จะเชื่อใครดี?

20160803_believe

“It’s impossible,” said pride.
“It’s risky,” said experience.
“It’s pointless,” said reason.
“Give it a try,” whispered the heart.

ความทะนงตนบอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
ประสบการณ์บอกว่า “มันเสี่ยงนะ”
เหตุผลบอกว่า “มันไร้ประโยชน์”
หัวใจกระซิบว่า “ลองทำดูเถอะ”

– Unknown


บางทีคนเราก็คิดเยอะ

ยิ่งคิดเยอะเท่าไหร่ โอกาสจะลงมือทำยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเราจะมัวแต่ห่วงนั่นห่วงนี่ อยากรอให้มีเวลามากกว่านี้ / พร้อมกว่านี้ / มีเงินมากกว่านี้

สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การลงมือ – take action จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ว่ามันยากอย่างที่เรากลัวรึเปล่า หรือผลลัพธ์มันดีอย่างที่เราหวังไว้รึเปล่า

ถ้าทำแล้วไม่ชอบ ก็จะได้รู้ แล้วไปทำอย่างอื่นต่อ

แต่ถ้าทำแล้วชอบ ก็จะได้ลงแรงให้มากขึ้นอีกหน่อย เพื่อค่อยๆ สร้างความมั่นใจ

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะตัดสินใจ อย่ากลัวว่าเราจะผิด

เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียว

ในชีวิตจริง ไม่มีช้อยส์ไหนที่ถูกหรือผิด

มีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะกับเราเท่านั้นเอง


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

3 ปัจจัยสู่ความเทพ

20160726_lnw

Anders Ericsson เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นเลิศ (world’s leading expert on performance)

อีริคสันเคยทำการศึกษานักเรียนไวโอลิน 30 คนจากโรงเรียน Academy of West Berlin ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนดนตรีที่ดีที่สุดในโลก

อีริคสันเฝ้าสังเกตพฤติกรรมนักไวโอลินเหล่านี้ว่าซ้อมกันอย่างไร และได้ผลลัพธ์แบบไหน

เขาสรุปว่า นักเรียนไวโอลิน 30 คนนี้ จัดกลุ่มได้เป็น 3 ระดับ

ระดับที่ 1 เก่งปานกลาง ใช้เวลากับการฝึกวันละ 90 นาที

ระดับที่ 2 (เก่งมาก) กับระดับที่ 3 (ขั้นเทพ) ใช้เวลาซ้อมวันละประมาณ 4 ชั่วโมง ครั้งละไม่เกิน 90 นาที และเริ่มซ้อมเซสชั่นแรกตั้งแต่เช้าตรู่

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างระดับที่ 2 กับระดับที่ 3 ก็คือ นักไวโอลินระดับ 3 หรือนักไวโอลินขั้นเทพนั้น เริ่มเรียนไวโอลินตั้งแต่เด็ก ทำให้มี “ชั่วโมงบิน” สูงกว่านักไวโอลินระดับ 2

จากการศึกษาครั้งนี้ อีริคสันได้ ข้อสรุป 3 ปัจจัยสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่

1. มีแบบแผน (Ritual)
2. ซ้อมให้หนักในกรอบเวลาที่ชัดเจน (Practice in time-limited sprints)
3. มีเวลาพักให้ชาร์จแบต (Restoration)

มาดูกันทีละข้อนะครับ

1. มีแบบแผน

แบบแผนหรือ Ritual คือพฤติกรรมที่คุณทำซ้ำๆ ทุกวันจนมันกลายมาเป็นสิ่งที่คุณทำโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดหรือใช้แรงอะไรมากมาย พูดง่ายๆ ก็คืออุปนิสัยในการฝึกซ้อมของคุณนั่นเอง

ในกรณีของนักไวโอลินระดับ 2 & 3 พวกเขาจะมี Ritual ที่ชัดเจน คือเริ่มฝึกซ้อมตั้งแต่เช้าทุกๆ วัน

ข้อดีของการมี Ritual ก็คือ เมื่อการกระทำเป็นไปโดยอัตโนมัติ นักไวโอลินจึงไม่จำเป็นต้องใช้ willpower หรือความมุ่งมั่นมากนัก

เพราะความมุ่งมั่นนั้นมีขีดจำกัด เปรียบเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งใช้ยิ่งล้า จึงควรเก็บเอาไว้ทำเรื่องอื่นๆ มากกว่าจะมานั่งตัดสินใจว่า วันนี้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมดี ถ้าซ้อมจะซ้อมกี่โมงดี ฯลฯ

2. ซ้อมให้หนักในกรอบเวลาที่ชัดเจน

การมีกรอบเวลาที่ชัดเจนทำให้การโฟกัสแค่เรื่องซ้อมดนตรีอย่างเดียวโดยไม่ปล่อยให้สิ่งใดๆ มารบกวนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ถ้าเราซ้อมไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดเวลา ก็มีความเสี่ยงที่เราจะหยุดเช็คเฟซบุ๊คหรือหาเรื่องอู้ตลอดทั้งวัน

3. มีเวลาพักให้ชาร์จแบต

นักไวโอลินกลุ่มที่เก่งที่สุดสองกลุ่มนั้นจะหยุดพักอย่างน้อยทุกๆ 90 นาที ก่อนจะกลับมาซ้อมหนักในคาบต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นักไวโอลินระดับ 2 และ 3 นั้นจะนอนเฉลี่ยคืนละ 8.5 ชั่วโมง (นักไวโอลินระดับ 1 นอนคืนละ 7.8 ชั่วโมง) โดยอีริคสันเชื่อว่า การนอนพักผ่อนให้เพียงพอนั้นช่วยให้สมองได้มีเวลาจัดระเบียบสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะเทพเรื่องใด จงแบ่งเวลาให้กับมันทุกวัน (ยิ่งเป็นเวลาเดิมทุกวันยิ่งดี) เวลาฝึกซ้อมก็อย่าว่อกแว่ก เอาความสนใจและความใส่ใจทั้งหมดมอบให้กับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า และต้องไม่ตะบี้ตะบันซ้อมจนลืมหยุดพักเพื่อชาร์จแบต

สำหรับคนทำงานบริษัท อาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกันเวลาวันละหลายชั่วโมงเหมือนนักเรียนไวโอลิน แต่เราก็สามารถนำหลักการบางอย่างไปปรับใช้ได้ เช่นอาจจะตื่นให้เช้าหน่อย และซ้อม 25 นาที พัก 5 นาทีตามเทคนิค Pomodoro ครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Maximize Your Potential: Grow Your Expertise, Take Bold Risks & Build an Incredible Career (The 99U Book Series) ตอน Developing Mastery Through Deliberate Practice by Tony Schwartz 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โลกนี้เต็มไปด้วยคนล้มเหลว

20160725_failures

Elon Musk เคยสมัครงานที่ Netscape แล้วไม่ผ่าน ก่อนจะมาร่วมก่อตั้ง Paypal ต่อด้วยบริษัทสร้างรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทสำรวจอวกาศ SpaceX

Jack Ma เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเงินเดือน $12  เคยสมัครงานแล้วไม่ผ่านถึง 30 ครั้ง (หนึ่งในนั้นคืองานที่ KFC) ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของ Alibaba และผู้ชายที่รวยที่สุดในเมืองจีน

Larry Page เคยเสนอขาย Google ให้เว็บ Excite ในราคา 1 ล้านดอลล่าร์แต่ Excite ไม่สน พอไปเสนอขายให้ Yahoo ในราคาเดียวกันเขาก็ไม่สนอีก

Paul Pogba เคยเป็นนักเตะเยาวชนของแมนยู แต่ไม่สามารถเบียดเป็นตัวจริงได้จนโดนปล่อยตัวไปให้ยูเวนตุสฟรีๆ เมื่อสี่ปีที่แล้ว มาวันนี้มีข่าวลือว่าแมนยูจะทำลายสถิติโลกด้วยการขอซื้อ Paul Pogba ในราคา 100 ล้านปอนด์

Brian Acton เรียนหนังสือไม่จบ เคยสมัครงานที่ Facebook แล้วเฟซบุ๊คไม่รับ สมัครงานที่ Twitter ก็ไม่ผ่าน ต่อมาเขาร่วมก่อตั้ง WhatsApp ที่ภายหลังโดนเฟซบุ๊คซื้อไปในราคา 19,000 ล้านดอลล่าร์

ผมคงไม่ขอให้เราเอาตัวเองไปเทียบกับคนระดับอีลอนมัสก์หรือแจ๊คหม่านะครับ

เพียงแต่อยากมาเล่าให้ใจชื้นว่า ขนาดคนที่เก่งมากๆ ยังเคยผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลย

เหตุผลเดียวที่เขาล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะว่าเขาพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และนั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้พวกเขามีวันนี้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Craig Sunter: Learning to Cook Level 1: FAILED

ฟังเพลงที่เราไม่ชอบ

20160724_songs

 

สุดสัปดาห์นี้ผมมาเที่ยวที่หัวหินครับ

ระหว่างทางก็เปิดซีดีออริจินัลซาวด์แทรคจากหนังเรื่อง Begin Again ที่มีเพลง Lost Stars ชูโรง

อัลบั้มนี้มีเพลงเพราะๆ เยอะมาก แต่ก็จะมีอยู่สองสามเพลงที่ผมไม่ชอบเพราะทำนองมันไม่มีความไพเราะเอาเสียเลย แถมการประสานเสียงยังแปลกๆ อีกด้วย

แต่ขับมาหัวหินคราวนี้ ผมได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คือฟังเพลงทุกเพลงโดยไม่กด skip ข้ามเพลงไหนเลย

เหตุผลก็คือ ผมคิดได้ว่า สมัยที่เราฟังเทป เราก็ทนฟังเพลงที่ไม่ชอบได้นี่หน่า เพราะการกรอเทปให้จบเพลงพอดีเป็นอะไรที่ยุ่งยากเกินไป

พอมายุคซีดี การข้ามเพลงนั้นทำง่ายมาก

แล้วพอเข้ายุค MP3 เราก็จะเลือกแต่เพลงที่เราชอบๆ มาฟัง เพลงไหนไม่ชอบเราก็ตัดทิ้งหมด

เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถคัดสรรแต่สิ่งที่เราชอบได้

แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจทำให้ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่เราไม่ชอบลดลงรึเปล่า?

เจออะไรไม่ถูกใจนิดหน่อยก็กด skip

เจองานที่เราไม่ชอบ ก็เกี่ยงงาน โยนงาน หรือดองงาน

แต่ไม่ว่าชีวิตของเราจะเพอร์เฟ็คขนาดไหน เราก็ต้องเจอสิ่งที่เราไม่ชอบเข้าจนได้

ต่อให้ได้ทำอาชีพในฝัน ได้เขียนหนังสือของตัวเอง ได้ทำธุรกิจส่วนตัว มันก็จะต้องเจออุปสรรค และเจอสิ่งที่เราไม่อยากทำมันเสียเลย

ซึ่งถ้าภูมิคุ้มกันของเราต่ำ เราอาจจะเสียเวลาไปกับการอิดออดหรือหลีกเลี่ยงเรื่องที่เราไม่ชอบนานเกินไป ทั้งๆ ที่ถ้ากัดฟันทำมันซะก็เสร็จไปนานแล้ว

และอาจจะได้พบว่ามันก็ไม่แย่อย่างที่คิดอีกด้วย

กลับมาที่ซีดีเพลงที่ผมตั้งใจฟังในรถ

เพลงที่ผมไม่ชอบ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพราะอยู่ดี แต่ก็ไม่กับขนาดจะรับไม่ได้

ยิ่งถ้าคิดด้วยว่าศิลปินที่ทำเพลงนี้ออกมา เขาก็ต้องมั่นใจแล้วว่าเพลงของเขามีความงาม ความไพเราะอยู่

ดังนั้น ที่ผมไม่ชอบเพลงของเขา อาจจะไม่ใช่เพราะว่าเพลงมันไม่ดี แต่เป็นเพราะผมยังไม่ตั้งใจฟังเพลงของเขาให้ดีต่างหาก

พอลองตั้งใจฟังเพลงที่เคยกด skip เนื้อร้องที่เคยฟังไม่รู้เรื่องก็พอฟังออกและทำให้เข้าใจว่าทำไมทำนองต้องออกมาหดหู่ขนาดนี้ และไลน์ประสานเสียงแปลกๆ มันก็ช่วยขับอารมณ์ความสิ้นหวังของนักร้องในเพลงนี้ได้ดี

ใช่ครับ ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในเพลงหรือในชีวิตนั้นก็มีเหตุผลของมัน อยู่ที่เราตั้งใจฟังหรือสบตากับมันแค่ไหน

ถ้าเราเอาแต่ skip ประสบการณ์ที่เราไม่ชอบไป เราอาจจะมีความสุขมากขึ้นในตอนนี้ก็จริง

แต่เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ และพลาดโอกาสที่จะการสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือสิ่งที่เราไม่ชอบยิ่งกว่านี้ในอนาคตครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเพราะโชคช่วย

20160704_lifechange

Your life does not get better by chance.

It gets better by change.

-Anonymous

ใครที่เคยเรียนฟิสิกส์อาจจำกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตันได้:

วัตถุที่อยู่นิ่งจะอยู่นิ่งๆ และวัตถุที่เคลื่อนที่ก็จะเคลื่อนที่ไปในความเร็วเดิมและทิศทางเดิม เว้นเสียแต่ว่าจะมีแรงมากระทำ (An object at rest stays at rest and an object in motion stays in motion with the same speed and in the same direction unless acted upon by an unbalanced force)

ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าเรายังทำอะไรทุกอย่างแบบเดิมๆ ชีวิตย่อมย่ำอยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ไปแบบเอื่อยๆ

หรือถ้าชีวิตกำลังวิ่งไปในทิศทางที่ดิ่งลงเหว ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ หรือเอาแต่สวดมนต์ภาวนา ทิศทางก็คงไม่เปลี่ยน

หากอยากให้ชีวิตก้าวหน้าหรือวิ่งไปในทิศที่ควรจะเป็น ก็ต้อง “มีแรงกระทำ” กันหน่อย

เมื่อไหร่ที่ชีวิตมีแรงกระทำ ย่อมหมายถึงความไม่สบายตัวหรือไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นมือถือให้น้อยลง ตื่นนอนเช้าขึ้น ออกกำลังกายมากกว่าเดิม งดอาหารไม่มีประโยชน์ กล้าพูดกล้าถาม

สิ่งเหล่านี้ล้วนมี “แรงกระทำ” ให้เราออกจากขอบเขตแห่งความสบายใจหรือ comfort zone อยู่แล้ว

ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องออกแรงกระทำไปตลอด

เพราะเพียงลงแรงแค่ระยะหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้ชีวิตไปในทิศทางที่เราอยากให้เป็นแล้ว

Your life does not get better by chance.
It gets better by change.

ถ้าอยากให้ชีวิตมันขึ้นก็อย่ามัวรอให้ตัวเองโชคดีอยู่เลย

หันมาสร้างโชคด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่า


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com