No More Zero Days

20150918_NoMoreZeroDays

วันนี้วันศุกร์ แต่วันนี้ไม่มีนิทานนะครับ*

แต่ถึงจะไม่มีนิทาน ผมก็ยังมีของดีไม่แพ้กันมาเล่าให้ฟังอยู่ดี

เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมาก เรียกว่า No More Zero Days – จะไม่มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป

เรื่องนี้มีต้นทางมาจากการพูดคุยกันในเว็บไซต์ที่ชื่อว่า reddit.com ซึ่งที่เมืองนอกดังมาก แต่ผมไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไหร่เพราะตัวหนังสือมันเป็นพรืดๆ เหมือนพวกเด็กเนิร์ดคุยกัน อ่านแล้วไม่สบายตาเลย

มีนักศึกษาคนหนึ่งภายใต้ล็อกอิน maxtolife มาตั้งกระทู้ว่า I just don’t care about myself.

Max กำลังเรียนอยู่ปีสาม (เข้าใจว่าซิ่วมาเพราะเขียนว่า I’m a junior transfer) แต่เขาไม่รู้สึกอยากเรียนหนังสือเลย เพื่อนๆ พยายามจะช่วยเหลือเขาแล้ว แต่พอฮึดได้ซักสัปดาห์ก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอยู่ดี เขาไม่มีเงิน และไม่รู้สึกว่ามีใครใส่ใจเขาเลยซักคน แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ให้ชีวิต

อ่านคำถามของแม๊กซ์เต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

https://www.reddit.com/r/getdisciplined/comments/1q96b5/i_just_dont_care_about_myself/

คำตอบที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดมาจากยูเซอร์ ryan01

ไรอันบอกอย่างนี้ครับ ใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษจะข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปที่ผมแปลให้ก็ได้ แต่ยังไงผมก็แปลออกมาไม่ได้อารมณ์เท่าเขาแน่ๆ

Rule numero uno – There are no more zero days. What’s a zero day? A zero day is when you don’t do a single fucking thing towards whatever dream or goal or want or whatever that you got going on. No more zeros. I’m not saying you gotta bust an essay out everyday, that’s not the point. The point I’m trying to make is that you have to make yourself, promise yourself, that the new SYSTEM you live in is a NON-ZERO system. Didnt’ do anything all fucking day and it’s 11:58 PM? Write one sentence. One pushup. Read one page of that chapter. One. Because one is non zero. You feel me? When you’re in the super vortex of being bummed your pattern of behaviour is keeping the vortex goin, that’s what you’re used to. Turning into productivity ultimate master of the universe doesn’t happen from the vortex. It happens from a massive string of CONSISTENT NON ZEROS. That’s rule number one. Do not forget.

กฎข้อแรก – อย่าให้มี “วันศูนย์” อีกต่อไป (อย่าให้มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป)

วันศูนย์คืออะไร?

วันศูนย์คือวันที่นายไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลยเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความฝันของนายหรืออะไรก็แล้วแต่ที่นายเริ่มทำไปแล้ว ห้ามมีวันศูนย์อีก

เราไม่ได้บอกว่านายจะต้องเขียนเอสเสวันละหนึ่งบทความทุกวัน ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นที่เราอยากจะบอกก็คือนายต้องสัญญากับตัวเอง และบังคับตัวเองว่า ระบบใหม่ที่นายจะใช้เป็นระบบ “ไร้ศูนย์”

วันนี้ไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลย และตอนนี้ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาทีแล้ว? เขียนหนังสือหนึ่งประโยค หรือวิดพื้นหนึ่งครั้ง หรืออ่านหนังสือหนึ่งหน้า แค่หนึ่งก็พอ เพราะแค่หนึ่งก็เพียงพอที่จะไม่ใช่ศูนย์แล้ว

พอเข้าใจเรามั้ย เวลานายตกอยู่ในวังวนที่ไร้ทิศทาง พฤติกรรมเก่าๆ ของนายยิ่งทำให้น้ำมันหมุนวนไปเรื่อย เพราะนายเคยชินกับแบบนั้น

การเป็นเจ้าจักรวาลแห่งความมีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวังวนแบบนั้นหรอกนะ

การเป็นเจ้าจักรวาลเกิดได้จากการสร้าง “เชือกแห่งวันที่ไม่สูญเปล่า” เท่านั้น

นี่คือกฎข้อแรก ห้ามลืมข้อนี้เด็ดขาด

—–

ไรอันยังให้กฎอีกสองข้อ ซึ่งอ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

ผมเคยได้ยินเรื่องราวอย่างนี้มาแล้ว เช่น Jerry Seienfield นักแสดงตลกชื่อดังนั้นเคยมีปฏิทินขนาดยักษ์แปะอยู่บนฝาผนัง และทุกวันที่เขาซ้อมพูดตลก เขาจะกากบาทวันนั้นลงในปฏิทิน

หลังจากซ้อมไปได้ 3-4 วัน กากบาทเหล่านั้นก็จะเชื่อมต่อกันจนหน้าตาคล้ายๆ โซ่ ( XXXX )

หน้าที่ของเราคืออย่าปล่อยให้โซ่ขาด – Don’t break the chain ซึ่งก็คือต้องซ้อมทุกวันเพื่อให้เติมกากบาทได้ในทุกช่องนั่นเอง

แต่ส่วนตัวผมชอบคำว่า No More Zero Days มากกว่า มันกินใจดี

ถ้าคุณมีอะไรซักอย่างที่อยากทำ (เช่นลดน้ำหนัก นั่งสมาธิ หรือเขียนบล็อก) ลองเอาหลักการ No More Zero Days ไปใช้ดูครับ

ความเจ๋งของ No More Zero Days คือเราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้เพอร์เฟ็คทุกวัน อย่างน้อยถ้าวันนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งหรือสองนาที เราก็ยังเดินเข้าใกล้เป้าหมายเราได้ แม้จะแค่หนึ่งก้าวหรือครึ่งก้าวก็แล้วแต่

ผมเองก็ใช้หลักการ No More Zero Days กับการเขียนบล็อก และตอนที่ผมไปเป็นโค้ชให้น้องๆ ที่ Wongnai ลดน้ำหนัก ผมก็ย้ำกับเขาเหมือนกันว่า อย่าปล่อยให้วันไหนสูญเปล่า ถ้าห้าทุ่มแล้วยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย อย่างน้อยต้องลุกขึ้นมากระโดดตบซัก 20-30 ที เพื่อที่วันนี้จะได้ไม่เป็น Zero Day.

เมื่อเรามี Non-Zero Days บ่อยๆ เข้า เราก็จะเริ่มเชื่อมั่นตนเอง

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือเราจะกลายเป็นคนที่มีสัจจะ

และคนที่มีสัจจะกับตัวเอง ย่อมมีชีวิตที่ดีได้แน่นอน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลน

20150917_SayNo

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมสอนวิชา Time Management แล้วเจอสไลด์หนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาเขียนลงบล็อกซะหน่อย

เป็นข้อคิดที่ได้มาจากการไปสัมภาษณ์ท็อด ชายชาวแคเนเดี้้ยนที่เป็นคนสำคัญในการก่อตั้งศูนย์ซอฟท์แวร์ของรอยเตอร์ที่เมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเคยเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของผม ตอนที่ผมเข้าทำงานที่นี่ใหม่ๆ

ผมถามท็อดว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับ Time Management มั้ย

เค้าบอกว่าปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลานั้น มักจะเกิดกับคนนิสัยดี – “Only nice people have problems with time management”

ส่วนคนนิสัยแย่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้หรอก – “Nasty people don’t have this problem – they just say “No” to everything!”

ท็อดบอกว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยมีปากเสียงกับพวกฝรั่งเท่าไหร่ เขาขอหรือเขาสั่งอะไรมา เราก็เออออเซย์เยสไปเสียหมด

ซึ่งพอเซย์เยสบ่อยๆ เข้า ก็ย่อมนำมาสู่ปัญหางานล้นมือจนทำไม่ทัน

ดังนั้น ท็อดจึงบอกว่า เราควรจะหัดปฏิเสธให้เป็น แต่ต้องปฏิเสธอย่างมีศิลปะด้วย – “You have to learn to say no with an option”

แล้ว with an option นี่คือยังไงอ่ะ?

ท็อดก็อธิบายต่อว่า สมมติหัวหน้าเอางานชิ้นใหม่มาให้ แล้วถามเราว่าขอพรุ่งนี้ได้มั้ย

ถ้าเราตอบว่า “ได้ครับ” ก็อาจทำให้เราต้องอยู่ดึกเกินไปหรือส่งงานชิ้นอื่นไม่ทัน

หรือถ้าเราตอบว่า “ไม่ได้ครับ” ก็อาจจะทำให้หัวหน้ามองเราไม่ดี

ดังนั้นคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์กว่าก็คือ “ถ้าส่งพรุ่งนี้เกรงว่างานจะออกมาไม่ดี ผมขอส่งวันมะรืนนี้แทนได้มั้ยครับ”

นี่คือการ Say No with an Option ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่ค่อยได้ทำกัน

ตัวอย่างเพิ่มเติมสำหรับการ say no with an option ก็เช่น

“ผมจะขอแบ่งงานบางส่วนให้ต้อมทำได้รึเปล่าครับ จะได้แน่ใจว่าเสร็จทันตามกำหนด”

หรือ

“มีส่วนไหนที่หัวหน้าต้องการด่วนที่สุดครับ? ผมขอทำส่วนนั้นส่งให้หัวหน้าภายในพรุ่งนี้ ส่วนงานที่เหลือผมขอทยอยส่งให้ได้มั้ยครับ ช่วงนี้งานเดือดจริงๆ ครับ”

หรือ

“ถ้าเขียนเป็นรายงานทั้งเล่มพรุ่งนี้น่าจะลำบากครับ แต่ถ้าผมทำเฉพาะตัวเลขกับกราฟให้หัวหน้าไปใช้พรีเซ้นก่อน หัวหน้าโอเคมั้ยครับ”

หลักการก็คือ ถ้าเราไม่ไหว ก็อย่าไปตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่ควรจะคิดหาทางออกให้กับคนที่มาขอให้เราช่วยด้วย

อ้อ ส่วนใครที่เจอหัวหน้าที่ชอบสั่งงานกระชั้นๆ แล้วทุกอย่างเร่งด่วนและสำคัญไปหมด ท็อดก็บอกว่าเราควรจะถามหัวหน้ากลับว่า

“If it’s so important, why didn’t you tell me earlier?”

ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมหัวหน้าไม่บอกผมตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะฮะ?

แน่นอน วิธีพูดอย่างนี้ไม่สามารถใช้ได้กับหัวหน้าทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเรามีวิธีพูดเป็นนัยๆ ด้วยรูปประโยคอื่น แต่ผมคงไม่สามารถยกประโยคตัวอย่างให้ได้ เพราะสภาพการทำงานของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อ้อ ทักษะการ say no with an option นี่ไม่จำกัดเฉพาะตอนคุยกับหัวหน้าหรือคุยกับฝรั่งนะครับ เอาไว้คุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นที่มาขอให้เราช่วยเหลือก็ได้เหมือนกัน

ลองแล้วได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กับดักของคนหน้าตาดี

20150914_GoodLookingPeopleTrap

ช่วงนี้ทีวีในลิฟต์ที่บริษัท จะมีโฆษณาอาหารแมวยี่ห้อหนึ่งที่ผมเห็นบ่อยมาก

พระเอกของเรื่องคือแมวสีขาวตัวฟูๆ ขึ้นไปเล่นดอกไม้บนหลังตู้จนแจกันตกลงมาแตก หญิงสาวที่เป็นเจ้าของรีบวิ่งมาดู พอเห็นแจกันแตกเลยเงื้อมไม้จะตีแมว

แล้วกล้องก็ซูมไปที่หน้าของน้องแมวทำสีหน้าอ้อนวอน (เดาว่าคงต้องการให้ได้อารมณ์เหมือนเจ้าแมว Puss in Boots จากเรื่อง Shrek 2)

สุดท้ายเจ้าของก็ยิ้ม และหยิบแมวขึ้นมาอุ้ม

พร้อมกับเสียงพากษ์ว่า “ยังไงก็รัก”

ราวกับโฆษณาจะสื่อว่า หน้าตาน่ารักซะอย่าง ถึงจะทำผิด เจ้าของก็ให้อภัย

—–

One Piece คือการ์ตูนเรื่องโปรดของผม

พระเอกของเรื่องนี้คือลูฟี่ ชายผู้มีความฝันที่จะได้เป็นเจ้าแห่งโจรสลัด

วันหนึ่งลูฟี่ถูกส่งตัวมาที่เกาะอเมซอนลิลลี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรหญิงล้วนภายใต้การนำของจักรพรรดินีโบอา แฮนค็อก หนึ่งในเจ็ดเทพโจรสลัด

แฮนค็อกมีใบหน้าที่สวยงามและรูปร่างสมส่วน แม้เธอจะมีนิสัยที่เอาแต่ใจและขี้โมโหแบบไร้เหตุผลจนมักทำอะไรที่รุนแรงออกมา (เช่นเตะหมา-แมวที่มายืนขวางทาง!) แต่ผู้คนรอบข้างก็พร้อมให้อภัยเธอเสมอ เพราะว่าเธอนั้นสวยบาดใจ

—–

เมื่อปีที่แล้วผมได้อ่านบทความฝรั่งที่อ้างว่า คนที่หน้าตาดีจะมีรายได้สูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีราว 12% โดยนักวิจัยให้เหตุผลสามข้อคือ

  1. คนหน้าตาดี มักจะถูกมองว่าเก่งกว่าคนหน้าตาไม่ดี
  2. คนหน้าตาดี มักจะมีความมั่นใจตัวเองสูงกว่า ซึ่งก็ทำให้ได้รับการดูแลดีกว่า และนำไปสู่ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว
  3. คนหน้าตาดีมีทักษะการเข้าสังคมมากกว่าคนที่หน้าตาขี้เหร่ และยิ่งเข้าสังคมบ่อยเท่าไหร่ ทักษะด้านการสื่อสารดีขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

อ้อ! แทนที่คนหน้าตาธรรมดาอย่างพวกเราจะตีโพยตีพายว่าโลกนี้ไม่แฟร์ ก็ขอบอกว่ามันยังพอมีทางออกนะครับ

เพราะเราสามารถเสริมสิ่งที่เราขาดไปได้ด้วยการแต่งตัวให้ดีขึ้นและพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งก็อาจจะช่วยให้เราได้รับผลประโยชน์สามข้อที่กล่าวมาเช่นกัน

—–

เคยเห็นคู่รักที่หน้าตาไม่สมน้ำสมเนื้อมั้ยครับ?

ประมาณว่าคนหนึ่งหน้าตาดีมากจนจะหาแฟนหล่อ/สวยแค่ไหนก็ได้ แต่กลับควงแฟนหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาหรือออกแนวขี้เหร่ด้วยซ้ำไป

ผู้หญิงสวยที่ควงหนุ่มหน้าตาธรรมดานั้นยังพอเข้าใจได้ เพราะอาจชอบคารม ความเป็นผู้ใหญ่ หรือฐานะที่มั่นคง

แต่ผู้ชายหล่อๆ ที่ควงผู้หญิงหน้าตาธรรมดาล่ะ?

ผมเคยเจอคู่หนึ่งเป็นอย่างนี้ครับ ผู้ชายหล่อระดับเดือนมหาลัย ส่วนผู้หญิงนั้นหน้าตาธรรมดา ผิวเข้ม แถมผอมกะหร่อง

แต่พอผมได้คุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ จึงรู้ว่าน้องเขานิสัยน่ารัก คุยสนุก แถมยังฉลาดอีกต่างหาก

—–

สมมติฐานของผมก็คือ คนที่เกิดมาไม่มีต้นทุนทางผิวพรรณและหน้าตา ก็ย่อมรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าต้องพยายามสร้างส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเสริม เช่นตั้งใจเรียน เอาอกเอาใจ ขยันขันแข็ง พูดจาไพเราะ

เพราะถ้าหน้าตาไม่น่าเอ็นดูแล้วยังนิสัยแย่ด้วย คงจะอยู่ในโลกนี้ได้ลำบากน่าดู

ในขณะที่คนที่หน้าตาดีระดับดารา ย่อมถูกเอาอกเอาใจและให้อภัยมาตั้งแต่เด็ก (เหมือนแมวในโฆษณาและจักรพรรดินีโบอาแฮนค็อกผู้เลอโฉม) ดังนั้นจึง “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องนิสัยดีก็อยู่ได้อย่างสบายๆ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องนางเอกขี้วีนหรือพระเอกนิสัยถ่อยอยู่เรื่อยๆ

ขณะที่บางคนไว้หนวดไว้เคราเหมือนโจร แต่พอได้คุยด้วยกลับเป็นคนธรรมะธรรมโม น่ารักน่าคบหา

—–

ถ้าคุณอายุยังน้อยและหน้าตาดี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้ชีวิตแบบสวยไปวันๆ หล่อไปวันๆ

แต่อย่าชะล่าใจจนลืมไปว่า ต่อให้หน้าตาเราดีอย่างไร ใช้ครีมฝรั่งราคาแพงแค่ไหน สุดท้ายสังขารก็ย่อมร่วงโรย

ถ้าพึ่งพาแต่หน้าตาอย่างเดียว โดยไม่พัฒนามิติอื่นๆ ของชีวิต วันที่เราหมดสวย-หมดหล่อ อาจจะเป็นวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย

ถึงตอนนั้นจะมาเริ่มเปลี่ยนนิสัยให้ดีขึ้นก็อาจไม่ทันการ เพราะไม้มันแก่เสียแล้ว (และคนอาจจะเลิกคบเราไปเกือบหมดแล้ว)

ดังนั้น ถ้าจะปร้บปรุงตัวเอง ก็ควรรีบขวนขวายเสียแต่วันนี้

จะได้ไม่มีใครมาตำหนิเราได้ว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีมั่ง?”

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก IMDBWonder12Business Insider 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จริงจังแต่ไม่เคร่งเครียด

20150910_FocusedStressed

“ที่ภัทรเราจะแยกคำว่า “จริงจัง” กับคำว่า “เคร่งเครียด” ออกจากกัน เพราะถึงเราจะจริงจังและทุ่มเทกับงานแค่ไหน เราก็ไม่เห็นจะต้องเครียดเลย อย่างตัวผมมีคติและกฎประจำตัวเลยว่า ทุกการประชุมที่ร่วม จะต้องมีการหัวเราะ การพูดเล่น การแดกดัน และการปล่อยมุขในที่ประชุม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องพึงกระทำ เพราะสำหรับผมการตีหน้าขรึมมาดยักษ์ต่างหากที่ไม่เป็นที่นิยม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะไม่ละทิ้งเนื้อหาสาระ ทุกคนมีวินัยพอที่จะรู้ว่ากระพี้แค่ไหนถึงจะเหมาะ และเนื้อหาสาระจะต้องดำรงอยู่”

– บรรยง พงษ์พานิช
หนังสือบรรยง พงษ์พานิช คิด

—–

สองวันมานี้ผมได้หยิบหนังสือ “บรรยง พงษ์พานิช คิด” มาอ่าน

ในหนังสือจั่วหัวว่า “36 ปี ชีวิตการทำงาน จากเสมียนเคาะกระดานหุ้น สู่ประธานกรรมการหลักทรัพย์ ภัทร”

เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากครับ อ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้วอยากไปดูให้เห็นกับตาเลยว่าการทำงานในหลักทรัพย์ภัทรนี่มันเจ๋งแค่ไหน

—–

จริงจัง กับ เคร่งเครียด

สองคำนี้ดูเผินๆ จะคล้ายกัน เหมือนคำว่า สงสารกับเมตตา ที่ผมเคยเขียนถึงเมื่อหลายเดือนที่แล้ว

ผมนั่งคุยกับแฟนว่า จริงจัง กับ เคร่งเครียด ต่างก้นยังไงบ้าง ก็ได้ความว่า

จริงจัง คือเราอยากให้งานเสร็จ
ส่วนเคร่งเครียด คือเรามีความกดดันกับตัวงาน

จริงจัง คือเดินหน้าสู่เป้าหมายไปด้วยกัน
ส่วนเคร่งเครียด จะทำให้แต่ละคนต่างถูกตรึงอยู่กับที่

จริงจัง คือพลังงานบวก
ส่วนเคร่งเครียด คือพลังงานลบ

จริงจัง คือใส่ใจในการกระทำปัจจุบัน และปล่อยวางกับผลลัพธ์
เคร่งเครียด คือสนใจในผลลัพธ์ จนลืมเนื้อลืมตัวในปัจจุบัน

จริงจัง คือมีความเป็นผู้ใหญ่
ส่วนเคร่งเครียด จะทำให้หน้าแก่

จริงจังก็สนุกได้
แต่เคร่งเครียด สนุกไม่ออก

จริงจัง เอาไว้เป็นคำถามกับแฟนได้ “เธอจริงจังกับเราแค่ไหน?”
เคร่งเครียด เอาไปถามไม่ได้ “เธอเคร่งเครียดกับเราแค่ไหน?”

จริงจัง – เคร่งเครียด คำบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ให้ผลลัพธ์แตกต่างกันคนละโลก

ถ้าเจอใครที่ใช้ชีวิตแบบจริงจังแต่ไม่เคร่งเครียดได้ เรียนรู้จากเขาให้เยอะๆ นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก:หนังสือบรรยง พงษ์พานิช คิด สำนักพิมพ์ OpenWorlds

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

20150908_Shoelace

เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน รายการทีวีหลายรายการมักจะเอาโฮมวีดีโอมาเปิดให้พวกเราดู

โฮมวีดีโอ คือคลิปที่มักถูกถ่ายจากกล้องวีดีโอประเภท camcorder ที่คนในบ้านถ่ายเอาไว้ดูเอง ถ้าอันไหนฮา ก็อาจจะส่งมาให้รายการทีวีเผยแพร่

มีโฮมวีดีโอตัวนึงน่ารักมาก และผมยังจำได้มาจนถึงวันนี้

เป็นคลิปของเด็กผู้หญิงฝรั่ง อายุไม่เกิน 4 ขวบ สวมชุดกระโปรง สะพายกระเป๋าถือที่มีสายสะพายยาวๆ อารมณ์ประมาณนี้ (ในวีดีโอเด็กอายุน้อยกว่านี้ และสายสะพายกระเป๋าก็ยาวกว่านี้)

เด็กคนนี้ออกวิ่งไปได้นิดเดียวก็ล้มปุ! โชคยังดีที่เป็นสนามหญ้า

สาเหตุที่ล้มก็เพราะว่าสายสะพายกระเป๋ามันยาวมาก ตัวกระเป๋าจึงไปรั้งที่เข่าเธอและทำให้เธอวิ่งแล้วสะดุด

สิ่งที่เด็กคนนี้ทำคืออะไรรู้มั้ยครับ?

เธอก้มลงผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้แน่นขึ้น

แล้วก็ออกวิ่ง เพียงเพื่อที่จะล้มลงอีกครั้ง

แล้วเธอก็พยายามผูกเชือกรองเท้าอีก

ผมจำได้ว่าผมดูวีดีโอนี้แล้วก็ขำในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย

แต่ก็เข้าใจเด็กนะว่า ทำไมเขาถึงคิดว่ารองเท้าเป็นปัญหา ในเมื่อหนูใช้เท้าวิ่ง ถ้าเกิดวิ่งไม่ออก หนูก็ต้องแก้ที่รองเท้าสิ

ต้องล้มถึงสามครั้ง เด็กคนนี้ถึงจะถึงบางอ้อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือก

เธอจึงดึงกระเป๋าให้มันไปห้อยด้านหลังแทน แล้วก็ออกวิ่งโดยไม่ต้องล้มอีก

—–

เมื่อเช้านี้มีเรื่องให้คิดถึงคนๆ หนึ่ง ที่ทำงานเก่ง มีเงินเก็บเยอะ แต่ดูเหมือนชีวิตไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

เราเชื่อกันว่า ถ้าได้งานดีๆ ได้ตำแหน่งสูงๆ ได้มีหน้ามีตา ได้เงินเดือนเยอะๆ ได้ขับรถหรูๆ ได้ซื้อของที่เราอยากได้ ได้มีแฟนสวยๆ ได้ไลค์เยอะๆ เราจะมีความสุข

แต่เราก็เห็นว่า CEO ที่ตำแหน่งสูงส่ง ก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าเรา
หรือคนที่เก็บของมีค่าไว้เยอะๆ ก็ต้องมานั่งกังวลว่าใครจะมาเอาไป
หรือคนที่มีแฟนสวยๆ / หล่อๆ ก็ต้องมาคอยระแวดระวังว่าจะมีใครเข้าหา

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรากำลังไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขนั้น แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นเพียง “เชือกรองเท้า” ก็ได้

ต่อให้ผูกเชือกดีแค่ไหน หรือปรับรองเท้ายังไง ก็ยังหัวคะมำได้อยู่ดี

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

เด็กผู้หญิงไร้เดียงสาคนนั้นใช้เวลาแป๊บเดียวเพื่อเข้าใจประเด็นนี้

แล้วผู้ใหญ่ไร้เดียงสาอย่างเราๆ ล่ะ

ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเข้าใจ?

—–
ขอบคุณภาพจาก Heart & Habit และ Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่