เราจะไม่แก่

20171114_notold

ตราบใดที่ความฝันยังไม่ถูกแทนที่ด้วยความเสียดาย

“A man is not old until regrets take the place of dreams.”
-John Barrymore

อะไรที่ทำให้คนอายุ 60 บางคนยังดูหนุ่มแน่น ขณะที่บางคนอายุ 40 กว่าๆ ก็ดูแก่มากแล้ว

หนึ่งอาจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง กินดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เขาก็จะมีร่างกายที่สมบูรณ์

สองคงเป็นเรื่องการดูแลจิตใจ ซึ่งทำได้สองวิธี ถ้าทำได้ทั้งคู่ก็น่าจะยิ่งดี คือการมีความฝันกับมีธรรมะในจิตใจ

ความฝันอาจจะไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร ขอแค่เพียงมันช่วยให้เรามุ่งหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีกว่า ก็เพียงพอที่จะเป็นแรงขับให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงทุกเช้า เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร

และถ้าความฝันทำให้เราลงมือทำ ธรรมะจะเป็นตัวบอกว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด และเมื่อไหร่ควรจะพอครับ

ไม่มีความจำเป็นอันใด

20171017_benotyourself

ที่จะต้องเป็น “เราคนเดิม” กับเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว

“You’re under no obligation to be the same person you were 5 minutes ago”
– Alan Watts

เราถูกสั่งสอนมานานว่า “จงเป็นตัวของตัวเอง”

แต่บางครั้ง ถ้าเราอยากจะเติบโต เราก็ต้องยอมที่จะ “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” เสียบ้าง

ถ้าอยากรู้จักน้องคนนั้น ก็ต้องยอมละทิ้งความเป็นคนขี้อายแล้วเดินเข้าไปหา

ถ้าอยากจะหุ่นดีกว่านี้ ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนที่เอาแต่นอนดูทีวี-กินอาหารขยะ

ถ้าอยากจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนติดเฟซบุ๊คและทำงานแบบคนสมาธิสั้น

ในทางพุทธศาสนา ตัวตนที่แท้นั้นไม่มี

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราใช้ความเชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถ “เปลี่ยนตัวเอง” ได้ในเสี้ยววินาที

แค่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนอย่างเด็ดเดี่ยว ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน การกระทำก็เปลี่ยน

และเมื่อเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ชีวิตของเราก็ย่อมเปลี่ยนตาม

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เมื่อวานฉันฉลาด ฉันเลยอยากเปลี่ยนโลก

20170704_changetheworld

วันนี้ฉันเป็นปราชญ์ ฉันเลยอยากเปลี่ยนตัวเอง

“Yesterday I was clever, so I wanted to change the world. Today I am wise, so I am changing myself.”
― Jalaluddin Rumi

วัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยที่เราคิดว่าเรารู้ เราเข้าใจไปเสียทุกอย่าง

อาจเป็นเพราะเราอ่านมาเยอะ คิดมาเยอะ ข้อมูลจึงลอยฟ่องเต็มสมองไปหมด

เมื่อคิดว่าตัวเองรู้ และพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดแบบเดียวกับตัวเอง ก็เลยนึกว่าพวกเขารู้ไม่เท่าเรา

การเปิดศึกจึงเริ่มขึ้น ด้วยการพยายามเปลี่ยนความคิดคนอื่นผ่านการโต้แย้งถกเถียง สาดข้อมูลและตรรกะใส่กัน

เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อโต้แย้งจบแล้ว ต่างฝ่ายต่างกลับยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

การโต้แย้งของหนุ่มสาว จึงไม่ใช่กระบวนการค้นหาความจริง แต่กลับเป็นเพียงการเล่นเกมป้องอัตตา

พอเราโตมาระดับหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันถูกแน่ๆ นั้นมีโอกาสพลิกโผได้เสมอ

พอเห็นการพลิกโผบ่อยๆ เข้า ใจเราก็จะยอมรับได้เองว่า บางทีเราก็ถูก บางทีเราก็ผิด

แล้วเราก็อาจจะเริ่มเห็นด้วยว่า การพยายามเอาความคิดของเราไปยัดใส่หัวคนอื่นนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาชะมัด

เมื่อเราหยุดตัดสินและเลิกพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เราก็จะมีเวลากลับมาสำรวจตัวเองมากขึ้น จนพบว่าเราเองก็ยังมีจุดบกพร่องอีกมากมาย

เมื่อเรากลับมาใส่ใจปรับปรุงตัวเอง ชีวิตก็จะเรียบง่าย และความสุขจะเกิดได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โลกมาหมุนรอบตัวเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives