ชีวิตคือการทดลอง

20150728_LastTimeFirstTime

When was the last time you tried something for the first time?

นานแค่ไหนแล้วที่คุณได้ลองทำอะไรเป็นครั้งแรก?

– Unknown

—–

เคยรู้สึกว่าชีวิตจำเจ น่าเบื่อบ้างมั้ยครับ?

แพทเทิร์นชีวิตของผมวันจันทร์ถึงศุกร์คือ

ตื่นขึ้นมา แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถ ปั่นจักรยาน ทำงาน พักเที่ยง ทำงาน ไปออกกำลังกาย เขียนบล็อก ไปรับแฟน ขับรถกลับบ้าน อาบน้ำ นอนเล่นเฟซ สวดมนต์ เข้านอน

การทำอะไรเป็นกิจวัตร ในแง่ดีก็คือมันช่วยประหยัดพลังสมองไปเยอะ ไม่ต้องมามัวคิดมากหรือกังวลว่าสิ่งที่เราทำไปมันถูกต้องหรือไม่ เพราะมันได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามันเวิร์ค

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันอาจจะทำให้เราใช้ชีวิตแบบไม่มีสติเท่าไหร่ เพราะเราจะทำทุกอย่างเป็นโหมด auto-pilot หมดแล้ว ลองนึกภาพตอนเราแปรงฟัน ใส่รองเท้า หรือขับรถก็จะเห็นว่าเราทำมันโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

อีกข้อเสียหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ทุกวันมันก็คือ มันออกจะน่าเบื่อเหมือนกันนะ!

When was the last time you tried something for the first time?

เวลาผมอ่านประโยคนี้ คำตอบแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือกิจกรรม Deep Canyon ที่ผมไปเล่นที่นิวซีแลนด์เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว (ซึ่งผมเคยพูดถึงในบล็อกตอนเจ็บปวดแต่งดงาม) มันคือกิจกรรมที่ต้องกระโดดจากหน้าผา ไต่เชือก สไลด์ตัวลงโขดหิน ซึ่งทั้งแพง ทั้งโหด  ทั้งมัน แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

ถ้ามองย้อนถอยกลับไปอีกก็คือการไปทดลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอดที่ Dialogue in the Dark http://pantip.com/topic/30496041 ที่จามจุรีสแควร์เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว (ค่าเข้าชม 90 บาทเท่านั้น ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ)

การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมองอีกด้วย เพราะเมื่อเราต้องทำสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย นิวรอน (neurons) ในสมองของเราก็จะสร้างการเชื่อมโยง (connection) ใหม่ๆ ทำให้สมองของเราเหมือนได้ออกกำลังกาย

การลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องไปโดดหน้าผาหรือใช้ชีวิตแบบคนตาบอดก็ได้นะครับ อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราทำอยู่ประจำ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยก็อาจจะช่วยให้เรา “ทำลายแพทเทิร์น” เดิมๆ ได้แล้ว เช่น

ลองใช้ keyboard shortcut แทนที่จะใช้เมาส์คลิ้ก
ลองใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงขายาว
ลองแปรงฟันหลังจากกินข้าวเช้า (แทนที่จะแปรงก่อนกินเพราะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่ากลืนน้ำลายบูด)
ลองใช้ไหมขัดฟันก่อนที่จะแปรงฟัน (แต่ก่อนผมจะขัดทีหลัง)
ลองกินน้ำเสาวรส+อาโวคาโด (แต่ก่อนผมไม่เคยคิดจะกินน้ำอโวคาโดเลย)
ลองหยิบหนังสือหมวดที่เราไม่เคยคิดจะอ่านขึ้นมาดู
ลองใช้เส้นทางใหม่ในการเดินทางไปทำงาน

ผมเชื่อว่าชีวิตคือการทดลอง

ถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ แบบเดิมตลอด มันก็อาจจะไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่นั่นก็หมายความว่าเราตัดโอกาสที่จะได้เจอสิ่งที่ดีกว่าด้วย

พวกเราส่วนใหญ่น่าจะไม่อยากแก่ และอยากคงความหนุ่มความสาวไว้นานๆ

ผมเชื่อว่าการได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ (หรือทำเรื่องเดิมๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ) อาจจะช่วยได้

เพราะมันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและคอยเตือนให้เรามีใจที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นคุณลักษณะของเด็กทุกๆ คน

คำถามเดิม -> คำตอบเดิม

คำถามใหม่ -> คำตอบใหม่

ขอให้สนุกกับการทดลองนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กลัวไปสองไพเบี้ย

20150725_FearNotPreventDeath

“Fear does not prevent death. It prevents life.”

ความกลัวไม่ได้ป้องกันความตาย มันปิดโอกาสไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตต่างหาก

– Naguib Mahfouz

—–

เมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว สมัยเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิงห์สาราสัตว์และหาอาหารด้วยการออกท่องเที่ยวไปในป่าเขา

เมื่อเราพบเจอสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงบางอย่างในพุ่มไม้ เราจะต้องหันไปมองทันทีว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเห็นว่าเป็นกระต่าย เราก็จะวิ่งเข้าหาเพื่อล่ามันมาทำเป็นอาหารให้ครอบครัวของเรา

แต่ถ้าเป็นเสือ เราก็ต้องวิ่งหนีให้เร็วที่สุดเพื่อรอดจากการเป็นอาหารให้ครอบครัวของมัน

ด้วยความที่มนุษย์เคยอยู่ “ระดับกลาง” ของห่วงโซ่อาหารเช่นนี้เอง ร่างกายและสมองของเราจึงพัฒนาความรู้สึกที่เรียกว่า “ความกลัว” ขึ้นมา

—–

ภาษาฝรั่งจะมีคำว่า Fight or Flight

Flight ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเที่ยวบิน แต่หมายถึงการหนี

Fight or Flight ก็คือจะสู้หรือจะหนี

เวลาที่มนุษย์ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ เขาต้องตัดสินใจแล้วสิ่งที่เขาเผชิญอยู่นั้นอ่อนแอกว่าหรือแข็งแรงกว่า

ถ้ามันอ่อนแอกว่า เราก็จะเลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้าประเมินแล้ว “ศัตรู” น่าจะแข็งแรงกว่า เราจะรู้สึกกลัว และวิ่งหนี (Flight)

“ความกลัว” จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอดและดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์

—–

ตัดกลับมาในสมัยนี้

มนุษย์ส่วนใหญ่ออกมาอยู่ในสังคมเมือง และไม่ต้องหากินด้วยการล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว

แม้สังคมและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ในทางชีวภาพเราก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกับบรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเลย

“ต่อมความกลัว” ที่เคยจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีก่อน ตอนนี้มันก็ยังคงทำงานอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ ชีวิตประจำวันของเราไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว

ลองยกตัวอย่างสิ่งที่เรากลัวดูก็ได้

กลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ
กลัวใครจะมาเห็นหน้าสด
กลัวการทำงานประจำไปจนแก่
กลัวออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะเจ๊ง
กลัวลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ
กลัวไม่มีเงินใช้ตอนแก่
กลัวว่าถ้าขาดคนๆ นี้ไปแล้วจะอยู่ไม่ได้
กลัวว่าถ้าฟีดแบ็คหัวหน้าแล้วจะหมดอนาคต
กลัวว่าไปเที่ยวต่างประเทศแล้วจะเก็บเงินไม่ได้ตามเป้า
ฯลฯ

และบางทีความกลัวเหล่านี้ก็ผลักดันที่เราทำอะไรไม่ฉลาดออกไป

หรือแย่กว่านั้น คือไม่ยอมทำอะไรเลย

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ต่อให้เราพูดต่อหน้าคนออกมาได้ห่วยแค่ไหน หรือใครมาเห็นหน้าสดของเรา หรือหัวหน้าไม่พอใจที่เราพูดกับเขาตรงๆ โอกาสที่เราจะ “รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ที่เรากลัวก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 99.99%

Fear does not prevent death. It prevents life.

จริงอยู่ ในสมัยก่อน ความกลัวอาจช่วยชีวิตคุณได้

แต่สำหรับสมัยนี้ ความกลัวจะทำให้คุณพลาดอะไรดีๆ ไปอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงแล้วว่า สิ่งที่เรากลัวนั้นมีโอกาสส่งผลร้ายแรงได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และถ้าเราข้ามความกลัวนั้นไปได้ ก็จะมีสิ่งดีๆ รออยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาทำให้คุณอดใช้ชีวิตเลยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อย่าเป็น Dead Sea

20150724_DeadSea

สมัยทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือการผลัดกันแชร์ความรู้กันทุกสองสัปดาห์ โดยคนในทีมหมุนเวียนกันเป็นผู้ถ่ายทอด

โดยหัวข้อนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอเพียงแต่เป็นเรื่องที่เราสนใจ และคิดว่าคนอื่นๆ จะได้ประโยชน์

วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าหัวข้อหลักที่เราคุยกันคือเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าเพื่อนในทีมชื่อกวีเล่าเรื่องเด๊ดซี (Dead Sea) ให้ฟัง

พวกเราหลายคนน่าจะรู้จักทะเล Dead Sea ว่าเป็นทะเลสาบที่เค็มมาก (เค็มกว่าทะเลทั่วไปสิบเท่า ไม่อยากนึกภาพตอนสำลักน้ำหรือน้ำเข้าตาเลย) เลยทำให้ความหนาแน่นของน้ำสูงเป็นพิเศษ เวลาเล่นน้ำในเด๊ดซีจึงไม่จำเป็นต้องว่าย แต่ลอยเอาเลย

และเพราะมีเกลืออยู่สูงมากนี่เอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ และนี่คือที่มาของชื่อว่า Dead Sea ทะเลแห่งความตายนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องของกวีต่อ

กวีพูดถึงเรื่องที่พ่อของกวีเคยเล่าให้ฟังว่า ใกล้ๆ เด๊ดซี ยังมีทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งซึ่งรับน้ำมาจากแหล่งเดียวกัน แต่น้ำกลับไม่เค็ม และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

เมื่อกี้ผมลองไปเปิดดู Google Maps ก็เจอทะเลสาบใกล้ๆ เด๊ดซีจริงๆ ชื่อว่า Sea of Galilee ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล

ทั้ง Dead Sea และ Sea of Galilee ต่างรับน้ำมาจากแม่น้ำจอร์แดนทั้งคู่

เหตุใด Dead Sea และ Sea of Galilee จึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้?

พ่อกวีบอกว่าเพราะ Sea of Galilee นั้นปล่อยน้ำกลับสู่แม่น้ำจอร์แดนตอนใต้

ขณะที่เด๊ดซีเป็นระบบปิด น้ำไม่ไหลไปไหนเลย ทางออกเดียวของน้ำในเด๊ดซีคือผ่านการระเหยเท่านั้น

—–

คำว่า “เงิน” ภาษาอังกฤษคือคำว่า Money

แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า Currency ซึ่งแปลได้ทั้ง “เงินตรา” และ “การหมุนเวียน”

คำว่ากระแสน้ำ ภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Current

ดังนั้น เงิน กับ การหมุนเวียนคือของคู่กัน

—-

แต่ก่อน เวลาว่างๆ แฟนผมมักจะร้องเพลงขึ้นมาประโยคนึงซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน (ร้องแล้วมีท่าประกอบอีกตังหาก)

เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน

สมมติเรามีธนบัตร 100 บาทอยู่หนึ่งใบ ถ้าเราเก็บไว้ในกระปุก มันก็จะอยู่เฉยๆ ของมัน เราอาจจะมีความสุขอยู่คนเดียวที่มีเงินเก็บ

แต่ถ้าเราเอาแบงค์ 100 บาทนี้ไปซื้อไก่ย่าง พ่อค้าไก่ย่างจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกคน

พ่อค้าไก่ย่างเอาเงิน 100 บาทนี้ไปซื้อขนมฝากลูกฝากเมียที่บ้าน คุณป้าคนขายขนมและลูกเมียก็มีความสุข

คุณป้าเอาเงิน 100 บาทที่ได้มา ไปทำบุญที่วัด ก็จะมีคนได้ประโยชน์อีกหลายทอด

เงินจะมีประโยชน์ก็เพราะว่ามันหมุนไป ไม่ใช่เพราะมันถูกเก็บไว้อยู่ในกระปุก

—–

ผมไม่ได้จะบอกว่ามีเงินแล้วต้องใช้ตลอดนะครับ เพียงแต่ว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้มันได้หมุนเวียน เพราะนั่นคือเจตจำนงของมัน

เราจึงควรเอาเงินไปฝากธนาคาร เพื่อเปิดโอกาสให้มันได้ไปสร้างประโยชน์กับคนอื่นๆ

แต่การเอาเงินฝากธนาคารก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของผมในวันนี้ครับ (เขียนมาตั้งนาน ยังไม่เข้าประเด็นอีกเหรอเนี่ย!?)

ประเด็นของผมก็คือ เราควรจะ “ให้” บ้าง

เมื่อเงินเข้ามา เราก็ควรจะผ่องถ่ายออกไป เหมือน Sea of Galilee ที่รับน้ำมาและปล่อยกลับออกไป

—–

ส่วนตัวผมจะใช้วิธีง่ายๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ให้ทานอยู่เสมอๆ

คือเมื่อผมเจอวณิพกเล่นดนตรีเปิดหมวก ผมจะบริจาคเศษเหรียญทั้งหมดที่มีในกระเป๋าสตางค์ของผม

และผมก็ทำแบบเดียวกันเวลาเห็นกล่องรับบริจาคตามเคาท์เตอร์ในร้าน Boots หรือ Watsons

ถือว่าเป็นวิน-วิน เพราะกระเป๋าสตางค์ของผมจะเบาลงและเข้ารูปมากขึ้น ส่วนเขาก็ได้เงินไปทำประโยชน์

—–

จริงๆ คนไทยเราใจบุญอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่แทบไม่เคยบริจาคเงินเพื่อการกุศลเลย

อาจจะเพราะว่าคิดว่าตัวเองยังมีไม่เยอะ ก็เลยยังไม่คิดที่จะให้

ถ้าคิดอย่างนี้ อาจต้องลองนึกถึงประโยค “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

เมื่อเราบริจาคเงิน ก็เหมือนเราได้บอกกับตัวเองและส่งสัญญาณถึงจักรวาลว่า “เรามีมากพอ” และธรรมชาติก็จะเปิดโอกาสให้เรามีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก Sea of Galilee ทะเลสาบน้ำจืดที่เป็นแหล่งพึ่งพิงให้แก่สัตว์ต่างๆ

แต่ถ้าเราไม่คิดจะให้บ้างเลย เราก็คงไม่ต่างอะไรกับ Dead Sea ที่รับเข้ามาอย่างเดียว แต่ไม่ปล่อยอะไรไหลออกมาแม้แต่แดงเดียว

Dead Sea มี “เกลือ”อยู่สูงมากจนทะเลเรียกพี่ฉันใด

คนที่ไม่เคยให้อะไรใครก็มี “ความเค็ม” จนทะเลเรียกพี่ฉันนั้น

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia Dead Sea, Sea of Galilee

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

เล่นมือถือในสวนลุม

20150723_MobilePhoneInThePark

วันนี้ผมไปวิ่งที่สวนลุมมาครับ

ตอนใกล้ๆ จะวิ่งเสร็จ บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งตรงม้านั่งกำลังเล่นมือถืออยู่

เป็นภาพที่จะว่าไปก็ชินตา แต่วันนี้ผมอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า

อุตส่าห์มาถึงสวนลุมทั้งที มานั่งเล่นมือถือเหรอ?

โอเคล่ะ เธออาจจะไม่ได้ชอบออกกำลังกาย อาจจะมานั่งรอแฟน และการเล่นมือถือก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุด

แต่จะว่าไปที่สวนลุมก็มีกิจกรรมอื่นๆ เยอะแยะ มีคนเต้นแอโรบิค รำไทเก๊ก เล่นโรลเลอร์เบลด ปั่นจักรยานเรือเป็ดน้อย หรือถ้าไม่ชอบอะไรเลยก็เดินเล่นดูบรรยากาศก็ยังได้

แต่จากทางเลือกทั้งหมดที่เธอมี เธอก็ยังเล่นมือถืออยู่ดี

แล้วผมก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราเองทุกคนก็มีอาการนี้เหมือนกัน

อาการทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานที่ที่เราอยู่

เคยเห็นคนแบบนี้มั้ยครับ?

ไปเที่ยวเมืองนอกแต่กินแมคโดนัลด์
อยู่บนเครื่องฟิตเนสแต่คุยโทรศัพท์
อยู่ในห้องเรียนแต่แชทกับเพื่อน
อยู่กับเพื่อนแต่นั่งตอบอีเมล์
อยู่ที่ทำงานแต่นั่งเมาธ์ดารา
อยู่บ้านแต่นั่งทำงาน

ผมคงไม่กล้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะบางทีเราก็ต้องพักบ้างอะไรบ้าง หรือถ้างานมันด่วนก็อาจต้องเอากลับมาทำที่บ้านเป็นบางคราว

แต่ผมว่าน่าจะดี ถ้าเราหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าอยู่ที่บ้าน ก็ควรจะพักผ่อน และใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว (เพราะเราไม่สามารถคุยกับพ่อกับแม่แบบเห็นหน้าในที่ทำงานได้)

ถ้าอยู่ที่ทำงาน ก็ควรจะทำงานให้เสร็จ และพูดคุยกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเพื่อให้เขาได้ช่วยให้งานออกมาได้ดีที่สุด (เพราะเราไม่สามารถคุยกับหัวหน้านอกเวลางานได้ – อย่างน้อยก็ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ)

ถ้าอยู่กับเพื่อน ก็ควรจะใส่ใจมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่จอมือถือและแป้นพิมพ์

ถ้าอยู่ห้องเรียน ก็ควรตั้งใจฟังอาจารย์ ทำความเข้าใจบทเรียน และยกมือหากมีคำถาม

ถ้าอยู่บนเครื่องฟิตเนส ก็ควรใช้ประโยชน์จากมันมากกว่าแค่ที่นั่งพัก

ถ้าไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรลองทานอาหารบ้านเขา

ถ้าอยู่ในสวนลุม ก็ควรออกกำลังกาย

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ณ ที่ตรงนี้ เวลานี้ ผมเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้เข้มข้นมากขึ้น และพลาดสิ่งดีๆ น้อยลง

—–

“ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าปรับคำถามขึ้นไปอีกระดับหนึ่งล่ะ?

“ในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำในเวลาอื่นหรือในภพภูมิอื่นได้อีกแล้ว?”

ผมคงไม่มีคำตอบตายตัว ต้องให้ผู้อ่านไปคิดกันเอาเอง

ถ้ามาถึงสวนลุมทั้งที แล้วมัวแต่มานั่งเล่นมือถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้ามัวแต่ <เติมคำในช่องว่าง> ก็คงน่าเสียดายเอามากๆ เช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

รอแล้วแก่

20150624_WaitGetOlder

บางทีคนเราก็มักจะใช้คำว่า “รอ” แทนคำว่า “ผัดวันประกันพรุ่ง”

รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน ถึงจะเขียนบล็อก
รอให้ได้ทำงานที่เราชอบก่อน ถึงจะขยัน
รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน ถึงจะเริ่มลงทุน
รอให้มีไอเดียเจ๋งๆ ก่อน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจ
รอให้ฐานะดีก่อน ถึงจะให้ทาน
รอให้มีเวลาก่อน ถึงจะออกกำลังกาย
รอให้เกษียณก่อน ถึงจะศึกษาธรรมะ

เราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่ผมว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น

เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นหนึ่งในสองข้อนี้

– ไม่เห็นความสำคัญ
– กลัวล้มเหลว

มาเจาะดูทีละข้อดีกว่า

1. ไม่เห็นความสำคัญ
ที่เรายังไม่ออกกำลังกาย หรือยังไม่ศึกษะธรรมะ ก็เพราะว่าเรายังไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

หรือถ้าเห็นว่าสำคัญ ก็ยังสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ เราจึงไม่ค่อยมีหรือไม่เคยมีเวลาให้

เรื่องอย่างนี้อาจต้องรอให้เจ็บป่วย หรือเจอสถานการณ์ที่ทุกข์หนักๆ ก่อนถึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายหรือออกกำลังใจขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ารอจนถึงตอนนั้น อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้

เรือล่มแล้วเพิ่งจะมาเรียนว่ายน้ำมันจะไปทันได้ยังไง

2. กลัวล้มเหลว
ในกรณีที่เราเห็นความสำคัญและอยากทำมันจริงๆ เพียงแต่กลัวทำออกมาแล้วจะเฟลหรือไม่ดีอย่างที่เราวาดภาพไว้ ก็เลยเผาเวลาไปเรื่อยๆ โดยหวัง (อย่างลมๆ แล้งๆ ว่า) วันหนึ่งเราจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้ดี

ว่าแต่ว่าความล้มเหลวคืออะไร?

ถ้าความล้มเหลวคือการทำไม่ได้ตามเป้า หรือทำแล้วพลาดพลั้งจนทำให้สภาพการเงินของเราสั่นคลอน วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงมั้ยครับ?

ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ได้ตามเป้า ก็ตั้งเป้าต่ำๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป้า

ตอนที่ผมเริ่มตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ติดต่อกันสามวัน

พอเขียนครบสามวันก็ขยายเป้าให้เป็นหนึ่งสัปดาห์

แล้วพอครบหนึ่งสัปดาห์ ก็มั่นใจมากขึ้นเลยตั้งใจจะเขียนให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน

ในแง่ความสำเร็จ ถ้าผมตั้งเป้าว่าต้องมีคนไลค์เพจของผม 100,000 คน ผมก็คงจะรู้สึกเฟลไปอีกหลายปี แต่เป้าของผมตอนนี้คือผมตั้งใจจะเขียนให้ดีขึ้นวันละ 1% ส่วนยอดคนไลค์ Facebook Page ที่เพิ่มจากห้าสิบกว่าคนเป็น 1200 ได้ในเวลาครึ่งปี ก็ดีใจมากๆ แล้วครับ (แต่ถ้าใครยังไม่ได้กดไลค์รบกวนด้วยนะฮะ!)

ส่วนถ้ากลัวว่าถ้าพลาดพลั้งจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ก็ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเวลาจะอาบออนเซ็นหรือน้ำพุร้อนก็ต้องเอาเท้าแหย่ๆ ลงไปก่อน เอามือวักน้ำมาประตามตัวก่อน พอรู้ว่าน่าจะไหว ก็ค่อยๆ เอาตัวจุ่มลงไป

ถ้าเราไม่รีบรวย โอกาสที่จะโดนน้ำร้อนลวก (เจ๊ง) นั้นแทบเป็นศูนย์ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับเรื่องที่มันสำคัญกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความไม่โลภและไม่ประมาท ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings