คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรายอมทน

ถ้าเราไม่ยอมทนกับห้องรกๆ เราจะลุกขึ้นมาจัดห้อง

ถ้าเราไม่ยอมทนกับการมีเงินไม่ค่อยพอใช้ เราจะเลิกซื้อของไร้สาระ

ถ้าเราไม่ยอมทนกับคนปลิ้นปล้อน เราจะเลิกคบกับคนคนนั้น

ถ้าเราไม่ยอมทนกับร่างกายแบบนี้ เราจะหักห้ามใจแม้เห็นของน่ากิน

หากมีแง่มุมใดในชีวิตที่เราไม่พอใจแต่มันก็ไม่เคยดีขึ้นซักที นั่นแสดงว่าเรายังทนมันได้อยู่

อาจจะเพราะว่าเราเหลือไม่มีแรงพอที่ลุกขึ้นมาทำอะไร หรือไม่เราก็คุ้นชินกับความทุกข์แบบนี้เสียแล้ว

“You get in life what you tolerate.”
-Darren Hardy

ก็คงต้องรอให้ความทุกข์นี้มันมากเกินเราจะรับไหว

หรือไม่อย่างนั้นก็จนกว่าเราจะตัดสินใจได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับและอดทนอีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy

เรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริง

ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมได้เรียนรู้ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน มันคือการอย่ามั่นใจในความจริงของเราจนเกินไป

“ความจริง” นี้มาจากไหน?

มันน่าจะมาจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เราอ่านหรือได้ยินซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าโลกมันทำงานอย่างนี้ พอนานๆ เข้าข้อเท็จจริงมันก็เลยกลายเป็น “ความจริงของเรา” และหนักเข้าก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้

แต่ประสบการณ์ก็สอนให้รู้ว่า ต่อให้เป็นสิ่งที่เรามั่นใจเหลือเกิน เราก็ยังคิดผิดได้อยู่ดี

เคยคิดว่าธุรกิจนี้ทำแล้วรุ่งแน่ๆ ตอนนี้ล้มเลิกไปแล้ว

เคยคิดจะถือหุ้นตัวนี้ไปยาวๆ ตอนนี้ขายทิ้งไปแล้ว

เคยชื่นชมนักเคลื่อนไหวคนนี้ ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว

แล้วไอ้ความมั่นใจเหลือเกินนี้มันมาจากไหน?

Confirmation Bias – มันคือการที่เรามองหาหลักฐานและข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว เช่นถ้าเราชอบคนคนนี้ เราก็จะหาหลักฐานที่ยืนยันว่าคนคนนี้เป็นคนดี คนเก่งและเสียสละ ส่วนหลักฐานอื่นที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรา เราก็จะปัดมันตกทิ้งหรือมองเป็นเพียงเรื่องเล็ก

Filter bubble – สิ่งที่เรากูเกิ้ลกับสิ่งที่เพื่อนกูเกิ้ลนั้นจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน กูเกิ้ลทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วย personalize search ให้เรา มันจะเลือกผลลัพธ์ที่คิดว่าตอบโจทย์เรามากที่สุดโดยดูจากโลเกชั่น อายุ เพศ รวมถึงสิ่งที่เราเคยค้นหาและเคยคลิ้กดู

Social media bubble – เคยมั้ยที่ไปเจอเพจที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่มีคนติดตามหลายแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน จนอดถามตัวเองไม่ได้ว่าถ้าเพจมันดังขนาดนี้ทำไมเราถึงไม่รู้จัก

คำตอบก็คือ social media bubble อันเกิดจาก algorithm ที่เลือกโชว์แต่สิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราคุ้นเคย และความเห็นของคนที่เราเห็นด้วย (และพอเราเจอคนที่เราไม่เห็นด้วยเราก็ไปบล็อคเขาอีก!) เราก็เลยตกอยู่ในโลกที่มีแต่คนเห็นด้วยกับเรา และเราก็(เผลอ)คิดว่าคนจำนวนมากเห็นด้วยกับเรา ความคิดของเราจึงถูกต้องแน่ๆ

ทั้ง filter bubble และ social media bubble จึงเป็นแรงหนุนให้เกิด confirmation bias อย่างง่ายดาย และส่งผลให้เรายึดมั่นในข้อเท็จจริงที่เรามีอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งอ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ ก็ยิ่งมั่นใจว่าเราถูก

คำถามสำคัญ – โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในวัย 40 หรือมากกว่านั้นก็คือ – เมื่อเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราสนใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่เราคิดมันถูกต้อง แล้วเราได้เดินทางมาถึงจุดที่พอใจกับชีวิตแล้วหรือยัง?

ถ้าเราซื่อตรงกับตัวเอง และได้คำตอบว่ามันยังมีบางแง่มุมของชีวิตที่เรายังไม่พอใจ นั่นก็เป็นสัญญาณว่า “แผนที่” ของเราอาจจะยังคลาดเคลื่อน

เพราะถ้าที่ผ่านมาเราคิดถูก-ทำถูกมาตลอด ชีวิตเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ?

อย่ามั่นใจกับสิ่งที่เรารู้มากเกินไป ลองพูดคุยกับคนฉลาดๆ ที่มีความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับเรา และเมื่อได้คุยกันมากพอเราอาจจะเลิกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

เพราะเรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริงครับ

ลองผิดให้เยอะๆ แล้วมันจะถูกเอง

“Once you’ve made all the mistakes in the field, you’re considered an expert.”
-Derek Sivers

คนเก่งจึงไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น แต่คือคนที่ผ่านการทำผิดพลาดมามากกว่าคนอื่น

เหมือนเอดิสันที่ค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

ครั้งหนึ่งเคยมีคนมาปรึกษาบล็อกเกอร์ชื่อดังอย่าง Seth Godin ว่าทำยังไงถึงจะมีงานเขียนดีๆ

เซธจึงตอบกลับไปว่า “Show me your bad writing” – ไหนลองเอางานเขียนแย่ๆ ของคุณมาให้ผมดูหน่อย ปรากฎว่าคนที่ถามก็อึ้งเพราะตัวเองแทบไม่ได้เขียนอะไรออกมา

เราวาดหวังว่าจะเก่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอได้ลงมือทำแล้วรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีเราก็เลยล้มเลิกเสียกลางกัน

คนที่เป็นมืออาชีพ เริ่มต้นเขาก็คงทำได้ไม่ดีเหมือนกัน ต่างกันแค่ว่าเขาไม่ล้มเลิกเท่านั้นเอง

ถ้าอยากจะเป็นตัวเทพ จึงต้องห้ามกลัวที่จะผิด

จริงๆ แล้วการทำผิดนั่นแหละคือสัญญาณที่ดี เพราะมันหมายความว่าเราได้เรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยรู้หรือเคยเข้าใจผิด และมันหมายความว่าวันพรุ่งนี้เราจะฉลาดและรอบคอบกว่าวันนี้

ลองผิดให้เยอะๆ แล้วมันจะถูกเองครับ

ตัวจริงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ

อับราฮัม ลินคอล์น เขียนสุนทรพจน์ด้วยเครื่องเขียนที่ยืมมาจากเพื่อน

เฮมมิ่งเวย์ เขียนนิยายรางวัลโนเบลด้วยปากกาหมึกซึมธรรมดา

แวนโก๊ะวาดรูปโดยใช้สีไม่เกิน 6 สี

ในวันที่แอปและ gadget มีมากมายในตลาด เราแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีบางอย่างที่มา “เปลี่ยนเกม” เราได้

แต่จริงๆ แล้วเกมไม่ได้เปลี่ยนเพราะอุปกรณ์ที่เราซื้อ แต่เปลี่ยนเพราะทักษะและทัศนคติซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เวลา

จริงๆ แล้วถ้าเห็นใครใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่เป็นประจำนั้น ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าเก่งจริงรึเปล่า

ถ้าเราเอาแต่ซื้อๆๆ และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เราก็จะเป็นได้แค่เพียงลูกค้าคนหนึ่งในระบอบทุนนิยม

ให้เวลากับการหาอุปกรณ์ให้น้อย ให้เวลากับการลงมือให้มาก

เพราะตัวจริงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ช่างหัวคุณสิครับ | Ignore Everybody by Hugh MacLeod

อย่าหวังว่าเราจะโชคดี

เพราะความโชคดีนั้นเราควบคุมไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ คือการฝึกตนเองให้พร้อมสู้ต่อแม้ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

โชคดีจะทำให้เราเหยาะแหยะและประมาท โชคร้ายจะทำให้เราเข้มแข็งและรอบคอบ ซึ่งคุณลักษณะนี้จะอยู่กับเราไปอย่างยาวนานและไม่มีใครเอามันไปจากเราได้

วันไหนที่ไร้โชค ให้กล่าวขอบคุณโชคชะตาที่เรากำลังจะเก่งกว่าเดิม หรือถ้าฮึกเหิมหน่อยก็อาจกระซิบประโยคนี้เบาๆ – “พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ย

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่พอ จะโชคดีจะโชคร้ายเราก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ทั้งนั้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Derek Sivers