ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือน

สังคมไทยตอนนี้มี “แรงขับเคลื่อน” สองอย่างที่เมื่อรวมกันแล้วน่าสนใจ

แรงขับเคลื่อนที่หนึ่ง ก็คือ social media โดยเฉพาะ Facebook ที่ขยายขอบเขตของ “เพื่อน” ไปครอบคลุมคนที่เรา “รู้จักกันเพียงผิวเผิน” เวลาบางคนมาคอมเมนท์โพสต์ของเรา เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร รู้จักกันที่ไหน

แรงขับเคลื่อนที่สอง คือคนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า ไม่ชอบทำให้ใครเสียหน้า ยิ่งถ้าเราเป็นผู้น้อย เรายิ่งไม่อยากมีปัญหากับผู้ที่อาวุโสกว่า ไม่ว่าจะทางวัยวุฒิหรือคุณวุฒิ

เมื่อแรงขับเคลื่อนสองอย่างนี้รวมกัน จะส่งผลต่อ “ผู้ใหญ่” เป็นพิเศษ

เมื่อเราอายุมากขึ้น เริ่มมีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะทางสังคมที่สูงขึ้น เราจะยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดนั้นถูกต้อง และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนั้นเป็นเรื่องถูกต้องด้วยเช่นกัน

จะเป็นอย่างไร หากสิ่งที่เราคิดว่ามันถูก แท้จริงแล้วมีคนไม่เห็นด้วย หรือมองว่ามันหมิ่นเหม่

ด้วยแรงขับเคลื่อนแรกของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้คนที่รู้จักเราโดยผิวเผินเห็นภาพของเราดีเกินจริง แต่ยังเข้ามาเชียร์และส่งกำลังใจ ว่าสิ่งที่เราทำนั้นดี ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว

และด้วยแรงขับเคลื่อนที่สองของคนไทยที่ไม่ชอบหักหน้ากัน คนที่รู้จักเราจริงๆ ที่เห็นข้อบกพร่องหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเรา ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่เฉยๆ ไม่แสดงความเห็นอะไร

เมื่อมีแต่คนเชียร์ และไม่มีคนปราม เราก็ยิ่งมั่นใจ และเดินหน้าต่อโดยไม่ได้คิดพิจารณาให้ดี

คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าจะรู้ตัวว่ามาผิดทาง ก็อาจจะเสียหายไปแล้วไม่น้อย

สังเกตว่าไม่มีใครประสงค์ร้าย คนกระทำก็แค่ทำในสิ่งที่คิดว่ามันดี คนไกลตัวเห็นดีเห็นงามก็เลยช่วยเชียร์ ส่วนคนใกล้ตัวก็ไม่เอ่ยปากเพราะอยากถนอมความสัมพันธ์มากกว่า

การเป็น “ผู้ใหญ่” ในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเราเป็นคนชอบคิดโปรเจ็คใหม่ๆ โอกาสที่จะเดินเกมผิดย่อมเกิดขึ้นได้ตลอด

สิ่งที่อาจจะพอช่วยได้ คืออย่าไปฟังกองเชียร์ให้มากนัก เพราะเขาไม่ได้รู้จักเราดี และเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเราเท่าไหร่ ยิ่งเชียร์เยอะยิ่งทำให้เราประมาท

อีกสิ่งหนึ่ง คือหมั่นถามความเห็นคนที่เราไว้ใจ ว่ามีอะไรที่เขามองว่าไม่เหมาะสมหรือควรระวังหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่เอ่ยปากถาม เขาก็คงเลือกที่จะไม่พูด

และสุดท้าย เราต้องรักษาคนที่กล้าเตือนเรา เพราะกัลยาณมิตรที่กล้าพูดออกมาเวลาเรากำลังไปผิดทางนั้นหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือนครับ

วันนี้จะผิดให้น้อยกว่าเมื่อวาน

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ว่ากันว่ามีช่างไม้ที่แกะสลักช้างไม้ได้เหมือนจริงมาก

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่รังสรรค์งานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ก็เท่านั้นเอง

ไม้ที่ดีจะมาพร้อมกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของมัน เช่น ถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะช้างให้ใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอด้วยการกะเทาะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป


Nassim Taleb เขียนไว้ในหนังสือ Antifragile ว่า

“So knowledge grows by subtraction much more than by addition—given that what we know today might turn out to be wrong but what we know to be wrong cannot turn out to be right, at least not easily.”

สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้องในวันนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องผิดในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ในขณะที่สิ่งที่ผิดในวันนี้มันก็จะยังผิดอยู่วันยังค่ำ

ในหนังสือ What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ก็บอกไว้ว่า การเป็นหัวหน้าที่ดีนั้นไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ


เรื่องงาน – ถ้าเราไม่รู้ว่าเราชอบงานอะไร ให้เริ่มจากการหาให้เจอว่าเราไม่ชอบงานอะไร

เรื่องความรัก – ถ้าเราไม่รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน อย่างน้อยต้องรู้ว่าผู้หญิงไม่ชอบผู้ชายแบบไหน

เรื่องการเงิน – ถ้าเราไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เงินงอกเงย ให้เริ่มต้นจากการรู้ว่าทำยังไงให้เงินหดหาย

ถ้าไม่รู้ว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้นได้ยังไง ให้โฟกัสกับการเป็นคนที่แย่ให้น้อยลง อะไรที่เคยผิดไปแล้วก็อย่าผิดซ้ำ

วันนี้จะผิดให้น้อยกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้จะผิดให้น้อยกว่าวันนี้

พอผิดน้อยลง มันก็จะถูกมากขึ้นเอง

25 คำที่ชอบจากหนังสือครีมชั้นบน

พลอย เซ่” เป็นเจ้าของบริษัท C’est Design ที่เคยออกแบบหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ให้กับผม

เซ่เคยมีผลงานเขียนมาแล้วสามเล่มคือ “เด็กนอกคอก” (2014) “โลกต้องจำ” (2016) และ “จริงไม่จริง” (2018)

ส่วนหนังสือเล่มล่าสุด “ครีมชั้นบน” (2023) เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบ 5 ปีของเซ่

ผมเคยอ่านเด็กนอกคอกกับจริงไม่จริงมาแล้ว ครีมชั้นบนเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดของเซ่ เห็นการเติบโตทางความคิดและการ make peace กับตัวเองได้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร – และไม่ต้องการอะไร (แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่คนมากมายต้องการก็ตาม)

นี่คือบางถ้อยคำและข้อคิดที่ผมอยากนำมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

  1. เมื่อพูดถึง “รองเท้าแก้ว” เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของ “ซินเดอเรลล่า” ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่เวอร์ชั่นซินเดอเรลล่าจะมีรองเท้าแก้วเป็นภาพจำเสมอ แล้วเราล่ะ มีอัตลักษณ์ มีความคงที่ของตัวตนให้คนรู้ว่าเราเป็นใครแล้วหรือยัง
  1. เรากำลังคุ้นชินกับความสำเร็จรูปแบบเดียวรึเปล่า? เคยมีงานวิจัยที่ให้คนเลือกน้ำที่จะดื่ม โดยผู้วิจัยมองว่ามีตัวเลือกเยอะๆ น่าจะดี ก็เลยจัดไป 7 แบบ: โค้ก ไดเอ็ตโค้ก เป๊บซี่ เป๊ปซี่แม็กซ์ สไปรท์ เมาเธ่นดิว และ ดร.เป๊ปเปอร์รสเชอรี่ แต่ในห้องนั้นกลับมีคนหนึ่งที่ไม่เลือกอะไรเลย โดยบอกว่าทั้งถาดมีเครื่องดื่มแค่แบบเดียวคือ “น้ำอัดลม”
  2. ภาพความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่รู้จักมักผ่านการเสนอคุณค่าด้วยภาษา “เงิน” ซึ่งก็อาจไม่ต่างอะไรกับ “น้ำอัดลม” ที่เป็นแค่เครื่องดื่มประเภทเดียวในสายตาใครบางคน หากโลกนี้ยังมีน้ำเปล่า นมสด ชา กาแฟ เบียร์ “ความสำเร็จ” ก็มีความหลากหลายมากกว่าแค่เรื่องเงินเช่นกัน
  3. คนบางคนอาจจะดูช้า ดูธรรมดา แต่เขาอาจเป็นสายลมอ่อนเวลาที่เราร้อนรน
  4. เวลาที่เห็นลูกน้องเครียด หน้าที่ของเราคือดึงความรู้สึกเขากลับมาในแดนบวก
  5. หน้าที่ของเราในการทำงานให้ดี คือการไม่ลืมว่าชีวิตคืออะไร
  6. ถึงขับรถ Eco Car ก็ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนเลิกจ้างเพราะรถที่เราขับ
  7. ถ้าเรามั่นใจ จงใช้เวลาพิสูจน์
  8. จงเลือกทำงานกับคนที่ระดับพลังงานเท่าๆ กันที่เก่งในสิ่งที่แตกต่างกัน
  9. สิ่งที่เราฝัน เราต้องการมันจริงหรือ?
  10. ประเมินตัวเองให้ได้ว่าเรามีความสามารถในการแบกรับความสำเร็จแค่ไหน เพราะมันมาพร้อมความกดดันและภาระ
  11. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์ ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
  12. เงินมาพร้อมกับปัญหาเสมอ ลูกค้าถือเงินมาให้เราแก้ปัญหา ยิ่งเงินมาก ปัญหายิ่งมากตามตัว
  13. ผู้เขียนยังไม่เคยเจอคนรวยที่ไม่มีปัญหา เพราะยิ่งเงินเยอะ ปัญหายิ่งเยอะ
  14. เราไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐี แต่เราควรเป็นคนที่เศรษฐีอยากร่วมงานด้วย
  15. ต้องสำเร็จเท่าไหร่ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข?
  16. คัดเลือกเส้นทางที่ใช่ ตัดเส้นทางที่ไม่ใช่ แทนที่จะขยายใหญ่ เราอาจเลือกทางเล็กๆ แบบพอดีตัว [ตรงนี้มีความคล้ายคลึงกับธีมของหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” เหมือนกันครับ]
  17. เมื่อมองแต่ภาพใหญ่ก็อาจลืมมองหัวใจคนรอบตัว
  18. ผู้เขียนเคยจิ๊กกุญแจรถแม่เพื่อขับรถออกจากบ้าน ปรากฎว่ารถครูดประตูรั้ว เมื่อโทรไปสารภาพ แม่บอกว่า “ไม่เป็นไรลูก แม่ไม่โกรธหรอก เพราะถือว่าลูกกล้าพูดความจริง”
  19. เราจะกล้าทำอะไรมากที่สุดตอนที่เราไม่รู้ว่ามันยาก
  20. ต้องกล้าออกไปผิด ให้รู้จักคำว่าถูกบ่อยๆ
  21. ทำงานพลาดแล้วเฟล ตอนแก้ปัญหาได้แล้วมีความสุข หากเราเฟลแล้วแก้ปัญหาให้ได้บ่อยๆ ก็จะมีความสุขได้ตลอด
  22. เราต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สนุก ถ้ามันไม่สนุกก็ต้องหาแง่มุมสนุกให้กับมัน การทำงานให้ดี เราต้องชอบมันก่อน หากยังทำไม่ได้เราจะส่งต่อความตื่นเต้นให้คนอื่นได้อย่างไร
  23. การที่เราให้ความเคารพกับตัวเองและคนรอบข้าง แปลว่าเรามองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่ เป็นสัญญาณที่ดีของคนที่จะกลายเป็นผู้นำ
  24. แม้ระหว่างทางอาจต้องพบเจอกับความทุกข์ แต่มันคือทางผ่านของความสุขที่เราเลือกเอง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ครีมชั้นบน พลอย เซ่ เขียน สำนักพิมพ์ DOT

เมื่อนักการเมืองร้องเพลงร็อคและแม่บ้านส่องกระจก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ ผมเห็นคลิปไวรัลที่น.ต.ศิธา ทิวารี ขึ้นเวทีร้องเพลงในผับ

แถมเพลงที่ร้องก็คือเพลง “คุกเข่า” ของวง Cocktail ที่แม้จะไม่ได้ใหม่มากนัก แต่ก็เป็นเพลงที่ถือว่ายัง “วัยรุ่น”

ณ วันที่เขียนบทความ คลิปร้องเพลงคุกเข่าถูกแชร์ใน TikTok 10,000 ครั้ง และในเฟซบุ๊คของคุณศิธาอีก 11,000 ครั้ง

ผมเดาว่าที่คลิปนี้เป็นที่ถูกใจเพราะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา ไม่คิดว่านักการเมืองรุ่นใหญ่จะมากินเหล้าร้องเพลงอยู่ในผับเดียวกับ “คนธรรมดา” อย่างพวกเราได้


เมื่อได้ดูคลิปนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่ผมไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านตอนเช้าตรู่

ผมเดินผ่านคลับหน้าเฮาส์ของหมู่บ้าน ที่ข้างในมีสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนส

ตรงห้องฟิตเนส จะมีเครื่องเล่นเวท และมีกระจกทรงสูงอันหนึ่งติดอยู่ตรงกำแพงเพื่อให้คนที่มาเล่นเวทได้เห็นตัวเองว่าทำท่าถูกต้อง

จากระยะไกล ผมมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากระจก

ไม่ใช่คนที่มาออกกำลังกาย แต่เป็นแม่บ้านประจำคลับเฮาส์ อายุประมาณห้าสิบต้นๆ ผิวสีเข้ม ยืนส่องกระจกและหวีผมตัวเองอยู่อย่างพิถีพิถัน

เป็นภาพที่ผมไม่คุ้นตา เพราะทุกครั้งที่ผมเจอพี่แม่บ้านคนนี้ที่คลับเฮาส์ จะเป็นตอนที่เขากำลังถูพื้นอยู่เสมอ

การได้เห็นเขายืนส่องกระจก ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงาม ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไรก็ตาม


Wikipedia ได้อธิบายคำว่า “การเหมารวม” ไว้ดังนี้

“การเหมารวม[1] (อังกฤษ: Stereotype) คือ คตินิยมหรือทัศนคติของสังคมทั่วไปที่มีต่อกลุ่มคนอื่น ชาติอื่น หรือลักษณะของบุคคลบางประเภทจนกลายเป็นมาตรฐาน”

กับบางอาชีพ เรามีภาพจำค่อนข้างชัด เมื่อภาพมันชัดและเกิดขึ้นซ้ำๆ จึงเกิดการเหมารวมไปโดยปริยาย

แขกในร้านขึ้นเวทีร้องเพลงในผับเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราแปลกใจเพราะเขาเป็นนักการเมือง

ผู้หญิงยืนหวีผมหน้ากระจกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมแปลกใจเพราะว่าเขาเป็นแม่บ้าน

เมื่อเราเห็นภาพที่ขัดกับ stereotype จึงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในใจ ก่อนจะคิดได้ว่าเขาเองก็เป็นคนธรรมดา

การมองให้เห็นว่าคนอื่นเป็นคนธรรมดานั้นสำคัญมาก

เพราะด้วยกระแสการเมืองที่ร้อนแรง เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง และ social media ที่คอยขยายเสียงให้กับเรื่องที่เป็นดราม่า เรามีแนวโน้มที่จะมอง “อีกฝ่าย” แบบเหมารวม ว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ เป็นคนประสงค์ร้าย เป็นคนไม่ฉลาด

การเหมารวมช่วยให้สมองเราไม่ต้องทำงานหนัก เพราะมันช่วย simplify คนกลุ่มหนึ่งให้อยู่ใน “กล่อง” ที่เรากำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน และช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองว่าฉลาดกว่าหรือคุณธรรมสูงกว่า

แต่การเหมารวมนั้นมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงลืม “ความเป็นมนุษย์” ของคนคนนั้น

เมื่อเราหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวคนอื่น เราก็จะหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวเราเช่นกัน

วิจารณญาณย่อมถดถอย อคติย่อมยึดครอง มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน

หากเราสามารถมองคนให้เต็มคน เราจะเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ต่างจากเรา มนุษย์ที่มีหลายมิติเกินกว่าจะนิยามได้ด้วย “กล่อง” ใดๆ

เมื่อเรามองเห็นคนธรรมดา ภาพต่างๆ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ควรประหลาดใจ

พลเอกไปรับหลานที่โรงเรียนอนุบาล คนเก็บขยะอ่านหนังสือ non-fiction

ดารานั่งจิบชาคุยกันเรื่องศาสนา อดีตศาลฏีกานั่งกินก๋วยเตี๋ยวริมทาง

คุณพ่อเลี้ยงลูกอยู่บ้าน คุณแม่ขึ้นกล่าวปาฐกถางานประชุมที่เมืองนอก

นักการเมืองร้องเพลงร็อค และแม่บ้านส่องกระจกครับ

เรามีความทุกข์เพราะชอบคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เรามีความทุกข์เพราะชอบคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

คาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน

คาดหวังว่างานของเราจะไม่โดนตำหนิ

คาดหวังว่าลูกน้องจะได้ดั่งใจ

คาดหวังว่าลูกจะไม่งอแง

คาดหวังให้สามีเปลี่ยนนิสัย

คาดหวังให้ภรรยาไม่เปลี่ยน

คาดหวังให้นักการเมืองซื่อสัตย์และมีวุฒิภาวะกว่านี้

เมื่อคาดหวังในสิ่งที่ขัดกับความจริง ความทุกข์ย่อมตามมา

หากไม่คาดหวัง ก็จะไม่ผิดหวัง

แต่ๆๆ

ในมุมกลับ ความเจริญก้าวหน้าก็เกิดจากความหวังในสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ แต่เป็น “ความมุ่งหวัง” มากกว่า “ความคาดหวัง”

มุ่งหวังว่าเด็กไม่ควรพิการไปตลอดชีวิต จึงเกิดวัคซีนโปลิโอ

มุ่งหวังว่าเราควรไปไหนโดยไม่หลงทาง จึงเกิด Google Maps

มุ่งหวังว่ามนุษย์จะไม่สูญพันธุ์ จึงเกิด SpaceX

ต้องขอบคุณคนเหล่านั้นที่ยอมแบกรับความทุกข์ใจ ความไม่พอใจ ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ดีขึ้น

เอาเข้าจริง ธุรกิจเกือบทั้งหมดเกิดจากความไม่พอใจ เกิดจากความต้องการที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง และพวกเราก็ทำงานอยู่ในธุรกิจเหล่านั้น

เมื่อนำสองมุมนี้มารวมกัน ผมจึงได้แง่คิดว่า เรื่องของคนอื่น เรื่องที่เราไม่อาจควบคุมได้ เราควรคาดหวังให้น้อย จะได้ไม่ทุกข์ฟรี

แต่สำหรับเรื่องที่เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงผ่านงานที่เราทำ ก็จงทำไปด้วยความมุ่งหวัง

เรามีความทุกข์เพราะชอบคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แต่เราสามารถลดทอนความทุกข์ของผู้คน ผ่านการทำงานและความมุ่งหวังในสิ่งที่(อาจ)เป็นไปได้ครับ