บางทีเราก็แค่ต้องเลิกขัดขาตัวเอง

การทำสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตบางทีมันก็ยากลำบากเหมือนกัน

ยิ่งโปรเจ็คนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลัวจะผิดหวังมากเท่านั้น

เราจึง “หลบซ่อน” ด้วยการ “ทำการบ้าน” เยอะๆ อ่านโน่นอ่านนี่ ถามคนนั้นคนนี้ ทำทุกอย่างเพื่อประวิงเวลาให้ไม่ต้องเริ่มต้นตัวโปรเจ็คจริงๆ เสียที

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ความยากลำบากในตัวงาน แต่เป็นความขี้กลัวในตัวเรา

เมื่องานสำคัญมันไม่เกิด เราก็จะต่อว่าตัวเองว่าเรานี่ช่างไม่มีวินัย ไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความกล้าหาญ เราจึงวางโปรเจ็คนั้นลงและหันเหความสนใจไปทำสิ่งอื่นๆ พอขึ้นปีใหม่หรือได้ดูคลิปสร้างแรงบันดาลใจ เราก็เอาโปรเจ็คนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น เป็นวังวนอยู่อย่างนี้

บางทีอาจมีทางเลือกที่ดีกว่า หากเราเลิกคาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศ และเลิกมองว่าเราคือตัวเอกของละคร

แทนที่จะมองว่าเราต้อง motivate ตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ลองมองว่าสิ่งต่างๆ มันจะเกิดขึ้นตามครรลองอยู่แล้วถ้าเราไม่มัวขัดขาตัวเองอยู่

แทนที่จะถามว่า “เราต้องทำยังไง” (How do I do this?)

ลองถามว่า “อะไรต้องเกิดขึ้นโดยมีเราเป็นตัวกลาง?” (What needs to happen through me?)

เมื่อเอา “ตัวกู” ออกจากสมการ และใช้ร่างกายและจิตใจของเราเป็นเพียงแค่ทางผ่านของการกระทำ

สิ่งดีๆ และมีคุณค่าอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ต้องคาดคั้นกับตนเองจนเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Oliver Burkeman: The Imperfectionist: In Your Own Way

พร 38 ประการจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

1.เราไม่ควรกลัวความตาย แต่ควรกลัวการตายทั้งเป็นจากการปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย

2.ถ้าเราจดจำไว้เสมอว่าเราอาจตายเมื่อไรก็ได้ อะไรที่ทำได้ยากก็จะลงมือทำได้ง่ายขึ้น

3.ความมุ่งมั่นตั้งใจเพียงอย่างเดียวก็อาจยังล้มเหลวได้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจแบบมีปัญญาเป็นตัวนำทางด้วย

4.เมื่อไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ เราจะเรียกร้องจากคนรอบข้างมากเกินไป

5.จงทิ้งความคิดที่ว่าจะจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลา แต่จงใช้ชีวิตในแบบที่ต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อชีวิตแบบนี้ไม่ได้

6.ความชอบใจของคนอื่น สุดท้ายก็จะจบสิ้น แต่ความชอบใจที่มีให้ตัวเองนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

7.อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม อย่าลืมว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดาในตอนนี้มาจากคำถามไร้สาระในอดีต

8.ปรับมาตรฐานความพึงพอใจของตัวเองเสียใหม่ หากอยากลดน้ำหนักก็จงบอกตัวเองว่า “ฉันจะพึงพอใจที่สุดเวลาที่ตัวเองรู้สึกหิวเล็กน้อย”

9.ทุกครั้งที่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมา ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องกินจนรู้สึกไม่ดีกับตัวเองด้วยล่ะ ฉันกินเพื่อให้มีความสุขไม่ใช่เหรอ”

10.ความรู้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพงที่ขายไม่ออกเท่านั้น

11.การเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ แต่มันคือการเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ

12.ความพยายามของคนเราไม่ต่างกันมากนัก ผลสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับว่าเราทำสิ่งนั้นบ่อยแค่ไหน และจดจ่อกับมันได้นานเพียงใด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการจดจ่อและทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

13.ในโลกนี้ไม่มีอะไรเล็กน้อย ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แล้วขยายใหญ่ขึ้นเสมอ เราจึงควรจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างระมัดระวัง เพราะมันทำให้เราดีขึ้นได้หรืออาจเหยียบเราให้จมดินก็ได้เช่นกัน

14.ความอิจฉาแสดงให้เห็นว่าตัวเองอยู่ในระดับต่ำ เราต้องหลีกเลี่ยงการมีชีวิตอยู่เพื่ออิจฉาคนอื่นไปเรื่อยๆ จนตาย

15.เมื่อไหร่ที่เราผิดหวังกับคนอื่นบ่อยๆ นั่นแสดงว่าเราไม่รู้วิธีมองคนที่ถูกต้อง

16.เวลาจะตัดสินใครให้มองตาของเขานานๆ เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่บ่งบอกปัญญาของคนคนนั้นซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยวิธีใดๆ บางคนมีรูปลักษณ์ภายนอกหรูหรา แต่ดวงตากลับไร้ชีวิตชีวาเหมือนคนกำลังจะตาย

17.จงหลีกให้ไกลคนโง่ จงหลีกให้ไกลคนที่ทำให้ใจเราเจ็บ โจรที่ร้ายที่สุดไม่ใช่โจรที่ขโมยเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็น “คนโง่” ที่ขโมยเวลาจากเราไป

18.ความใส่ใจเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของมารยาท

19.หากอยากมีเวลาที่สวยงาม เพียงค้นหาสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็พอ และถ้าอยากลดความเป็นไปได้ของเราให้เหลือศูนย์ เพียงค้นหาสิ่งที่ทำไม่ได้ตอนนี้แล้วแค่บ่นก็พอ

20.ยิ่งแผนการเรียบง่ายมากเท่าไร โอกาสสำเร็จยิ่งมีมากเท่านั้น

21.หากเรารักตัวเองและใส่ความรักนั้นลงไปในทุกการกระทำ แล้วผลลัพธ์จะออกมาแย่ได้อย่างไร

22.จงทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อองค์กร อย่าเป็นทาสของชีวิตที่ทนอยู่เพราะไม่มีที่ไป แต่จงเป็นจิตกรของชีวิตที่อยู่ต่อไปเพื่อสร้างคุณค่า แม้จะมีที่อื่นให้ไปเยอะแยะก็ตาม

23.การจัดการเวลาให้มีคุณภาพเริ่มต้นที่คำถามว่า “ต้องทำอย่างไรถึงจะทำได้” ไม่มีเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์ใดร่วมมือกับคนที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้

24.ทำไมเราถึงใช้คำที่แย่ที่สุดกับตัวเองเสมอ แถมยังโรยเกลือลงบนแผลอีกต่างหาก

26.เราจะได้ในสิ่งที่ต้องการเมื่อภาษากับชีวิตของเราสอดคล้องกัน เพราะคนเราทำสิ่งต่างๆ ตามภาษาที่ฝังลึกอยู่ภายในโดยไม่รู้ตัว การค้นหาและควบคุมภาษาที่เราใช้จึงสำคัญมาก เพราะคำพูดคือโลกที่เราสร้างขึ้น และสุดท้ายเราจะมีชีวิตตามที่เราพูด

27.เคล็ดลับชนะใจคนคือการมอบความรักให้เขาราวกับคนรักตอนรักกันใหม่ๆ จงโอบกอดเขาอย่างอบอุ่นด้วยคำพูดของเรา

28.ถ้ายอมรับแต่สิ่งที่เหมือนเรา ความเจริญทางปัญญาจะไม่เกิดขึ้น ตลอดจนยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปีก็ตาม

29.ถ้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงเราต้องไม่กลัวเรื่องการพ่ายแพ้ และต้องไม่หาเหตุผลอื่นมาทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

30.”ทำไมโลกไม่เข้าใจฉันเลย” หลายคนพูดแบบนี้ ทว่าโลกเองก็ลำบากใจเหมือนกัน คนมากมายยืนเรียงรายกันอยู่ เป็นการยากที่โลกจะแยกแยะว่าใครดีกว่าใคร เราต้องทำให้เกินกว่าที่โลกคาดไว้ โอกาสดีๆ จึงจะมาถึง

31.ถ้ามองสถานการณ์ไปในทางบวก เราจะค้นพบลู่วิ่งของตัวเอง

32.ความต่างระดับของมุมมองคือความต่างระดับของชีวิต

33.คนที่สร้างสรรค์ย่อมไม่รู้จักความเหนื่อยล้า คนที่ทำสิ่งที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ ย่อมไม่รู้จักความเพลิดเพลิน

34.รักษาหัวใจที่เป็นเด็กไว้ให้ได้นานๆ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด

35.ถ้าเราเป็นหุ้น เราจะลงทุนกับตัวเองด้วยทรัพย์สินที่มีทั้งหมดหรือไม่?

36.คนจำนวนมากที่เรารู้จักไม่ใช่เส้นสายของเรา คนจำนวนน้อยที่รู้จักเราต่างหากคือเส้นสายที่จะช่วยเหลือเราได้จริงๆ

37.สิ่งที่เราขาดไปไม่ใช่โอกาส แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะคว้ามันไว้

38.อย่าหลีกหนีความเจ็บปวดของตัวเอง จงเผชิญหน้าและครุ่นคิดอย่างจริงจัง จงทะเลาะกับตัวเองในอดีตและปัจจุบันจนกว่าชีวิตจะค่อยๆ ดีขึ้น


ขอบคุณพรจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจองวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู

17 บทเรียนชีวิตจากหนังสือเล่มล่าสุดของนิ้วกลม

  1. หากอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ ให้พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โง่บ่อยๆ
  2. เมื่อบอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ เรากำลังประเมินตัวเองจาก ‘ตอนนี้’ เสมอ
  3. ความสำคัญอาจอยู่ที่ระหว่างทาง ความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน ตอนเช้าได้ซ้อมวิ่ง รู้สึกว่าฉันชนะตัวเองแล้ว ฉะนั้น วันที่เรายืนอยู่ตรงจุดสตาร์ต จบหรือไม่จบเราไม่รู้หรอก แต่เราจะทำให้ดีที่สุด และสิ่งที่เราได้จะเป็นของแถมทั้งหมด เพราะแก่นของเรื่องมันสำเร็จไปแล้วในช่วงที่เราซ้อม
  4. การวิ่งทำให้เรามีความโลภอยากได้นั่นอยากได้นี่น้อยลง เพราะเรานับถือตัวเองได้ผ่านความสำเร็จบนเส้นทางวิ่ง
  5. ทางไกลก็คือทางใกล้ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ระยะเวลายาวนานคือระยะเวลาสั้นๆ ต่อเข้าด้วยกัน เราเหนื่อยเพราะเราคิดถึงทั้งหมด เราหยิบอนาคตมาเหนื่อยล่วงหน้า
  6. เราจะต้องรบรากับความยากของโลกภายนอก หรือความอ่อนแอของโลกภายในกันแน่?
  7. ไม่เร็วก็ได้ ขอแค่อย่าหยุด พักบ้างก็ได้ ขอแค่อย่าเลิก
  8. เหนื่อย พักแป๊บเดียวก็หาย แต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่ไปตลอด
  9. การหัดเผชิญหน้ากับเรื่องยากจะบ่มเพาะหัวใจที่มีคุณภาพแบบใหม่ ไม่สำออยเกินจำเป็น แล้วเรื่องที่เคยทำให้ร้องไห้จะทำอะไรเราไม่ได้เหมือนเดิม
  10. บางที เรื่องสนุกของชีวิตก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เรากลัวที่สุดนั่นแหละ
  11. ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นมีปัจจัยร้อยพันที่แตกต่าง เมื่อมองเหตุปัจจัยโดยละเอียดย่อมทราบว่าการเปรียบเทียบเป็นเพียงภาพลวงตาไร้สาระ ในเมื่อต้นทุนและเงื่อนไขของแต่ละคนแตกต่างกันไป
  12. ทุกสิ่งในสนามจริงคือผลลัพธ์ของสนามซ้อม ถ้าผลดีแปลว่าซ้อมมาดี ถ้าผลแย่แปลว่าซ้อมมาห่วย ไม่ต้องโทษอย่างอื่น โทษตัวเองสถานเดียว
  13. เอาแต่ครุ่นคิดย่อมกังวล เมื่อลงมือทำใจจะเบา
  14. จุดมุ่งหมายสูงส่งยิ่งเงยหน้ามองยิ่งท้อใจ สิ่งที่ควรทำคือมองต่ำเข้าไว้แล้วก้าวไปทีละขั้น ก้าวไปเรื่อยๆ สลับกับหันมองย้อนลงไป จะเห็นว่าเราขึ้นสูงมาจากเดิมไม่น้อยเลย
  15. เมื่อเราก้าวไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด ภูเขาสูงจะค่อยๆ เตี้ยลง จุดหมายแสนไกลจะค่อยๆ ใกล้ขึ้น ทีละก้าวนั่นเองที่จะบดภูเขาเสียดฟ้าให้เตี้ยลงได้
  16. จงสม่ำเสมอแล้วผลลัพธ์จะปรากฏ ไม่มีเส้นทางไหนไกลเกินความสม่ำเสมอของเรา
  17. ตราบที่ยังพยายาม แปลว่าเรายังมีความหวังว่าจะมีพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ขอบคุณบทเรียนชีวิตจากหนังสือ Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล นิ้วกลม เขียน สำนักพิมพ์ KOOB

รักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด

“หัวใจของเด็ก” มีหน้าตาอย่างไร?

สงสัยใคร่รู้

ลองผิดลองถูก

มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ

ตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นรอบตัว

อยู่กับปัจจุบัน

“ผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด” มีหน้าตาอย่างไร

หยุดตั้งคำถาม

ใช้ชีวิตตามแพทเทิร์น

ข้อแม้เยอะ มีความสุขได้ยาก

โหยหาอดีต กังวล/ฝันถึงอนาคต

“โลกกำหนด” ในที่นี้อาจหมายถึงระบบการศึกษา ระบอบทุนนิยม หรือแม้กระทั่งความหวังดีของพ่อแม่

เมื่อโลกมันอยู่รอบตัวและโลกเป็นคนที่เรารัก จึงเป็นการยากที่จะรักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ แต่นี่แหละคืองานที่ต้องทำ คือเรื่องที่ต้องฝืนเหมือนปลาที่ต้องว่ายทวนน้ำ

รักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนดครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to

ถ้าอยากยอมแพ้ให้รอวันพรุ่งนี้

Shane Parrish ได้เล่าไว้ในบล็อก Brain Food ว่าสมัยเล่นกีฬาตอนมัธยมปลาย หากทีมเพิ่งแข่งแพ้มาโค้ชจะซ้อมโหดมาก

มูฮัมหมัด อาลี นักมวยผู้ยิ่งใหญ่เคยพูดไว้ว่า ตอนเขาซิทอัพ เขาจะเริ่มนับตอนที่ท้องเริ่มปวดเท่านั้น โค้ชของ Shane ก็ทำแบบเดียวกัน คือจะเริ่มนับว่า sprint ไปแล้วกี่รอบตอนที่ผู้เล่นในทีมเริ่มหมดแรงกันแล้ว

เมื่อโดนฝึกซ้อมหนักขนาดนี้ ก็จะมีบางคนในทีมบอกว่าไม่ไหวแล้ว จะขอลาออกจากทีม ซึ่งโค้ชก็จะโต้กลับด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา และตบท้ายว่า

“If you really want to quit, you can quit tomorrow, but you can’t quit today.”

ถ้าอยากจะยอมแพ้ค่อยยอมวันพรุ่งนี้ก็ได้ แต่วันนี้คุณห้ามยอมแพ้

และวันถัดมาก็ไม่มีใครลาออกจากทีมแม้แต่คนเดียว

ในระยะยาวแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่มีความเสมอต้นเสมอปลาย และการจะเป็นคนแบบนั้นได้เราก็ต้องมียุทธศาสตร์ที่จะ keep going ในเวลาที่ความยากลำบากและความท้อถอยมาเยือน

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ให้บอกตัวเองว่าถ้าจะยอมแพ้ก็ให้รอวันพรุ่งนี้

แต่วันนี้ห้ามยอมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Brain Food: Unthinkable