อุปสรรคหรือข้ออ้าง

“If a reason doesn’t stop everyone, it’s an excuse, not an actual roadblock.”
-Seth Godin

คนบางคนเห็นทางตันในทุกทางออก

ส่วนคนบางคนก็เห็นทางออกในทุกทางตัน

แน่นอนว่าบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อุปสรรคของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่อุปสรรคของคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

แต่อย่าดูแคลนความเป็นนักแก้ปัญหาที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

อุปสรรคที่เราพบเจอ คนอื่นก็เคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่เขาอาจไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าเขาผ่านมันมาได้ แสดงว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านไปได้เช่นกัน

อุปสรรคจะเป็นจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคเท่านั้น

เปลี่ยนเสียงที่พร่ำบอกกับตัวเองเสียใหม่ แล้วใช้อุปสรรคเป็นทางผ่านของเราซะเลยครับ

เมื่อไหร่เราจะเลิกหลอกตัวเอง

ช่วงนี้คนอยู่บ้านกันเยอะ ออกไปไหนก็ไม่ได้ หนึ่งในงานอดิเรกของคนรายล้อมคือการ f ของในช้อปปี้หรือลาซาด้า (คำว่า f ในที่นี้มาจากคำว่า cf หรือ confirm การซื้อของนั่นเอง)

ตอนที่เรากดซื้อของนั้น เราจะมีจินตนาการว่ามันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างไรบ้าง

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซื้อของ 10 ชิ้น มันจะได้ใช้งานในอย่างที่เราคิดไว้แค่ 2-3 ชิ้นเท่านั้น

เหมือนเราซื้อของเล่นมาให้ลูก แล้วเราก็วาดภาพว่ามันจะช่วยให้เรามีเวลาคุณภาพกับลูก แต่พอได้ของมา ลูกเล่นได้สองวันก็พัง หรือไม่เราก็ปล่อยให้ลูกเล่นเองคนเดียว ส่วนเราไม่ว่างเพราะต้องมานั่งเขียนบล็อกหรือกำลังเลือกซื้อของเล่นชิ้นถัดไปอยู่!

แต่เราก็ไม่หยุดที่จะซื้อของอยู่ดี จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

เราชอบบอก(หลอก)ตัวเองว่าถ้า x เกิด เราจะมีความสุข

ถ้าซื้อของชิ้นนี้ เราจะมีความสุข

ถ้ามีคนกดไลค์เท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้เงินเดือนเท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้ขับรถคันนี้ เราจะมีความสุข

ถ้าแฟนปรับปรุงตัวเอง เราจะมีความสุข

ถ้าได้แฟนใหม่ เราจะมีความสุข

และแล้วเราก็พบว่า บางอย่างมันทำให้เราสุขขึ้นก็จริง แต่มันกินเวลาสั้นมาก สั้นเสียจนไม่แน่ใจว่ามันคุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไปรึเปล่า

และอีกหลายอย่างที่เราเคยคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข พอได้ขึ้นมาจริงก็กลับงั้นๆ แล้วเราก็เริ่มออกตามหาสิ่งอื่นที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นต่อไป

ผมไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าคนเราไม่ควรมีความหวังหรือความคาดหวัง เพราะจริงๆ แล้วกระบวนทัศน์แบบนี้อาจไม่ใช่ bug แต่เป็น feature ที่ทำให้มนุษชาติมาถึงจุดนี้ได้

เพราะการให้กำลังใจตัวเองทำให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง แม้จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเราก็ยังไม่ยอมหยุดหวัง มันจึงเกิดการค้นพบ มันจึงเกิดการพัฒนา มันจึงเกิดความก้าวหน้าที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนรุ่นเราดีกว่าบรรพบุรุษไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

เมื่อตระหนักถึงธรรมชาติของการหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องหัดใช้มันให้ถูกบริบท

หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อกรุยทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็จงบอกตัวเองว่าทำไปเถอะ อย่ายอมแพ้ สิ่งดีๆ กำลังรอเราอยู่

แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่เบื่อๆ อยากๆ ไม่รู้จะทำอะไร ไถฟีดไปแล้วเจอโฆษณาให้ “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

ก็ขอให้ระลึกได้ว่า เราทำแบบนี้มากี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว และผลลัพธ์มันเคยเป็นอย่างที่เราวาดภาพไว้แค่ไหน

เราก็อาจจะมีความยับยั้งชั่งใจ และไม่ซื้ออะไรแบบขาดสติเหมือนอย่างเคยครับ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดู

“Reading is faster than listening. Doing is faster than watching.”
-Naval Ravikant

อ่านเร็วกว่าฟัง:-

ความผิดพลาดของคนทำสไลด์มือใหม่ คือใส่คำที่ตัวเองจะพูดลงไปในสไลด์ด้วย

เมื่อคนฟังเห็นแล้วว่าคนพรีเซนต์พูดตามเนื้อหาในสไลด์ เขาก็จะหยุดฟัง และอ่านสไลด์เอง เพราะเร็วกว่าฟังเยอะ

ทำเร็วกว่าดู:-

การสอนอะไรก็ตามแต่ ต่อให้คนสอนจะอธิบายได้ละเอียดลออแค่ไหน ต่อให้คนฟังคิดว่าตัวเองเข้าใจดีอย่างไร ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้ลองทำแบบฝึกหัด เพราะนั่นถึงจะเป็นตัววัดว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า

คนที่อยากจะทำธุรกิจ อยากจะเขียนบล็อก อยากลงทุน มักจะเริ่มต้นด้วยการหาความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังที่จะไม่ใช้เวลาหาความรู้มากเกินไป เพราะความรู้เป็นอนันต์ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่หมด

อย่าเอาแต่ดูอย่างเดียว เพราะมันจะเนิ่นช้า สู้ดูให้พอเข้าใจแล้วลงมือทำไปเลยดีกว่า และความรู้ความเข้าใจของเราจะเข้มข้นขึ้นเยอะ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดูครับ

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่า

“ทุกสิ่งที่งามนั้นงามโดยตัวมันเอง

คำชื่นชมหาได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

ดังนี้ จึงไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชม

ข้าว่านี่ยังจริงแท้ต่อสิ่งที่เรานิยามว่างาม อาทิ วัตถุหรือชิ้นงานศิลปะ สิ่งเหล่านี้ยังต้องการอะไรอีกเล่า

ครรลอง สัจธรรม ความอาทร ความอ่อนน้อม แล้วสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเพราะคำชมหรือไม่ หรือเสื่อมลงเพราะคำติหรือไม่

ดูเอาเถิด มรกตด้อยค่าหากไร้คำชมด้วยหรือ แล้วทอง งาช้าง แพรพรรณ ดาบงาม ดอกไม้บาน และบรรดาพืชพันธุ์อีกเล่า”

-Marcus Aurelius
หนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต*

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงอดหวั่นไหวไม่ได้ไปกับคำพูดของคนอื่น

อะไรที่เราเฉยๆ แต่คนบอกว่าดี เราก็มักจะเออออไปด้วย

อะไรที่เราเฉยๆ แต่กำลังโดนคนอื่นถล่ม บางทีเราก็ผสมโรง

แม้กระทั่งเรื่องตัวเอง เรายังเผลอให้น้ำหนักกับคำพูดของคนแปลกหน้า

ถ้าเราโดนใครตำหนิ เราก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือไม่ก็เสียเซลฟ์และและหมดไฟไปเลยก็มี

แต่โตมาขนาดนี้แล้ว เราควรจะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกแยะได้หรือเปล่าว่าคำไหนควรฟัง และคำไหนควรวางไว้ตรงนั้น

สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นมันไม่ได้ด้อยลงหรือดีงามขึ้นเพราะคำคน

โอเคแหละ มันอาจจะเป็น indicator บางอย่างเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางได้

แต่อย่าให้คำพูดเหล่านั้นมาเป็นสรณะหรือสิ่งยึดเหนี่ยว

เพราะเมื่อเอาแต่เงี่ยหูฟังเสียงของคนอื่น เสียงเล็กๆ ในใจเราก็จะถูกกลบไปจนสิ้น

ถ้าเราทำสิ่งที่แย่ ต่อให้มีคนชื่นชม เราก็รู้อยู่แก่ใจ

ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ต่อให้มีใครไม่เห็นด้วย เราก็รู้อยู่แก่ใจเช่นกัน

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่าครับ


* สำนักพิมพ์ OMG Books สำนวนแปลไทยโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ผมมีปรับเล็กน้อยหลังจากได้เทียบกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ (ซึ่งอาจมีหลายเวอร์ชั่น)

สมบัติอันล้ำค่าที่สุดคือความเก๋า

เมื่อวานนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนคงมีความสุขเพราะน้องเทนนิส “พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” ที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์กีฬาเทควันโด โดยเอาชนะเอเดรียน่า สาวน้อยวัย 17 ปีจากสเปนไปได้อย่างฉิวเฉียด

ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 9 วินาทีนั้น น้องเทนนิสยังตามอยู่ 9 ต่อ 10 คะแนน

เราเป็นแค่คนเชียร์ยังรู้สึกถูกบีบหัวใจจนแทบจะทนดูไม่ได้ แล้วน้องเทนนิสที่เป็นมือหนึ่งของโลกและแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้จะรู้สึกกดดันขนาดไหน

แต่ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 7 วินาที น้องเทนนิสก็หลอกต่อย ก่อนจะเตะเข้าหน้าอกของเอเดรียน่า พลิกขึ้นมานำเป็น 11 ต่อ 10 คะแนน และรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนหมดเวลาการแข่งขัน

ถ้าไม่เรียกว่า “โคตรเก๋า” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ความเก๋านี้ไม่ได้มาฟรีๆ มันคือผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและยาวนานระดับ 10,000-Hour Rule และเกิดจากการพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในโอลิมปิกรอบที่แล้วที่น้องเทนนิสพลาดท่าเสียทีในช่วง 5 วินาทีสุดท้าย

ทำให้ผมนึกถึงถ้อยความหนึ่งในหนังสือ How to Live ของ Derek Sivers ที่กล่าวไว้ว่า

Mastery is the best goal because the rich can’t buy it, the impatient can’t rush it, the privileged can’t inherit it, and nobody can steal it.

You can only earn it through hard work.

Mastery is the ultimate status.

ความเชี่ยวชาญคือเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะคนรวยหาซื้อไม่ได้ คนใจร้อนเร่งให้เกิดไม่ได้ อภิสิทธิ์ชนรับเป็นมรดกไม่ได้ และไม่มีใครขโมยมันได้

ทางเดียวที่จะได้มันมาคือการฝึกฝนอย่างหนัก

ความเชี่ยวชาญ (หรือความเก๋า) จึงเป็นฐานันดรขั้นสูงสุด

กลับมาถามตัวเองว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราทำได้ดี อะไรที่คือสิ่งที่เราจะมี mastery กับมันได้

นี่คือสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรงและอดทนรอคอย

แต่ในวันที่ได้มา มันจะติดตัวและตอบแทนเราไปทั้งชีวิตครับ