เป็นกลางกับความทุกข์

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์

แต่ปฏิกิริยาที่เรามีต่อความทุกข์นั้นเข้มข้นและรุนแรงกว่าปฏิกิริยาที่เรามีต่อความสุข

ได้เงินเพิ่ม 10,000 บาท ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจมากเท่าทำเงินหาย 10,000 บาท

หากรู้ตัวว่าภูมิต้านทานความทุกข์ของเราไม่สูงเท่าไหร่ การเพิ่มภูมิต้านทานย่อมเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์

ความทุกข์แปลว่าสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก

เมื่อทนได้ยาก เราก็เลยหลีกหนี และหากหนีไม่พ้น โดนความทุกข์วิ่งชนเข้าอย่างจัง เราก็จะตื่นตระหนกและเผลอขยายความทุกข์ให้ตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงด้วยจินตนาการของตัวเอง

หากใครเคยฝึกวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอนก้า จะพบว่าหนึ่งในคอนเส็ปต์ที่สำคัญที่สุดคือ “อุเบกขา” ที่แปลว่าการวางเฉย แต่ไม่ใช่การเมินเฉย

เวลานั่งนิ่งๆ นานๆ เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดแจ้ง และเราก็จะมีปฏิกิริยาเดิมๆ ที่เราใช้มาทั้งชีวิตคือเราไม่ชอบมัน เรารังเกียจมัน อยากจะขยับขาขยับตัวเพื่อลดทุกข์ตรงนี้

แต่ถ้าเรามีอุเบกขา เราจะมีสติพอ (แม้ชั่วขณะหนึ่ง) ที่จะไม่รังเกียจมัน และเราจะอดทนรอดูได้อีกนิด จนบางครั้งความเจ็บปวดจะคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมันเลย

หากเราฝึกเช่นนี้บ่อยๆ เราจะมีความกล้ามากขึ้น เพราะความกลัวทั้งหมดทั้งหลายของคนเราก็คือกลัวความทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจทั้งนั้น

เจออะไรที่ทำให้เราทุกข์ แทนที่จะรีบเบือนหน้าหนี ให้ลองสังเกตมันดูดีๆ

เมื่อไม่ต่อต้าน ความทุกข์นั้นจะหมดพลังไปโดยธรรมชาติ

เป็นกลางกับความทุกข์ได้เมื่อไหร่ ก็แทบไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไปครับ

คันปากในความดีของตัวเอง คันปากในความชั่วของคนอื่น

เคยมั้ยครับ เวลาตัวเองทำดีแล้วรู้สึกคันปาก อยากประกาศให้โลกรู้

ทำดีในที่นี้อาจจะเป็นการทำสิ่งที่ดี หรือทำสิ่งที่ดูดีก็ได้

เช่นได้ช่วยเหลือคน (ทำสิ่งที่ดี) หรือได้ออกรถใหม่ (ทำสิ่งที่ดูดี)

เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ มันก็ยากอยู่เหมือนกันที่จะเก็บไว้คนเดียว รู้สึกว่าคันยุบยิบต้องระบายให้ใครฟัง สมัยก่อนก็เล่าให้คนข้างๆ สมัยนี้ก็เล่าขึ้นเฟซหรือสตอรี่

แต่ความคันปากไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

เราจะคันปากมากๆ เวลาเห็นความชั่วของคนอื่น

“ชั่ว” ในที่นี้ก็กินความหมายกว้างเหมือนกัน เช่นเห็นเขาทำร้ายใคร (ทำสิ่งที่ไม่ดี) หรือเห็นเขาออกมาพูดเรื่องที่ไม่ฉลาด (ทำสิ่งที่ดูไม่ดี)

เวลาเกิดเหตุการณ์ที่เป็นกระแสเช่นนี้ เราจะแปลงร่างจากคนธรรมดาเป็น “ชาวเน็ต” ที่รุมสหบาทาจำเลยสังคมโดยไม่รีรอ

ซึ่งก็น่าสนใจว่า สรุปแล้ว “ความคันปาก” นี้เกิดจากอะไรกันแน่

ไม่น่าจะเกิดเพราะความดี-ความชั่วในตัวบุคคลหรือตัวเหตุการณ์

เพราะเวลาเราเห็นคนอื่นทำดี เราไม่ค่อยคันปากเท่าตอนที่เราทำดี

และตอนที่เราเองทำชั่ว ความคันปากยิ่งน้อยกว่าตอนคนอื่นทำชั่วอย่างลิบลับ

เช่นนั้นอะไรกันคือปัจจัยสำคัญของการคันปาก?

ผมคิดเล่นๆ ว่าอาการคันทั้งหลาย มันมีจุดเริ่มต้นมากจาก “คันใจ”

และใจเราจะคันก็ต่อเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ทำให้เราเห็นว่า “มีโอกาสจะอยู่สูงกว่าผู้อื่น”

เมื่อเราทำดี เรารู้สึกว่ามีโอกาสอยู่สูงกว่าคนอื่น เราก็เลยต้องหาทางดันตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการประกาศความดีงามของตน

เมื่อเราเห็นคนอื่นทำชั่ว เรารู้สึกว่ามีโอกาสกดคนอื่นให้ต่ำกว่า เราก็เลยประณามความเลวร้ายที่อยู่นอกตัวเรา

คันปากในความดีของตัวเอง คันปากในความชั่วของคนอื่น

ก่อนจะพูดจะพิมพ์อะไรออกไป มองให้เห็นอาการคันใจของตัวเองบ่อยๆ นะครับ

เมื่อเราอยากเป็นคนพิเศษ เราจะเป็นแค่คนธรรมดา

เมื่อเรายินดีที่จะเป็นคนธรรมดา เมื่อนั้นเราคือคนพิเศษ

ผมอ่านเจอประโยคประมาณนี้จากหนังสือเล่มหนึ่งของคุณพศิน อินทรวงค์ ต้องขออภัยว่าจำไม่ได้ว่าเล่มไหน คำพูดเลยอาจผิดเพี้ยนไปบ้าง

โลกของเราเต็มไปด้วยผู้คนที่อยากจะเป็น somebody อยากจะมีตัวตน อยากจะมีที่ทาง อยากจะพูดอะไรออกไปแล้วมีคนมาเห็นด้วยและชื่นชม ซึ่งโซเชียลมีเดียก็ตอบโจทย์สัญชาตญาณนี้ได้ดียิ่งกว่าเครื่องมือไหนๆ

แต่ยิ่งเราอยากเป็นคนพิเศษมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลายเป็นคนธรรมดามากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือวิถีที่คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นกัน

แต่คนที่ไม่ได้อยากจะเป็น somebody นี่สิน่าสนใจและน่าศึกษา

โดยเฉพาะคนที่เคยเป็น somebody มาก่อนและไม่รังเกียจการกลับไปเป็น nobody

เพราะเมื่อเราประสบความสำเร็จ พร้อมไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โอกาสที่จะติดใจในโลกธรรมนั้นมีสูงมาก

คนที่สละสิ่งเหล่านี้ได้ แสดงว่าเขาเข้าใจอะไรบางอย่าง มองเห็นความไร้สาระของเป้าหมายที่หลายคนพยายามไขว่คว้า และพร้อมจากตรงนั้นมาโดยไม่แคร์ว่าใครจะมองอย่างไร

ดังนั้น อย่ามั่นใจอะไรเกินไปนัก เพราะที่ๆ เรากำลังมุ่งไป คือที่ที่คนที่เรานับถือไม่ได้ใส่ใจ หรือเคยไปถึงแล้วก็เลือกที่จะเดินจากมา

เมื่อเราอยากเป็นคนพิเศษ เราจะเป็นแค่คนธรรมดา

เมื่อเรายินดีกับการเป็นคนธรรมดา เมื่อนั้นเราจะกลายเป็นคนพิเศษครับ

สิ่งที่อยู่ในหัวของเราจะเพอร์เฟกต์กว่าเสมอ

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เราไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่อยากทำมาเนิ่นนาน

เราจะบอกตัวเองว่าขอรอให้พร้อมก่อน รอให้มีเวลามากกว่านี้ก่อน รอให้เก่งกว่านี้ก่อน

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้รอ เราแค่กำลังเดินหนีความจริง

ความจริงที่ว่า ถ้าทำออกมาแล้วมันอาจจะไม่ดีพอ ทำออกมาแล้วอาจจะมีคนไม่ชอบ

และที่น่ากลัวที่สุดคือทำออกมาแล้วจะไม่มีใครสนใจ

ถ้าเรายังไม่ได้ลงมือทำ เราก็จะยังเก็บภาพที่เพอร์เฟกต์เอาไว้ในจินตนาการต่อไปได้เรื่อยๆ เป็นการต่ออายุความฝันที่แม้จะไม่ค่อยมีประโยชน์แต่ก็ยังรู้สึกดี

แต่ถ้าเราลงมือทำ เราก็ต้องเผชิญกับ moment of truth และเพราะเรากลัวจะผิดหวังจากห้วงขณะแห่งความจริงนี่เอง เราจึงหลีกเลี่ยงมันเรื่อยมา

เรื่องนี้ไม่มีทางออก ผมทำได้แค่ชี้ทางเข้า

คงต้องรอถึงวันที่ความอยากมันล้ำหน้าความกลัว หรือถึงวันที่เราตัดสินใจได้ว่า การเผชิญความจริงน่าจะเจ็บปวดน้อยกว่าการประวิงเวลา ลงมือทำเพื่อวัดกันไปเลยว่าจะหมู่หรือจ่า ถ้าไม่เวิร์คก็จะได้ไม่คาใจ แล้วจะได้ move on ครับ

ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman