถานที่ท่องเที่ยวได้มากมายแต่ไม่ได้ดื่มด่ำกับที่ใดเลย

เมื่อมุ่งมั่นที่จะทำได้เยอะๆ ก็เลยพลาดโอกาสที่จะทำได้ลึกๆ

เมื่อสายตาจับจ้องที่ยอดเขา ย่อมมองไม่เห็นดอกไม้ที่โตอยู่ข้างทาง

ผมเองยังไม่เคยนั่งดูภาพวาดนานสามชั่วโมง แต่ผมคิดว่าการมองอะไรให้นานขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ

เอาที่จริงแล้ว เหตุผลที่ผมเลือกเขียนหัวข้อนี้ในวันนี้ เพราะเมื่อคืนผมมีจังหวะได้มองหน้า “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 6 ขวบนานกว่าปกติ

ซึ่ง “นานกว่าปกติ” ที่ว่านั้นก็กินเวลาแค่ 20-30 วินาทีเท่านั้น แต่มันก็มากพอที่สร้างความรู้สึก “ขอบคุณ” ที่มีเขาบนโลกนี้ขึ้นมา

ผมเลยมีทฤษฎีว่า เมื่อเรามองสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานพอ เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นมากขึ้น

มองหน้าลูกให้นานขึ้น มองหน้าพ่อแม่ให้นานขึ้น มองตัวเองในกระจกให้นานขึ้น มองสิ่งรอบตัวให้นานขึ้น

อาจมีแรงต้านหรือความกระสับกระส่ายเพราะเราไม่คุ้นชิน แต่หากผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เราอาจเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น และรู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึก

วันนี้เป็นวันแรกของการหยุดยาว ขอให้เราได้ใช้ชีวิตให้ช้าลง และมองอะไรให้นานขึ้นนะครับ

ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จคือการประเมินตัวเองให้ถูกต้อง

เวลาเราเข้า Google Maps ค้นหาจุดหมายปลายทางเรียบร้อย มันจะถามเราก่อนว่าเราจะออกเดินทางจากที่ไหน ใช่ current location หรือไม่

การรู้ว่าตัวอยู่ตรงจุดไหนจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการไปให้ถึงเป้าหมาย

หากประเมินตัวเองต่ำเกินจริง เราจะกลัว เราจะไม่กล้าเสี่ยง เราจะล้มเลิกตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

หากประเมินตัวเองสูงเกินจริง เราอาจประมาท เราอาจชะล่าใจ เราอาจไม่ฟังคำคนอื่นจนหมดคนคอยเตือน

เราจึงจำเป็นต้องรู้จุดแข็ง-จุดอ่อนของเราให้ดี อะไรที่เก่งก็หยิบขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อะไรที่ไม่ถนัดก็จงยอมรับและขอความช่วยเหลือ

ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จคือการประเมินตัวเองให้ถูกต้อง

และครึ่งหนึ่งของล้มเหลวคือการประเมินตัวเองที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงครับ

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมได้จากหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ก็คือการตั้งคำถามกับชุดความเชื่อที่เรามี

ชุดความเชื่อบางอย่างเข้ามายึดครองพื้นที่ในใจหรือในอุดมการณ์ของเราตั้งแต่เมื่อ 5 ปี 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 ปีที่แล้ว

เรามี “ภาพฝัน” ว่าชีวิตที่ดีควรเป็นแบบนี้ การงานที่ดีควรเป็นแบบนี้ ความรักที่ดีควรเป็นแบบนี้

และภาพฝันที่สลัดยากที่สุด คือตัวตนของเราควรเป็นแบบนี้

ผมขอยกตัวอย่างสองเรื่องของตัวเอง

ฤดูกาล 1998/99 คือฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะทำได้ นั่นคือการกวาดสามแชมป์ ทั้ง Premier League, FA Cup และ Champions League

ผมยังเรียนอยู่ปี 1 ในตอนนั้น และอดตาหลับขับตานอนเชียร์ทุกนัดที่แมนยูลงแข่ง

นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกที่แมนยูเตะกับบาเยิร์นมิวนิค รู้ทั้งรู้ว่าเช้านั้นมีสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์ ผมก็ยังตื่นมาดู กว่าจะได้นอนอีกทีก็เกือบตีห้า และตื่นเจ็ดโมงเช้าเพื่อไปสอบ

จากนั้นมาผมก็ติดตามแมนยูตลอด ต่อให้แมทช์จะดึกแค่ไหนก็จะต้องดูถ่ายทอดสด เวลาทีมแพ้ในนัดสำคัญก็จะซึมไปหลายวัน

แต่หลังจากมีครอบครัว มีลูก ผมดูถ่ายทอดสดแมนยูเตะน้อยลงไปเยอะ ฤดูกาลนี้ยังไม่ได้ดูเต็มแมทช์เลยซักนัด ใช้วิธีดูไฮไลท์ในวันรุ่งขึ้นแทน

ถ้าเป็นตัวผมสมัยก่อน คงจะดูแคลนตัวผมในตอนนี้ เพราะถ้าจะเป็น “เด็กผีตัวจริง” มันต้องทุ่มเทกว่านี้ ต้องตื่นมาดูถ่ายทอดสดแม้ว่ามันจะทำให้เราง่วงไปทั้งวัน ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเวลาทีมที่ตัวเองแพ้ ต้อง ฯลฯ

แต่เมื่อระลึกได้ว่า จริงๆ แล้วเรา “ไม่ต้อง” ทำอะไรทั้งนั้น ความคาดหวังต่างๆ เป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง เราสามารถเชียร์ทีมที่ตัวเองรักโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเหมือนสมัยก่อน


อีกตัวอย่างหนึ่ง

ผมเริ่มเขียนบล็อกแบบจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 โดยตั้งเป้าว่าจะเขียนทุกวัน ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีหลุดบ้าง แต่ทุกปีก็จะเขียนได้ประมาณปีละ 350 บทความ

เมื่อปี 2017 ตอนที่เขียนได้ครบ 1,000 บทความ ผมก็ประกาศว่าถ้าเขียนได้ (เกือบ) ทุกวันแบบนี้ ผมจะเขียนครบ 10,000 บทความก่อนอายุ 72 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผมยึดถือมาตลอด

แต่ถ้าใครติดตามบล็อกนี้มานาน อาจจะพบว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความถี่ในการเขียนบทความของผมลดลง บางสัปดาห์อาจจะโพสต์แค่ 2-3 ตอนเท่านั้น

เหตุผลก็คือผมอยากทดลองดูว่าถ้าไม่เขียนทุกวันมันจะเป็นยังไง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกล้าทำ เพราะกลัวจะเสียชื่อ “คนที่เขียนบล็อกทุกวัน” และกลัวว่าจะไปไม่ถึง 10,000 บทความตามที่เคยประกาศเอาไว้

แต่ผมก็ได้พบว่า การนิยามตัวเองว่า “เป็นคนเขียนบล็อกทุกวัน” และ “ต้องไปให้ถึง 10,000 บทความ” เป็นเป้าหมายของตัวเองเมื่อนานมาแล้ว

มาถึงวันนี้ “ส่วนผสม” และ “สัดส่วน” ของสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แล้วเหตุใดผมถึงต้องยึดติด – หรือติดกับ – กับเป้าหมายที่ตัวเองในวัยเด็ก(กว่า) ตั้งเอาไว้

สิ่งที่ผมเคยต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการขนาดนั้นอีกต่อไป

ในวันนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการมีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เวลากับลูกและภรรยามากขึ้น โดยไม่ต้องคอยพะวงหรือรู้สึกผิดว่าวันนี้ยังไม่ได้เขียนบล็อก และถ้ามันจะไปไม่ถึง 10,000 บทความก็ไม่เป็นไร


เขียนมายืดยาว เพียงเพื่อต้องการจะบอกว่าอย่าไปยึดติดกับเป้าหมาย หรือตัวตนของเราในอดีต

เราไม่จำเป็นต้องหวงแหนตัวตนที่สร้างเอาไว้ในจินตภาพ ตัวเราในวันนี้ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนกับตัวเราเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าตัวเราในวันนี้ฉลาดและมีประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันก่อนตั้งเยอะ

แต่คนไม่น้อยก็ยังยืนยัน – หรือดึงดัน – ที่จะทำแบบเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะเราเป็นคนแบบนี้”

นั่นย่อมทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะ “ได้ลองเป็นคนแบบอื่น” ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดาย และปิดกั้นความเป็นไปได้เกินไปหน่อย

ถ้าเรากล้าปล่อยมือจากเป้าหมายหรือตัวตนที่เรายึดถือมันมานาน เราอาจพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

นี่คือคำถามสำคัญ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้นะครับ

เราชอบคิดว่าเราไม่มีทางเลือก

พอโตเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์มักจะหล่อหลอมและแช่แข็งให้เรามีชุดความเชื่อว่า สิ่งนี้ทำได้-สิ่งนั้นทำไม่ได้

เมื่อคิดว่ารู้คำตอบอยู่แล้ว เราจึงเลิกตั้งคำถาม

พอปิดกั้นความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่ละวันจึงตายตัวและวนลูป

หากเราไม่โอเคกับสภาพที่เป็นอยู่ สิ่งที่ควรถามก็คือ “เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

ถ้าคำตอบคือ “ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ตลอดไป” นั่นคือสัญญาณว่าเราควรทำอะไรต่างไปจากเดิม

แล้วเสียงในหัวก็จะเถึยงขึ้นมาอีกว่า ก็มันเลือกไม่ได้นี่

จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก ที่คิดว่าเราเลือกไม่ได้ เพราะเรากลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา

สมมติว่างานปัจจุบันนั้นไร้ความสุขและไร้อนาคต แต่เราก็ไม่ยอมเปลี่ยนงาน เพราะว่ามีภาระต้องดูแล เราจึงบอกว่าไม่มีทางเลือก แต่แท้จริงแล้วเราเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ถ้าเราพร้อมรับความเสี่ยง เช่นงานใหม่ไม่เวิร์ค ได้เงินน้อยกว่าเดิม ไม่ได้มีหน้ามีตาเท่าเดิม ไม่สามารถดูแลคนที่เรารักได้ดีเหมือนแต่ก่อน

แน่นอนว่าไม่ได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ถ้าเราพร้อมเผชิญหน้ากับมัน

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่เราขาดแคลนทางเลือก โจทย์อยู่ที่เราขาดแคลนความกล้า

เมื่อเรานิยามโจทย์เสียใหม่ ความเป็นไปได้ก็เปิดกว้าง เราจะเริ่มตั้งคำถามและมองหาทางออก แทนที่จะพร่ำบอกตัวเองว่ามันคือทางตัน

คิดให้ดี คิดให้ถี่ถ้วน แล้วถ้าสุดท้ายได้ข้อสรุปเหมือนเดิมก็ไม่เห็นเป็นไร โลกกำลังหมุนไว เดือนหน้ากลับมาคิดใหม่ก็อาจได้ข้อสรุปที่แตกต่าง

เราชอบคิดว่าเราไม่มีทางเลือก

แต่ถ้าเรากล้าตั้งคำถาม และกล้าเผชิญผลลัพธ์ที่ตามมา เราจะรู้ตัวว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ