ขอบคุณความสำเร็จที่มาช้า

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องน่ายินดีหนึ่งอย่าง คือบล็อก Anontawong’s Musings มีคนติดตามครบหนึ่งแสนคนหลังจากเขียนมาเกือบ 11 ปี

ถ้าเทียบกับเพจอื่นๆ ต้องถือว่าเพจนี้โตค่อนข้างช้า แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือผู้ติดตามที่ค่อนข้างเหนียวแน่น

สมัยเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ผมเคยตั้ง OKR ไว้ว่าอยากจะมีผู้ติดตามเท่านั้น-เท่านี้ ภายในเวลาเมื่อไหร่ แต่พอลองทำไปสักพักก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทาง เพราะมันมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้

สุดท้ายก็เลยกลับมาโฟกัสเรื่องการเขียนของเราให้ดี ให้มีความสนุก และให้มีประโยชน์ ส่วนผู้ติดตามจะเพิ่มขึ้นเร็วช้าอย่างไรถือว่าเป็นผลพลอยได้

เมื่อได้ขบคิดเรื่องนี้นานเข้า ก็เลยรู้สึกว่า “ความสำเร็จที่มาช้า” นั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่าง และความสำเร็จที่มาเร็วก็มีข้อควรระวังเช่นกัน

หนึ่ง ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไปอาจให้ร้ายมากกว่าให้คุณ

เราเคยเห็นนักร้องหรือนักแสดงที่โด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่วัยรุ่น แต่พอไม่รู้ว่าจะรับมือกับความสำเร็จที่ถาโถมอย่างไร สุดท้ายก็เลยสำคัญตนผิด เลือกทางผิด คบคนผิด จนชีวิตหลงทางอยู่นานหลายปี หรือบางคนก็ไม่อาจกลับมาอยู่บนเส้นทางนี้ได้อีกเลย


สอง ความสำเร็จที่มาช้าทำให้เราถ่อมตัว

เมื่อไม่ได้พบกับความสำเร็จแต่ก็ยังไม่อยากยอมแพ้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป

เมื่อใช้เวลานานนับปีหรือนับสิบปีถึงจะได้รับการยอมรับ ความพยายามวันแล้ววันเล่าย่อมหล่อหลอมให้เรามีความอดทน ไม่ลืมตัวลืมตน และรู้ซึ้งว่าตัวเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ซึ่งความรู้สึกแบบนี้คงเกิดขึ้นได้ยากกับคนที่เปิดตัวมาแล้ว “แมส” อย่างรวดเร็ว


สาม ความสำเร็จสูงสุดทำให้เรามีความ antifragile น้อยลง

Antifragile เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียน The Black Swan

ถ้าของที่แตกหักง่ายเราเรียกว่าเปราะบางหรือ fragile

ของที่คงทนแข็งแรงเราเรียกว่า robust

แต่ของที่ “เจอทุบ” แล้วแข็งแรงกว่าเดิม Taleb เรียกมันว่า antifragile

ร่างกายมนุษย์นั้นมีความ antifragile ประมาณหนึ่ง เมื่อเจ็บป่วยก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเดิม เมื่อออกวิ่งปอดก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ เมื่อยกน้ำหนักกล้ามเนื้อย่อมแข็งแรง

วงการวิทยาศาสตร์ก็มีความ antifragile ยิ่งมีคนโจมตี จับผิด หรืออยากพิสูจน์มากเท่าไหร่ ความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

Taleb มองว่าถ้าเหตุการณ์ผันผวนทำให้ระบบใดมีโอกาสได้มากกว่าเสีย ระบบนั้นก็มีความ antifragile แต่ถ้าเหตุการณ์ผันผวนทำให้ระบบนั้นมีโอกาสเสียมากกว่าได้ ระบบนั้นถือว่า fragile หรือเปราะบาง

มันคือ asymmetry หรือความไม่สมมาตรระหว่าง upside กับ downside

ตอนที่เราเริ่มต้นใหม่ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ ความเป็นไปได้มีมากมาย เราจึงมี potential upside มากกว่า potential downside ดังนั้นเราจึงมีความ antifragile ในช่วงนี้ของชีวิต

แต่เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะเกิดความไม่สมมาตรที่ทำให้เราเปราะบาง เพราะเรามีอะไร “จะเสีย” มากกว่าเดิม ทั้งหน้าตา ชื่อเสียง เงินทอง

“Success brings an asymmetry: you now have a lot more to lose than to gain. You are hence fragile.”
-Nassim Taleb

ลองคิดถึงภาพคนที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพ เช่นเพลงที่ฮิตไปทั่วโลกอย่าง Gangnam Style ของ Psy ก็แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างปรากฏการณ์แบบนั้นได้อีก ซึ่ง Psy เองก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลที่จะทำเพลงออกมาให้ปังเหมือน Gangnam Style อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยทำมันได้อีกเลย

ความสำเร็จสูงสุดจึงเป็นคำสาปไปในตัว เพราะหลังจากนั้นแทบทุกงานที่ตามมาล้วนคล้ายกับการเดินลงเขา


สี่ ความสำเร็จหนึ่งจะทำให้ความสำเร็จถัดไปยากเย็นยิ่งขึ้น

ข้อเสียอีกอย่างของความสำเร็จ คือความสำเร็จเดิมไม่อาจทำให้เราแฮปปี้ได้อีกต่อไป

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะวิ่งจบ 10 กิโลเมตรภายใน 1 ชั่วโมง

เดือนแรกที่ลอง เราวิ่งจบใน 70 นาที เรารู้สึกดีเพราะมาถูกทาง

เดือนที่สองจบ 60 นาทีพอดี รู้สึกฟินมากๆ

เดือนที่สามจบใน 55 นาที เป็น PB (personal best) ที่เราอวดทุกคนได้

ลองคิดดูว่าถ้าเดือนที่สี่เราวิ่งจบใน 60 นาทีเราจะแฮปปี้หรือไม่

คำตอบก็คือไม่ เพราะสิ่งที่เราเคยเรียกว่า “ความสำเร็จ” ได้กลายมาเป็นมาตรฐานที่ต้องทำให้ได้อยู่แล้ว (bare minimum)

เมื่อเราขยับเป้าหมายให้ยากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยเป็นความสำเร็จในวันก่อน จึงเป็นเพียงความล้มเหลวหากเราทำมันได้ในวันนี้

และยิ่งเราเข้าใกล้ขีดจำกัดของตัวเองเท่าไหร่ กฎการลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) ก็ยิ่งทำงาน เพราะแรงที่ลงไปไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้มากเท่าแต่ก่อนแล้ว

มันคือการต้อนตัวเองให้จนมุม โอกาสที่จะมีความสุขลดน้อยถอยลงหากเรายังเรียกร้องให้ตัวเอง beat yesterday ต่อไปไม่รู้จบ


ห้า เป้าหมายที่คว้าเอาไว้ได้ อาจทำให้เราเคว้งคว้าง

มนุษย์เรานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนโดพามีน ที่พาให้ไขว่คว้าสิ่งที่เรายังไม่มี

คนที่มีเป้าหมายจึงรู้ว่าวันนี้เราจะตื่นมาทำอะไร เพื่ออะไร และเพื่อใคร

แต่ในวันที่เราเดินทางถึงเป้าหมายนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นตามมา นั่นคือเรื่องที่น่าคิด

ถ้าเราหาภูเขาลูกใหม่ให้ปีนได้ มีอะไรให้ไขว่คว้าเพื่อสนองโดพามีน ก็ยังพอมีทางให้ไปต่อ

แต่ถ้าเราไม่มีเป้าหมายใหม่ ไม่รู้ว่าตื่นมาวันนี้จะทำอะไร ก็อาจทำให้ชีวิตของบางคนอับเฉาได้เช่นกัน

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”
-Mark Manson


ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่จะบอกว่าความสำเร็จเป็นสิ่งไม่ดี

แค่ให้เรามองด้วยสายตาที่สมดุลกว่าเดิม ว่าในดีมีร้าย ในร้ายก็มีดี

แน่นอนว่าเราก็ต้องการ “ความสำเร็จเล็กๆ” ในรูปแบบของการพัฒนา เพราะ progress เป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุดในการพาให้เราไปต่อ

เราอยู่ในโลกที่กระตุ้นให้คนแข่งขัน ให้เปรียบเทียบกันตลอด แม้ว่าชีวิตเราจะดีขึ้น แต่ถ้าเราดีขึ้นช้ากว่าคนอื่น การเปรียบเทียบย่อมทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจได้เหมือนกัน

ในโลกการทำงาน เราจำเป็นต้องเร็วกว่าคนอื่น ไม่อย่างนั้นธุรกิจอาจไปต่อได้ลำบาก

แต่ในโลกส่วนตัว เราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใครเลย แม้กระทั่งกับตัวเอง

ผมจึงเชื่อว่าเราเปรียบเทียบกับคนอื่นได้บ้าง (เพราะอย่างไรเราก็เลี่ยงไม่ได้ มนุษย์นั้นเล่น Status Game มาแต่ไหนแต่ไร) แต่ต้องระวังไม่เอาคุณค่าและความพึงพอใจไปแขวนไว้กับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือแรงที่เราลงไป มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และตราบใดที่เราสร้างความก้าวหน้าเป็นบางวัน (ย้ำว่าแค่บางวัน) ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว

“When you fall in love with the process rather than the outcome, you don’t have to wait to be happy.”
-Shane Parrish

เมื่อเรารู้สึกอ่อนล้า ให้ลองหยุดพัก ถอยห่างออกมาลองมองดูดีๆ อีกครั้ง

แล้วเราอาจรู้สึกขอบคุณความสำเร็จที่มาช้าครับ

เริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลง

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนจะมี “จังหวะสวรรค์” ที่เข้ามาเตือนให้ผมตระหนักและตั้งใจที่จะใช้มือถือให้น้อยลงกว่าเดิม

โดยเริ่มต้นจากที่หลวงปู่ปราโมทย์ปรารภไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่าถ้าเราตั้งอกตั้งใจฝึกความรู้เนื้อรู้ตัว แต่พอพักแล้วมานั่งเล่นมือถือ ที่ฝึกมาก็สูญเปล่า*

จากนั้นผมได้อ่านหลายบทความที่พูดถึงภัยของสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็น

How Social Media Shortens Your Life by Gurwinder Bhogal (เขียนไว้เมื่อ 3 Aug 2025)

The dawn of the post-literate society by James Marriott (19 Sep 2025)

Everything is Television by Derek Thompson (10 Oct 2025)

Is social media just…boring now? by Brian Klaas (17 Oct 2025)

ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การเล่นโซเชียลบนมือถือของผมเหลือวันละต่ำกว่า 20 นาทีมาสองสัปดาห์เต็ม หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 45-60 นาทีมาโดยตลอด

บทความที่ผมชอบที่สุดคือ How Social Media Shortens Your Life ของ Gurwinder Bhogal ผมจึงจะใช้เป็นแกนหลักของบทความนี้ และจะแซมเนื้อหาของนักเขียนท่านอื่นๆ เอาไว้ด้วยนะครับ


ทำไมเวลาที่เล่นมือถือจึงผ่านไปเร็วนัก

เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ที่ตั้งใจจะเล่นมือถือนิดเดียว แต่พอรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “30-minute ick factor” คือความรู้สึกไม่สบายใจหลังจากที่รู้ตัวว่าใช้มือถือไปนานกว่าที่ตั้งใจไว้

ประสบการณ์ที่เข้มข้น มักจะทำให้เวลาเดินช้าลง เช่นตอนเกิดอุบัติเหตุหรือตอนเกิดแผ่นดินไหว

จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยได้คิดถึง “ระยะเวลา” ตอนเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เราจะคิดถึงมันตอนที่ผ่านไปแล้ว ผ่านความทรงจำที่เราระลึกได้

บางครั้งเวลาเหมือนจะผ่านไปเร็ว แต่กลับรู้สึกยาวนานในความทรงจำ เช่นตอนที่เราไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจจนลืมดูเวลา แต่พอหวนระลึกถึงประสบการณ์นั้นเรากลับรู้สึกว่ามันยาวนาน เพราะเราได้สร้างความทรงจำที่แข็งแรงเอาไว้มากมาย

ในทางกลับกัน ตอนรอต่อเครื่องที่สนามบิน ระหว่างที่รอช่างรู้สึกยาวนาน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปและมองย้อนกลับมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ยาวมากนัก เพราะไม่มีอะไรให้จดจำ

ความร้ายกาจของโซเชียลมีเดียก็คือ มันทำให้เวลาสั้นลงทั้งตอนที่เราเล่นมือถือ และตอนที่เราย้อนคิดถึงมันด้วย

“A sinister thing about social media is that it speeds up your time both in the moment and in retrospect. It does this by simultaneously impairing your awareness of the present and your memory of the past.”

ลองนึกดูก็ได้ว่าเมื่อวานนี้เราเห็นโพสต์อะไรในเฟซบ้าง เราจะพบว่าเรานึกไม่ค่อยออก งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุว่าโซเชียลมีเดียมีผลกระทบกับความทรงจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว

เพราะโซเชียลมีเดียมักจะคัดสรรแต่โพสต์ที่เขย่าอารมณ์ ทั้งเรื่องที่ทำให้โกรธ เรื่องที่ทำให้เศร้า เรื่องที่ทำให้ฮา พอเจอโพสต์ที่กระตุ้นความรู้สึกเข้าบ่อยๆ ใจก็เลยเกิดความ “ด้านชา” (desensitised) กับเนื้อหาเหล่านี้ และไถมือถือไปแบบ autopilot

Sean Parker หนึ่งในผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค บอกว่าสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือการดึงเวลาและความสนใจจากผู้ใช้งานให้มากที่สุด

“The thought process that went into building these applications was all about: ‘How do we consume as much of your time and conscious attention as possible?'”

ถ้าเราอยากเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียทำงานอย่างไร เราต้องย้อนกลับไปดูการทำงานของซูเปอร์มาร์เก็ตและคาสิโน


เขาวงกตเพื่อลูกค้าคนโปรด

เคยมั้ยครับเวลาที่เราไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตเพราะจะซื้อของไม่กี่อย่าง แต่กลายเป็นว่าได้ของมาเต็มรถเข็น?

สิ่งนี้เรียกว่า Gruen Effect (อ่านว่า กรูเอ็น เอฟเฟ็กต์ จากชื่อของ Victor Gruen สถาปนิกชาวออสเตรีย) ซึ่งหมายถึงการที่ร้านถูกออกแบบมาให้ละลานตาละลานใจ จนลูกค้าลืมความตั้งใจแรกไปว่าเข้ามาในร้านทำไม และเริ่มซื้อของแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ (impulse purchases)

ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ “เขาวงกต” ทำให้เราต้องเดินผ่านชั้นสินค้าต่างๆ ที่เราไม่ได้คิดจะซื้อตั้งแต่แรก แต่พอเห็นป้ายลดราคาหรือป้ายแนะนำสินค้าเราก็เลยหยิบติดมือไปนิดๆ หน่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ของก็เต็มตะกร้าแล้ว

Bill Friedman เคยทำงานในคาสิโนในลาสเวกัสเป็นสิบปี ก่อนจะออกมาเขียนหนังสือเรื่องการออกแบบคาสิโน โดยยืมความคิดบางอย่างของการออกแบบซูเปอร์มาร์เก็ตมาใช้ เพื่อจะสร้าง “เขาวงกต” ที่ทำให้แขกอยู่ในคาสิโนให้นานที่สุด

หนึ่งในคอนเซปต์สำคัญที่ฟรีดแมนเสนอ คือการทำให้ทางเดินในคาสิโนเกือบทั้งหมดนั้นมีความเว้าโค้ง (curvilinear) และตั้งใจให้มี “โค้งหักศอก” (right-angle turns) ให้น้อยที่สุด

เพราะทางเดินที่เว้าโค้งจะทำให้ลูกค้าเดินอย่างเพลิดเพลินเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่ถ้าในคาสิโนมีจุดที่บังคับให้ต้องตัดสินใจว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา (right-angle turns) ลูกค้าอาจ “กลับมามีสติ” หันไปดูนาฬิกาว่าใช้เวลาในคาสิโนไปนานแค่ไหนแล้ว จนอาจเลือกเดินออกจากคาสิโนไปเลยก็ได้

เทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ในโซเชียลมีเดียเช่นกัน

สมัยโซเชียลมีเดียเกิดใหม่ๆ เราสามารถ scroll down ในจอคอมไปจนสุดทางได้ ไม่มีโพสต์อะไรให้อ่านต่อแล้ว

ด้านล่างสุดของเพจ ก็เหมือนกับโค้งหักศอกที่กระตุกให้เรากลับมามีสติ เลิกเล่นโซเชียลแล้วหันไปทำอย่างอื่น

แต่ช่วงปี 2007-2009 โซเชียลมีเดียได้เริ่มต้นใช้ “infinite scroll” ที่ทำให้ฟีดของโซเชียลเป็นเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีก้น ไถเท่าไหร่ก็ไม่หมด

ตัว infinite scroll จึงเหมือนทางเดินเว้าโค้งที่ทำให้เราเล่นโซเชียลมีเดียอย่างเพลิดเพลินจนลืมดูเวลา เหมือนคนที่ตกอยู่ในเขาวงกตไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือคาสิโน

การจะไปติดอยู่ในเขาวงกตอย่างร้านค้าหรือบ่อนได้ เราต้องอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปยังสถานที่แห่งนั้น

แต่สำหรับเขาวงกตแห่งโลกออนไลน์ เราพร้อมจะเข้าไปติดได้ตลอดทั้งวันเพราะอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ

แถมเขาวงกตนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเขาวงกตทางกายภาพ แต่ยังเป็นเขาวงกตทางเวลาด้วย

“Our feeds are not just mazes in space, but also in time.”


เหมือนอ่านหนังสือในพายุ

สิ่งที่ตรงข้ามกับเขาวงกต คือ “เส้นทาง” (route) และเส้นทางสำหรับเวลาคือ “เรื่องราว” (story)

จากงานวิจัยหลายชิ้น คนเราจะประเมินว่าเวลาผ่านพ้นไปเท่าไหร่ได้แม่นยำกว่าเมื่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีเรื่องราว (narrative) เช่นเมื่อวานนี้ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว เดินทางไปทำงาน ฯลฯ มีเหตุการณ์ต่อกันเป็นลำดับจนร้อยเรียงออกมาเป็นเส้นเรื่องได้

เราจึงสามารถจำเนื้อหานิยายเล่มโปรดที่อ่านจบไปแล้วหลายปีได้ เพราะมันอยู่ในรูปแบบของเรื่องราวที่เราปะติดปะต่อได้ในความทรงจำ

แต่เราแทบจะไม่สามารถเล่าได้เลยว่าเมื่อวานนี้ที่เราไถฟีดโซเชียล เราอ่านหรือดูอะไรไปบ้าง เพราะเนื้อหาในโซเชียลนั้นคือสุดยอดของความสะเปะสะปะ ไม่มีลำดับ ไม่มีเส้นเรื่องใดๆ โซเชียลมีเดียจึงเป็น “เขาวงกตทางเวลา” ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ตรงกลาง หรือจุดจบ

การเล่นโซเชียลมีเดียเปรียบเหมือนการอ่านหนังสือท่ามกลางพายุ จากหน้า 10 ไปหน้า 218 กลับมาหน้า 129 ไปหน้า 322 ทั้งซีนและตัวละครสับสนปนเป เราจึงไม่มีทางที่จะเชื่อมโยงออกมาเป็นเรื่องราวได้เลย

หนักไปกว่านั้น เมื่อเราติดมือถือ ต้องหยิบขึ้นมาเล่นบ่อยๆ ก็ย่อมเกิด switching cost ระหว่างโลกจริงกับโลกออนไลน์ จนทำให้เราไม่สามารถใส่ใจกับชีวิตจริงได้

โซเชียลมีเดียทำให้เรา “ไถฟีด” ในโลกออนไลน์อย่างไร มันก็กำลังทำให้เรา “ไถฟีด” ในชีวิตจริงอย่างนั้นด้วยเช่นกัน

“By constantly interrupting you, social media platforms can impair your awareness and shorten your days even while you are not on them, so that you end up scrolling through the real world as shallowly as the virtual one.”


เล่นโซเชียลแล้วแก่เร็ว

คงไม่แย่มากถ้าโซเชียลมีเดียแค่กินเวลาของเราไปเฉยๆ แต่ความจริงคือมันกำลัง “กินสุขภาพ” ของเราด้วย

โซเชียลมีเดียทำให้นาฬิการ่างกายรวน จนงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำไมเด็กสมัยนี้ – โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง – ถึงเริ่มเป็นสาวเร็วกว่าแต่ก่อน

นอกจากจะเร่งการเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว อาการติดจอยังเหมือนจะเร่ง “ความแก่” ด้วย จากการศึกษาผู้ใหญ่กว่า 7,000 คน พบว่าคนที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานๆ มีสัญญาณของความแก่เร็วกว่า ทั้งในแง่มวลกล้ามเนื้อและความยาวของเทโลเมียร์ (ตัวบ่งบอกอายุของเซลล์)

พูดง่ายๆ คือ โซเชียลมีเดียไม่ได้แค่ทำให้เวลาชีวิตเราน้อยลง แต่มันยังอาจทำให้คุณภาพชีวิตของเราแย่ลง และยังทำให้เราแก่เร็วขึ้นอีกด้วย


เลิกเล่นโซเชียลแล้วก็ติดแชตบอตได้อยู่ดี

พอรู้โทษของโซเชียลแล้ว เราอาจพยายามลดละเลิกการเข้าแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ พอคนเลิกเล่นโซเชียล เราก็ไปเสียเวลาในแอปอื่นแทน

อย่างเช่น “แชตบอต” ที่ทำตัวเหมือนกับเขาวงกตเช่นกัน เพราะบางทีมันก็ตอบวกไปวนมา ชอบชื่นชมและยืนยันความคิด (ที่อาจจะผิด) ของเรา แถมยังชวนคุยต่อเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ

ดังนั้นปัญหาจริงๆ จึงไม่ใช่แค่โซเชียลหรือแชตบอต — แต่คือ “เขาวงกต” ในโปรดักท์ต่างๆ ที่พาเราดำเนินตนไปอย่างไร้สติ

นอกจากเรื่องการเสียสุขภาพและการเสียเวลาแล้ว ก่อนจะไปถึงทางแก้ ผมอยากชวนคุยภาพใหญ่ของการที่มนุษยชาติเสพติดมือถือ นั่นคือเรากำลังสูญเสียอารยธรรมสำคัญ

นั่นคืออารยธรรมของการอ่านหนังสือ


การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อ

นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล คือคนธรรมดาจำนวนมหาศาลเริ่มอ่านหนังสือ

ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ยุคเครื่องพิมพ์เพิ่งถือกำเนิด การอ่านยังเป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้แตะหนังสือเลย

แต่พอเข้าสู่ยุค 1700’s ระบบการศึกษาขยายตัวขึ้น หนังสือราคาถูกพิมพ์ออกมามากมาย การอ่านจึงเริ่มแพร่ขยายลงมาถึงชนชั้นกลางและคนชั้นล่าง

โลกของ “ตัวหนังสือ” เป็นโลกที่มีระเบียบ เป็นเหตุเป็นผล ความรู้ถูกจัดหมวดหมู่ ถูกอธิบาย เชื่อมโยง และวางไว้ในที่ที่ควรจะเป็น หนังสือไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่ “สร้างเหตุผล” เสนอแนวคิด ตั้งคำถาม และค่อยๆ พัฒนาไอเดีย

นักคิดชื่อ Eric Havelock เคยบอกว่า การรู้หนังสือในยุคกรีกโบราณคือจุดเริ่มต้นของ “ปรัชญา” เพราะเมื่อมนุษยชาติเริ่มบันทึกความคิดลงบนกระดาษได้ เราก็มีโอกาสกลับมาทบทวน แก้ไข และต่อยอดความคิดเหล่านั้น

Elizabeth Eisenstein ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Printing Revolution in Early Modern Europe ว่า การอ่านออกเขียนได้ คือชนวนที่นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance), การปฏิรูปศาสนา (Reformation) และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) และนักประวัติศาสตร์หลายคนยังบอกว่ามันส่งผลถึงยุคแห่งเหตุผล (Enlightenment), สิทธิมนุษยชน และการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย

ถ้ามองย้อนกลับไปจะเห็นว่า ผู้นำ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และศิลปินผู้สร้างอารยธรรมของเรามีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือพวกเขาอ่านหนังสือกันจริงจัง โธมัส เอดิสัน ชาร์ลส์ ดาร์วิน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ล้วนเป็นนักอ่าน และแม้แต่อีลอน มัสก์ก็ยังเติบโตมากับหนังสือ


เอกลักษณ์ของหนังสือ

นักทฤษฎีชื่อ Walter Ong เคยพูดไว้ว่า “การเขียนทำให้ความคิดเย็นลงและมีเหตุผลมากขึ้น”

ถ้าเราพูดต่อหน้าคน หรือทำคลิปวิดีโอ เราสามารถใช้วิธีอื่นมาช่วยโน้มน้าวได้ เช่น ตะโกน บีบน้ำตา ทำเสียงออดอ้อน ใส่ดนตรี หรือใส่ภาพสะเทือนใจ ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล และมนุษย์เราก็มีแนวโน้มจะเชื่อสิ่งที่กระทบใจมากกว่าสิ่งที่ใช้เหตุผล

แต่หนังสือไม่สามารถตะโกนใส่เราได้ ร้องไห้ก็ไม่เป็น นักเขียนจึงไม่สามารถใช้ลูกเล่นทางอารมณ์แบบยูทูบเบอร์หรือติ๊กต็อกเกอร์ได้

นักเขียนต้องประกอบคำพูดขึ้นทีละประโยค สร้างเหตุผลทีละชั้น แม้จะเป็นเรื่องยากเย็นแต่ก็ทำให้หนังสือเป็นสื่อที่ผูกพันกับตรรกะและเหตุผลมากที่สุดในบรรดาการสื่อสารของมนุษย์ทั้งหมด


สมบัติล้ำค่าที่กำลังหลุดมือเราไป

Neil Postman ได้เขียนไว้ในหนังสือ Amusing Ourselves to Death ว่า

“What Orwell feared were those who would ban books. What Huxley feared was that there would be no reason to ban a book because there would be no one who wanted to read one.”

George Orwell คือผู้เขียนหนังสือ 1984

Aldous Huxley คือผู้เขียน Brave New World

ดูเหมือนว่า Huxley จะทำนายถูกกว่า Orwell เพราะเดี๋ยวนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงอย่างน่าใจหาย

ในอเมริกา ภายในเวลาเพียง 20 ปี คนที่อ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจลดลงไปถึง 40% ส่วนในอังกฤษก็มีผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 ที่ยอมรับว่าเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว

ในรายงานของ OECD เมื่อปลายปี 2024 ความสามารถในการอ่านและเขียน (literacy levels) ของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นกำลังดิ่งหัวลง ถ้านักสังคมศาสตร์มาเห็นกราฟแล้วไม่รู้บริบท อาจจะนึกว่ามีสงครามหรือการล่มสลายของระบบการศึกษาในประเทศเหล่านั้น

แต่สาเหตุที่แท้จริง คือการมาถึงของสมาร์ตโฟนครับ

ตั้งแต่ที่คนทั่วโลกเริ่มหันมาใช้สมาร์ตโฟนในช่วงปี 2010-2015 คะแนน PISA ที่ใช้ประเมินสมรรถนะของนักเรียนในระดับสากลก็ดิ่งลงแบบน่าตกใจ (ลองเสิร์ชคำว่า global pisa score in decline ดู)

ส่วนไอคิวของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นมาตลอดหลายชั่วอายุคนจนมีชื่อเรียกว่า Flynn effect ก็กำลังลดลงเช่นกัน

แต่ก่อนเทคโนโลยีอย่างภาพยนตร์หรือทีวีมันนั้นล้วนดึงความสนใจเราได้แค่ชั่วคราว แค่ให้เราดูสักพักแล้วก็จบไป แต่สมาร์ตโฟนกลับเรียกร้องเวลาจากเราตลอดทั้งวันและตลอดทั้งชีวิต

สมัยนี้ คนทั่วไปใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง ส่วน Gen Z ใช้จอถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน บทความหนึ่งใน The Times ยังระบุว่าเด็กยุคนี้จะใช้ช่วงเวลาที่ลืมตาไปกับการไถหน้าจอรวมกันกว่า 25 ปี

เมื่อใช้เวลาอ่านข้อความสั้นๆ หรือดูวีดีโอบนหน้าจอเยอะๆ ความสามารถที่เราสูญเสียไปคือการอ่านหนังสือ

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เหล่าปัญญาชนเชื่อกันว่า “วรรณกรรมและการเรียนรู้” คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ที่วรรณกรรมคลาสสิกถึงยังถูกสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมันได้รวบรวม “สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เคยคิดและได้พูดเอาไว้” (the best that has been thought and said.)

นิยายและบทกวีชั้นยอดช่วยเปิดมุมมองของเรา ให้เราได้เข้าไปอยู่ในความคิดและความรู้สึกของคนอื่น พาเราเดินทางไปยังยุคสมัยที่เราเกิดไม่ทัน หรือไปยังสถานที่ที่เราไม่เคยไป

ส่วนหนังสือ non-fiction ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือบันทึกการเดินทาง ก็ช่วยให้เราเข้าใจโลกอันซับซ้อนใบนี้มากขึ้น

แต่สมาร์ตโฟนกำลังค่อยๆ แย่งสิ่งมีค่าพวกนี้ไปจากเรา

จะเกิดอะไรขึ้น หากมนุษย์ส่วนใหญ่เลิกอ่านหนังสือ และเสพแต่คลิปวิดีโอมากขึ้นไปทุกที?


เมื่อสมองกลายเป็นส่วนเกิน

ญาติห่างๆ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ชื่อว่า “ซีสคเวิร์ต” (sea squirts)

ตอนเด็กๆ พวกมันจะหน้าตาคล้ายลูกอ๊อด คอยว่ายน้ำไปมาอย่างขยันขันแข็ง สำรวจโลกใต้ทะเลอย่างอิสระ

แต่พอโตขึ้น ชีวิตที่เคยผาดโผนของมันก็ค่อยๆ เลือนหายไป ซีสเควิร์ตจะหาหินสักก้อนเพื่อเกาะอยู่ตรงนั้น และไม่ย้ายไปไหนอีกเลยตลอดชีวิต ร่างกายของมันค่อยๆ กลายเป็นถุงนิ่มๆ ที่ไม่ทำอะไรนอกจากรอจับเหยื่อที่ลอยผ่านมากินไปวันๆ

วิถีชีวิตแบบนี้ไม่ต้องใช้สมองเท่าไหร่ สมองเลยกลายเป็นของสิ้นเปลืองพลังงาน มันก็เลย “กินสมอง” บางส่วนของตัวเองไปด้วย

ดูเป็นตลกร้ายที่สอดคล้องชีวิตของเราหลายคนในโลกโซเชียล ที่นอนนิ่งๆ ไถจอทั้งวัน จนสมองของเราจะกลายเป็นส่วนเกินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้


เมื่อโซเชียลมีเดียไม่โซเชียลอีกต่อไป

สมัยก่อนโซเชียลมีเดียถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากัน

ตอนปี 2004 เหตุผลหลักที่คนสมัคร TheFacebook (ชื่อเดิมของ Facebook) ก็เพราะอยากรู้ว่ากำลังจะมีปาร์ตี้ที่ไหน หรือมีกิจกรรมอะไรในมหาวิทยาลัย มันช่วยให้คนได้ออกไปเจอกันในชีวิตจริง

แต่ทุกวันนี้มันกลับกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความโดดเดี่ยว เพราะระบบถูกออกแบบให้เรานั่งไถจอคนเดียวไปเรื่อยๆ

ในโลกแห่งความจริง ถ้าเราเป็นคนพูดจาแย่ๆ คนรอบข้างจะตีตัวออกห่าง แต่โลกโซเชียลกลับให้รางวัลคนแบบนี้ ยิ่งพูดจาแรงๆ ยิ่งได้ยอดไลก์ ยิ่งได้คนติดตาม

ตอนแรกเราสมัครแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อจะได้ keep in touch กับเพื่อน ครอบครัว และคนรู้จัก แต่ตอนนี้เรากลับเห็นโพสต์จากคนดังมากกว่าเพื่อน และแม้กระทั่งเจ้าของบริษัทเอง ก็กำลังบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป!

เมื่อเดือนสิงหาคม Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ได้ให้การกับศาลและหน่วยงาน FTC (Federal Trade Commission) ว่าตัวเองไม่ได้ผูกขาดตลาด social media เพราะว่า

“ทุกวันนี้ users ของเราดูโพสต์จาก “เพื่อนจริงๆ” บน Instagram แค่ 7% ส่วนบน Facebook ก็ราว ๆ 17% เท่านั้น เวลาที่เหลือเกือบทั้งหมดคือการดูวิดีโอ โดยเฉพาะวิดีโอสั้นๆ ที่ไม่ได้มาจากเพื่อนหรือคนที่ users ติดตาม แต่เป็นคลิปที่ระบบเอไอของ Meta แนะนำขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถแข่งขันกับ TikTok ได้”

พูดง่ายๆ ก็คือทุกวันนี้ “โซเชียลมีเดีย” แทบจะไม่เหลือความเป็น “โซเชียล” อีกแล้ว มันกลายเป็นแค่ “ทีวี” ที่มีเนื้อหาไม่จำกัดและเปิดสถานี 24×7 เท่านั้น


เราจะใช้โชคดีของเราไปกับอะไร

เมื่อ 13,000 ล้านปีที่แล้ว จู่ๆ จักรวาลที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนโลกของเราเมื่อราว 3,800 ล้านปีก่อน นับแต่นั้นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็เกิดขึ้นและดับไปนับไม่ถ้วน ค่อยๆ วิวัฒนาการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน จากซีสเควิร์ท มาถึงไดโนเสาร์ มาถึงลิงชิมแปนซี และสุดท้ายก็กลายเป็นพวกเราเหล่า Homo Sapiens – สิ่งมีชีวิตที่มีสติรู้ตัว คิดได้ซับซ้อน เข้าใจโลก รู้จักความสุข ความรัก และความหมายของการมีชีวิตในแบบที่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่มีวันเข้าถึงได้

ในหมู่มวลมนุษย์นี้เอง ยังมีคนอีกนับจำนวนไม่ถ้วนที่ไม่เคยมีโอกาสถือกำเนิดขึ้นมาเลย เพราะคนที่ได้เกิดมาเป็นเพียงสเปิร์มตัวที่ว่ายเร็วที่สุดเท่านั้น

จากความเป็นไปได้นับอเนกอนันต์นี้ เราคือไม่กี่คนที่มีโอกาสได้เกิดมาและได้มีชีวิตอยู่จริงๆ

เราจึงเป็นเหล่าผู้โชคดี แม้จะมีเวลาแค่ราว 30,000 วันบนโลกนี้เท่านั้นก็เถอะ

คำถามก็คือ จากสามหมื่นวันที่เราโชคดีได้รับมา เราใช้เวลาไปเท่าไหร่กับการนั่งดูเรื่องราวไร้แก่นสารบนโลกออนไลน์?


ปลดแอกจากมือถือ

จากประสบการณ์ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และจากบทความที่กล่าวไปข้างต้น ผมมีคำแนะนำ 4 ข้อ

  1. เข้าใจภัยของมือถือและโซเชียล
  2. ทำให้การเล่นมือถือเป็นเรื่องยาก
  3. หาอะไรทำแทนการเล่นมือถือ
  4. ระลึกให้ได้ว่าเรามีเวลาไม่มาก

หนึ่ง เข้าใจภัยของมือถือและโซเชียล

เคยได้ยินใช่มั้ยครับว่าเงินเป็นทาสที่ดี แต่เป็นเจ้านายที่แย่

สมาร์ตโฟนก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน มันเป็นทาสที่ดีมาก แต่เป็นเจ้านายที่แย่มาก

หลายคนตกเป็นทาสของมันมานาน ตอนนี้ถึงเวลาประกาศอิสรภาพให้ตัวเองแล้ว

เพราะหากเราเข้าใจอย่างแท้จริง ว่าเป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียไม่ใช่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่แม้แต่การสร้างความบันเทิง แต่คือการ “สร้างเขาวงกต” เพื่อให้เราเข้าไปติดอยู่ในนั้นให้นานที่สุด เพื่อจะได้สร้างรายได้ให้มากที่สุด

เปรียบเหมือนเซลล์ในเรื่องดราก้อนบอล ที่สูบชีวิตคนไปหมดเมืองเพื่อเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเอง


สอง ทำให้การเล่นมือถือเป็นเรื่องยาก

โลกแห่งความจริงนั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัด โลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียทำให้เราติดใจ เพราะมันมอบความรู้สึกไม่จำกัดให้เราผ่าน infinite scroll และแชตบอตที่ถามได้ทุกเรื่อง

ถ้าเราเข้าไปสู่โลกของมัน เราสู้ไม่ไหวแน่นอน ดังนั้นลองใช้เทคนิคเหล่านี้ดู

  • วางมือถือไว้ไกลมือ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำและวันหยุด วางไว้คนละชั้นในบ้านเลยยิ่งดี แต่เปิดเสียงให้ดังพอที่เราวิ่งไปรับสายได้ (จะว่าไป เดี๋ยวนี้คนก็ไม่ค่อยโทรหากันแล้ว)
  • ตั้งเวลาว่าจะเล่นแอปแต่ละตัวไม่เกินกี่นาที ถ้าเป็นบน Android ให้เข้า Digital Wellbeing ก็จะดูได้ว่าเราใช้แอปแต่ละตัวในแต่ละวันนานแค่ไหน
  • ล็อกเอาท์พวกแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ เวลาที่คลิกเข้ามาแล้วเจอหน้าล็อกอินก็จะเหมือนกับที่เราเจอ “โค้งหักศอก” ให้เราคิดดีๆ ว่าเราอยากเข้าเขาวงกตตอนนี้จริงหรือ
  • ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าจะหยิบมือถือขึ้นมาใช้ ควรจะมีเป้าหมายบางอย่างเสมอ เช่นจะหาข้อมูล หรือจะตอบแชทใครบางคน อย่าหยิบขึ้นมาเพียงเพราะความเคยชินและต้องการแค่จะไถหน้าจอฆ่าเวลา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ต่างอะไรกับซีสเควิร์ตที่กินสมองของตัวเอง

สาม หาอะไรทำแทนการเล่นมือถือ

ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกว่า habit loop ของเรามีสามส่วนด้วยกัน คือ Trigger -> Routine -> Reward

Trigger ของการเล่นมือถือ คือมีเวลาว่าง รู้สึกเบื่อ หรืออยากหาอะไรทำฆ่าเวลา

ถ้าเราตัด Routine ของการเล่นมือถือออกไป แต่ Trigger เดิมยังไม่หายไปไหน เราจำเป็นต้องหา Routine อย่างอื่นมาใส่แทน ไม่อย่างนั้นเราจะกลับไปติดมือถืออีกครั้ง

หนึ่งในรูทีนที่ดี คือเบื่อหรือมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

อย่างที่กล่าวไปว่า การอ่านหนังสือคืออารยธรรมอันล้ำค่าของมนุษย์ มันคือการส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยหลายพันปี และเรากำลังสูญเสียมันไปเพราะการมาถึงของสมาร์ตโฟนและเอไอที่ทำให้เราสมาร์ตน้อยลงไปทุกที

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือได้มากขึ้นพอสมควร เทคนิคที่ผมเริ่มใช้ก็คือ ครั้งแรกของวันที่เปิดหนังสือขึ้นมาอ่าน ผมจะใช้ดินสอเขียนลงใกล้ๆ เลขหน้าว่าวันนี้จะอ่านถึงหน้าไหน เช่นถ้าวันนี้ผมตั้งใจจะอ่าน 10 และผมอยู่ที่หน้า 101 ผมก็จะเขียน 110 กำกับตรงเลขหน้านั้น และถ้าเป็นวันหยุด ผมตั้งใจจะอ่าน 20 หน้า ก็จะเขียนเลข 120 กำกับไว้ตรงหน้า 101 การประกาศเจตนาเล็กๆ นี้เป็นแรงผลักชั้นดีให้หยิบหนังสือขึ้นมาแทนการหยิบโทรศัพท์มือถือ

แต่ถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสือ จะทำอย่างอื่นก็ได้ที่สอดคล้องกับจริตและเป้าหมาย บางคนอาจจะยืดเส้นยืดสาย ทำ breathwork ขบคิดเรื่องบางเรื่อง โทรหาคนในครอบครัว สังเกตสิ่งรอบตัว คุยกับคนนั้นคนนี้ ออกไปเดินเล่นให้ผ่อนคลาย หรือกลับมาอยู่กับลมหายใจและความรู้เนื้อรู้ตัว

แต่ละข้อที่กล่าวมาอาจจะไม่ได้ดูสนุกมากนัก แต่ขอให้มองว่ามันคือการฝึกฝนในการทานกระแสนิสัยเดิม

และเชื่อเถอะว่าที่เราชอบไถมือถือ จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้สนุกกับมันหรอก เล่นเสร็จแล้วทุกข์กว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่เราทำไปเพราะเราเคยชินกับการเข้าไปอยู่ในเขาวงกตต่างหาก

เพราะถ้าเราใช้เวลาว่างไปกับการเล่นมือถือ เราจะไม่เคยมีเวลาได้พักจริงๆ เลย เมื่อไหร่ที่เรามีเวลาว่าง การอยู่ห่างจากหน้าจอต่างหากที่จะช่วยให้เราได้ชาร์จแบตกายและใจ


สี่ ระลึกให้ได้ว่าเรามีเวลาไม่มาก

หลวงปู่ปราโมทย์บอกว่า มือถือคือศัตรูอันร้ายกาจของการภาวนา* และผมมองว่ามันยังสามารถเป็นศัตรูอันร้ายกาจในมิติอื่นๆ ด้วย ทั้งการมีสุขภาพที่ดี ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และการบรรลุความมุ่งหมายที่เรียกร้องให้เราออกมาเผชิญโลกแห่งความจริง

มนุษย์เกิดมาเพื่อมีประสบการณ์ เพื่อรู้สึกถึงการมีชีวิตชีวา ภายใต้ข้อจำกัดของสี่พันสัปดาห์หรือสามหมื่นวัน

ในชั่วโมงสุดท้ายของวันที่สามหมื่น ในคืนที่เรานอนหายใจรวยริน คงไม่มีใครอุทานว่า “เสียดายจัง เราน่าจะเล่นมือถือให้มากกว่านี้สักหน่อย”

ก่อนจากกันไป ขอฝากหนึ่งประโยคเอาไว้ที่อาจช่วยให้เราระลึกได้เนืองๆ ว่าเรามีเวลาจำกัดขนาดไหน:

“ถ้าอักขระแต่ละตัวมีความยาวเท่ากับหนึ่งปี อายุเฉลี่ยของคนเราก็คงยาวไม่เกินประโยคนี้”

“If years were letters, the average human lifespan would not be longer than this sentence.”

– Gurwinder Bhogal

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลงครับ


ป.ล. เป็นเรื่องย้อนแย้งที่ผมตีพิมพ์บทความชวนให้ลดการเล่นโซเชียลมีเดียผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ผมจึงขอแปะลิงค์ช่องทางอื่นๆ ในการติดตามบล็อกไว้ตรงนี้นะครับ https://linktr.ee/anontawong


* จิตหลงแล้วรู้ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ต.ค. 2568 นาทีที่ 24:22

วิธีก้าวผ่านวิกฤติวัยกลางคน

“ในบรรดาคนที่ยุ้ยได้คุยด้วย พี่น่าจะเป็นคนแรกเลยนะที่ไม่เจอวิกฤติวัยกลางคน”

ยุ้ยเป็นเจ้าของบริษัท Headhunter ที่ทางผมใช้บริการมาหลายปี ยุ้ยกินข้าวกับผมเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะเราไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลย มีแต่คุยกันผ่านอีเมล ไลน์และโทรศัพท์เท่านั้น

ยุ้ยในวัยสี่สิบต้นๆ ชีวิตดูลงตัวดี มีลูกชายวัยประถมหนึ่งคน สามีเป็นชาวต่างชาติ ค่อนข้างมีอิสรภาพทางเวลา แต่ละปีได้ไปท่องเที่ยวหลายประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องให้ลำบากใจเช่นการเลือกโรงเรียนให้ลูก และพ่อแม่ที่อายุเริ่มมากและไม่อยากออกไปไหน

“พวกเราเป็น sandwich generation ที่ต้องดูแลลูกด้วย ดูแลพ่อแม่ด้วย” ยุ้ยบอก ไหนจะมีปัญหาเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องคู่ชีวิตที่เพื่อนยุ้ยหลายคนกำลังประสบอยู่

ยุ้ยถามผมว่าเคยเจอ midlife crisis บ้างหรือไม่ ผมนึกอยู่พักหนึ่งก็ตอบไปว่า ก็มี mini crisis ช่วงปลายปี 2016 เพราะไปทำงานที่ใหม่แล้วไม่ผ่านการทดลองงาน โชคดีที่สัปดาห์ถัดมาได้งานใหม่ในสาย HR เพราะเจ้าของบริษัทให้โอกาส

จบจากอาหารมื้อนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้อีก คิดว่าที่ตัวเองไม่เจอก็เพราะว่าโชคดีเฉยๆ จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือ The Happiness Files: Insights on Work and Life ของ Arthur C. Brooks ในบทที่ชื่อว่า The Two Choices That Keep a Midlife Crisis at Bay เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


คอนเซ็ปต์ midlife crisis ถูกนิยามขึ้นเมื่อปี 1965 โดยนักจิตวิเคราะห์ชาวแคนาดาชื่อ Elliot Jaques โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มักจะสูญเสียความ productive หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตในช่วงวัยสามสิบกลางๆ ถึงสามสิบปลายๆ

คำนี้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นในยุค 70’s จากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของ Gail Sheehy ชื่อว่า Passages: Predictable Crises of Adult Life ซึ่งกล่าวไว้ว่า พออายุประมาณ 40 ปี หลายคนจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทางที่ตัวเองเลือกเดิน และเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะมีเวลาเหลือพอที่จะบรรลุสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้หรือไม่

คำว่า “วัยกลางคน” เป็นช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับว่าเรามองตัวเองอย่างไร National Council on Aging เคยมีการสำรวจในปี 2000 และพบว่าจากผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุเกิน 65 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคน

ตัว Brooks ที่อายุ 58 ปีในวันที่เขียนบทความนี้ ก็มองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคนเหมือนกัน เพราะบริษัทประกันชีวิตประเมินว่าเขาน่าจะอายุยืนถึง 98 ปี ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขาเริ่มต้นตอน 19 ปี ดังนั้น “ตรงกลาง” ของ 19 และ 98 ก็คือ (19+98)/2 = 58.5 ปี

คำนิยามสำหรับวัยกลางคนที่จำง่ายๆ และเป็นที่ยอมรับกัน มาจาก Daniel J. Levinson ที่บอกว่ามันคือช่วงชีวิตที่เราไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเรียกว่าแก่ได้เช่นกัน

“Middle age is when one is no longer young and not yet quite old.”

เมื่ออยู่ในวัยนี้ ความรู้ทักษะที่เราสั่งสมมาเหมือนจะเริ่มถดถอยหรือไม่ค่อยทันยุค แถมยังโดนกดดันจากภาระของการเลี้ยงลูกและดูแลพ่อแม่อีก ดังนั้นหากเรามองอายุที่มากขึ้นเป็นข้อจำกัด เราก็ย่อมมีความทุกข์ใจเป็นธรรมดา

แต่ Brooks บอกว่ามีการตัดสินใจ 2 อย่างที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นกับวัยกลางคนได้ หรือแม้กระทั่ง “ก้าวข้าม” (midlife transcendence) ไปได้เลยด้วยซ้ำ


ข้อแรก – อย่ามองว่าวัยนี้ทำให้เราเสียอะไรไป แต่ให้มองว่าเราได้อะไรมา

นักจิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychologist) นาม Erik Erikson บอกว่า วัยกลางคนคือการมาถึงทางแยกระหว่าง “Generativity” กับ “Stagnation”

Generativity คือความรู้สึกว่าเราได้สร้างประโยชน์อะไรบางอย่าง เช่นการทำงานที่มีความหมาย หรือการ “ปั้น” คนรุ่นต่อไป

ส่วน Stagnation นั้นคือการติดหล่มไม่ไปไหน ไม่เกิดการเรียนรู้หรือเติบโต รู้สึกชีวิตไร้เป้าหมายและทิศทาง

Stagnation มักจะนำไปสู่วิกฤติวัยกลางคน เพราะเรากำลังต่อสู้กับเวลา เช่นเครียดกับริ้วรอย ทุกข์ใจกับร่างกายที่ร่วงโรย และทักษะบางอย่างที่ถดถอย

ส่วน Generativity เกิดจากการที่เรายอมรับความจริงที่มาพร้อมกับวัยนี้ และมองเห็นว่ามีอะไรดีขึ้นตามธรรมชาติแม้จะเข้าสู่วัย 40 50 หรือ 60 แล้วก็ตาม เช่นการมองเห็นภาพรวม การอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย รวมถึงการสอนหรือโค้ชคนอื่น

เพราะสิ่งที่ได้มาพร้อมกับวันเวลาและประสบการณ์ ก็คือ “ปัญญาที่ตกผลึกแล้ว” (crystalized intelligence).


ข้อสอง – โฟกัสไปที่การลด ไม่ใช่การเพิ่ม – Choose subtraction, not addition.

ตอนที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ๆ ความสำเร็จคือการได้มา ทั้งเงินทอง หน้าที่ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ และวัตถุต่างๆ ชีวิตในวัยยี่สิบกว่าถึงสามสิบกว่าจึงเปรียบเหมือนการวาดภาพบนผืนผ้าอันว่างเปล่า

แต่พอเข้าสู่วัยกลางคน ผืนผ้านั้นค่อนข้างเต็มแล้ว การจะเติมลวดลายหรือแต่งแต้มสีอะไรลงไปอีกรังแต่จะทำให้ภาพนั้นสวยน้อยลงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ทำไมคนวัยนี้ถึงมักจะมีปัญหาเรื่องการพยายามทำทุกอย่างในชีวิตที่ยุ่งเหยิงให้เสร็จเรียบร้อย สภาวะพลังงานตก ความอึดอัดคับข้องในหน้าที่การงาน และการนอนหลับที่ไม่เคยเต็มอิ่ม

ในวัยนี้ แทนที่จะมองว่าชีวิตเราเหมือนภาพที่ต้องวาดลงบนผืนผ้า เราควรมองให้มันเป็นรูปแกะสลักที่ค่อยๆ เผยตัวตนด้วยการกระเทาะออก ไม่ใช่ด้วยการเติมอะไรลงไปอีก

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเคยชินกับการ “เติม” มานาน แต่สิ่งที่จะช่วยได้ คือให้ตั้งคำถามกับสมการที่ว่า

success = more

เพราะสมการนี้อาจไม่เหมาะกับวัยกลางคนอีกต่อไป

ลองสำรวจตัวเองว่ามีงานอะไรหรือกิจกรรมใดที่เราเลิกทำได้หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้มีเวลามากขึ้นในการครุ่นคิด อ่านหนังสือ ใช้เวลากับคนที่เรารัก และใช้เวลากับตัวเอง

เอาที่จริงแล้ว ชีวิตใครหลายคนมีความสุขขึ้นหลังผ่านวัยกลางคนด้วยซ้ำไป เพราะเรามีความคลี่คลายกว่าตอนหนุ่มสาว มีความใจเย็นลง และมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นรวมถึงเข้าใจโลกมากขึ้นด้วย

มองกลับมาที่ตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคาดคั้นกับตัวเองและคนอื่นน้อยลง ก็ไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจเกินความจำเป็น

ใช้ชีวิตให้เหมาะกับช่วงวัย ไม่อาลัยกับสิ่งที่เสียไปและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราจะได้มา รวมถึงให้ความสำคัญกับการลดทอนมากกว่าการเพิ่มพูน

แล้วเราน่าจะผ่านพ้นหรือแม้กระทั่งก้าวข้ามวิกฤติวัยกลางคนไปได้อย่างสง่างามครับ

Status Game – เกมที่เราหยุดเล่นไม่ได้

Status Game คือเกมการแข่งขันทางสถานะเพื่อวัดว่าใครอยู่สูงกว่าใคร

Naval Ravikant เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่ควรลงไปแข่งเกมสถานะ เพราะมันคือ zero-sum game มีคนชนะก็ย่อมมีคนแพ้ เหมือนการแข่งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีทีมแชมป์ได้ทีมเดียว

ยิ่งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา status game ยิ่งทวีความดุดเดือดเพราะมีโซเชียลมีเดีย

สมัยก่อน ถ้ารุ่นพ่อแม่เราห้อยทองเส้นใหญ่ ใส่นาฬิกาแพง ขับรถหรู เราก็อวดได้แค่คนที่เราพบเจอในชีวิตจริงเท่านั้น แต่สมัยนี้ เราสามารถอวดสถานะให้กับคนที่อยู่คนละซีกโลกได้โดยสบายและแทบจะในทันที

เมื่อเดือนที่แล้ว พี่เอ๋ นิ้วกลม ก็ตั้งข้อสังเกตว่าแม้กระทั่งเรื่องการดูแลสุขภาพอย่าง Longevity ก็กลายมาเป็น status game ด้วยเช่นกัน

วันนี้เลยอยากจะมาเขียนถึงเรื่องนี้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจาก Will Storr ผู้เขียนหนังสือ The Status Game นะครับ


สถานะคือ “เงินสกุลแรก”

เวลาคนเราอวดสถานะ สิ่งที่เรามักนึกถึง ก็คือการอวดว่าฉันเป็นคนมีเงิน ผ่านการซื้อของแพงๆ หรือประสบการณ์ที่ต้องใช้เงินในการเข้าถึง

แต่ก่อนที่เราจะมีเงิน เราวัดสถานะกันอย่างไร?

Storr มองว่าความต้องการที่จะได้มาซึ่งสถานะเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นมาในสัตว์ที่ต้องอยู่กันเป็นหมู่คณะ เพราะสัตว์ที่มีสถานะสูงสุดในฝูงจะได้กินอาหารเป็นคน(ตัว)แรก มีสิทธิ์ในการเลือกคู่ครองมากที่สุด และได้เลือกที่นอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเองและครอบครัว

ลิงที่เป็นจ่าฝูงจึงมีโอกาสสืบพันธุ์และส่งต่อพันธุกรรมมากกว่าลิงปลายแถว

ถ้าจะให้นิยามว่าสถานะคืออะไร มันคือการได้มาซึ่งการยอมรับและเคารพนับถือ (acceptance, respect, and admiration) โดยสัตว์ทุกตัวต้อง “เข้าพวก” ให้ได้ (get along) ก่อน แล้วจึงหาทางสร้างความโดดเด่นและความก้าวหน้า (get ahead) เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ

วิวัฒนาการออกแบบให้สัตว์ทั้งหลายโหยหาสถานะ เพราะมันเป็นผลดีต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เมื่อลิงแต่ละตัวต้องการได้รับความยอมรับนับถือ ก็มีแนวโน้มที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร การแบ่งปัน และการปกป้องพวกพ้อง

ในมุมมองของ Storr สถานะของมนุษย์นั้นมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน

Dominance – สถานะที่ได้มาเพราะพละกำลังหรือศักยภาพในการทำให้คนอื่นหวาดกลัว เช่นการต่อสู้ การเป็นหัวหน้าแก๊งค์ หรือการเป็นเผด็จการ

Virtue – สถานะที่ได้มาเพราะมีคุณธรรมหรือ “ความดี” ที่สูงส่งกว่าคนอื่น สามารถทำตามกฎกติกาที่สังคมหรือกลุ่ม (tribe) นั้นๆ ยอมรับและให้คุณค่า เช่นการเป็นผู้นำศาสนา หรือการทำองค์กรไม่แสวงหากำไร

Success – สถานะที่ได้มาเพราะความเชี่ยวชาญในบางอย่าง เช่นเป็นนักล่าสัตว์ที่เก่งกาจ เป็นคนวาดรูปสวยอย่างดาวินชี หรือเป็นคนคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างเอดิสัน


Status Game คือเกมที่เราไม่สามารถเลิกเล่นได้

Squid Game ในช่วงแรกๆ เขายังให้โอกาสเราโหวตเพื่อจะเลิกเล่นเกม แต่เกมสถานะนั้นเป็นเกมที่เราเลิกเล่นได้ยากมาก

ยิ่งยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การเล่นเกมสถานะนั้นติดตามเราไปทุกหนแห่งและมีครบทั้งสามรูปแบบ

Dominance – รวมตัวกันแบนดาราหรือแบรนด์บางแบรนด์

Virtue – ต่อว่าคนที่ทำผิด และแสดงออกว่าเรามีคุณธรรม/ศีลธรรมเหนือกว่าคนที่กำลังเป็นข่าว

Success – โพสต์เซลฟี่ในที่ต่างๆ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตเราดีแค่ไหน

แม้เราจะบอกว่าเราไม่สนใจเรื่องฟุ้งเฟ้อ ไม่ชอบการอวดใคร แต่นั่นก็ถือเป็น status game อย่างหนึ่งในมุมของ virtue เช่นกัน เพราะเรามองว่าเรื่องเหล่านั้นไร้สาระและเราถือว่าค่านิยมของเรานั้นดีงามกว่าคนที่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือคนที่ชอบโพสต์อวดอะไรบนโลกโซเชียล

ลองสังเกตตัวเองก็ได้ว่าไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เจอกับใคร เราจะเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา เช่นคนนี้ดูดี คนนั้นดูฉลาด คนนี้แต่งตัวแย่ ฯลฯ

ซึ่งคำที่พ่วงท้ายอยู่ในจิตใต้สำนึกก็คือ “กว่าเรา” – คนนี้ดูดีกว่าเรา คนนั้นฉลาดกว่าเรา คนนี้แต่งตัวแย่กว่าเรา

การเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการมอบเรามาให้แต่กำเนิด เราหยุดไม่ได้หรอกที่จะวัดว่าเราอยู่ต่ำหรือสูงกว่าคนอื่นๆ แค่ไหน

ส่วนถ้าใครจะบอกว่า “ไม่จริง ฉันไม่เคยเปรียบเทียบคนอื่นกับตัวฉันเลย” และคันไม้คันมืออยากคอมเมนต์มาก ก็จะขอบอกว่ามันคือ status game อย่างหนึ่งเช่นกัน ที่จะบอกว่าฉันพิเศษกว่าคนอื่น ฉันคือข้อยกเว้น

วิธีเดียวที่จะเดินออกจาก status game ได้ คือต้องปลีกวิเวกไม่ข้องเกี่ยวกับใครเลย ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับมนุษย์ที่ยังใช้ชีวิตแบบฆราวาสอยู่


สถานะต่ำอาจทำให้อายุสั้น

การศึกษาหนึ่งที่โด่งดังมากมีชื่อว่า The Whitehall Studies ของ Dr.Michael Marmot ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 1967 จวบจนถึงปัจจุบัน ผ่านการเก็บข้อมูลของข้าราชการหลายหมื่นคนในอังกฤษ

สิ่งที่งานวิจัยนี้พบก็คือ ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งต่ำสุดนั้นมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าข้าราชการตำแหน่งสูงถึง 4 เท่า!

แน่นอนว่ามีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ข้าราชการผู้น้อยมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะคนกลุ่มนี้สูบบุหรี่เยอะกว่า กินอาหารแย่กว่า และมีเงินน้อยกว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ปัจจัยเหล่านี้ก็มีผลเพียง 1 ใน 3 ของความแตกต่างด้านความเสี่ยงเท่านั้น

แล้วเหตุใดคนที่อยู่สถานะต่ำกว่าถึงอายุสั้นกว่าคนสถานะสูง?

งานวิจัยระบุว่ามี 3 สาเหตุหลักด้วยกัน

หนึ่ง คนกลุ่มนี้มี low job control คือไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร ต้องน้อมรับคำสั่งนายอย่างเดียว

สอง low social support ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา

สาม คือขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ ทำให้ไม่มีเงินเก็บ ไม่สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ไม่มีความมั่นคงด้านที่พักอาศัย

ทั้งสามปัจจัยนี้นำไปสู่ “ความเครียดสั่งสมยาวนาน” (chronic stress) ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก ความดันสูง และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเจ็บป่วยนั่นเอง


แล้วเราจะทำอย่างไรดี?

เมื่อเราไม่สามารถเดินออกจาก status game ได้ แถมถ้าเราอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยก็อาจมีผลต่ออายุขัยอีก เช่นนั้นแล้วเราควรทำตัวอย่างไรดี?

ข่าวดีก็คือ status games นั้นเป็นพหูพจน์ มีให้เลือกเล่นได้หลายเวที

คนที่เป็นนักมวยย่อมเชี่ยวชาญการต่อสู้กว่าผมมาก แต่อาจไม่มีความมั่นใจในการเขียนบทความเท่ากับผม

คนที่รวยเป็นพันล้าน อาจไม่สามารถวิ่ง 10 กิโลเมตรให้จบได้ใน 1 ชั่วโมง

คนที่สวยสง่า อาจไม่มีหัวในการทำธุรกิจ

สิ่งที่จะสื่อก็คือ การที่เราเป็น high status ในวงการหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็น high status ในวงการอื่นๆ เสมอไป

และการที่เรา low status ในวงการนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะ high status ในวงการอื่นไม่ได้

ดังนั้น จงเลือกเล่นเกมที่เราถนัด ที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้น้อยหน้าใคร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปข่มเหง หรือดูถูกใครเช่นกัน

จริงๆ แล้ว Storr แนะนำให้รู้จักกับ Blessed Triangle หรือสามเหลี่ยมแห่งความสุข ที่จะช่วยให้เราเข้าพวกและสร้างความประทับใจกับคนที่เราพบเจอได้

  1. เป็นคนอบอุ่น (warm) เพื่อแสดงว่าเราไม่ใช่ภัยคุกคามหรือพยายามครอบงำใคร
  2. เป็นคนจริงใจ (sincere) เพื่อสื่อให้เห็นว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์
  3. เป็นคนเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (competent) เพื่อสื่อถึงความสำเร็จและเป็นประโยชน์

สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็อยากได้การยอมรับและเคารพนับถือ แต่บางทีเราก็เผลอไปวิ่งตาม status ผิดประเภท จนพาให้เราหลงทางและเสียพลังงานไปโดยเปล่าดาย

อ่าน status game ให้ออก เลือกเล่นเกมที่เราเล่นได้ดี และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องลงไปเล่นเกมที่ขัดกับตัวตนหรือคุณค่าที่เรายึดถือครับ

ต่อจากนี้ เราจะหัดมีชีวิตเพื่อตัวเอง

บทความนี้เป็นภาคต่อจากตอนที่แล้ว – “ชีวิตวัยเด็กหล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบไหน” ซึ่งมีเนื้อหามาจากหนังสือ Are You Mad at Me ของ Meg Josephson

ในตอนแรกผมเกริ่นเอาไว้ว่า บ้านในวัยเยาว์อาจสร้างให้เรามีบุคลิกที่ชอบตามใจผู้อื่นและไม่กล้าขัดใจใคร (fawning)

บ้านที่มีปากเสียง อาจทำให้เราเป็นผู้รักษาความสงบ (peacekeeper)

บ้านที่บรรยากาศตึงเครียด -> นักแสดง(ตลก) (performer)

บ้านที่บังคับให้เรารีบโตเป็นผู้ใหญ่ -> ผู้ดูแล (caretaker)

บ้านที่ไม่มีใครใส่ใจดูแลเรา -> หมาป่าเดียวดาย (lone wolf)

บ้านที่คาดหวังให้ลูกเป็นเลิศ -> เพอร์เฟกชั่นนิสต์ (perfectionist)

บ้านที่ปล่อยให้ลูกโดนรังแก -> กิ้งก่าคาเมเลี่ยน (chameleon)

Josephson ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นนักจิตบำบัดที่เน้นเรื่องบาดแผลในวัยเด็ก (child trauma) แถมยังเป็นคนที่สนใจศึกษาศาสนาพุทธมาพอสมควร

คน 6 ประเภทที่ยกมาข้างต้น Josephson ยกมาจากเคสคนไข้ที่มารักษากับเธอจริงๆ แต่แน่นอนว่าไม่ได้ครอบคลุมทุกเคสที่เคยเกิดขึ้น

ดังนั้น ใครที่อ่านบทความตอนที่แล้วแล้วรู้สึกว่า “ไม่เห็นตรงกับฉันเลย” หรือ “ฉันเป็นหลายอย่างเลย” ก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะ 6 ประเภทที่ผู้เขียนยกมาเป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เป็นเฟรมเวิร์กที่ครบถ้วนเหมือน Enneagram หรือ MBTI

และถ้าเราเป็นคนโชคดี มีวัยเด็กที่สมบูรณ์ มีครอบครัวที่อบอุ่นและไม่กดดัน เราก็อาจไม่ต้องใช้การ fawning เพื่อเอาตัวรอดในวัยเด็กเลยก็ได้

บางคอมเมนต์จากตอนที่แล้วค้านว่าตัวตนของเราไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดู แต่เกิดจากข้อมูลทางพันธุกรรมต่างหาก

ส่วนตัวผมเชื่อว่า คำตอบนั้นมักจะอยู่ตรงกลาง นั่นคือพันธุกรรมก็มีส่วน การเลี้ยงดูก็มีผล

ถ้าเราเหนื่อยกับการเติบโตมาโดยต้องคอยคิดถึงหัวอกคนอื่น จนละทิ้งความต้องการของตัวเองมาโดยตลอด จากนี้ไปเราจะเปลี่ยนนิสัยหรือแพทเทิร์นเดิมๆ ได้หรือไม่

Josephson เชื่อว่าเราทำได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องจำบาดแผลจากวัยเด็กได้ด้วยซ้ำ

สิ่งที่เป็นอดีตนั้นเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราจะอยู่เพื่อปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร


วิธีสำรวจว่าเราเป็น fawner รึเปล่า

ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะเป็น fawner

ทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะหรือความขัดแย้ง

คิดว่าการทำให้ทุกคนแฮปปี้เป็นหน้าที่ของเรา

พยายามอธิบายตัวเองมากเกินไป (overexplain yourself) เพราะกลัวคนไม่เข้าใจ

ไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่อยากทำให้ใครไม่พอใจ หรือไม่ก็เพราะเราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไรกันแน่

ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอ และไม่คู่ควรกับความสำเร็จที่ผ่านมา

รู้สึกว่าต้องสวมบทบาทเป็นใครบางคนตลอดเวลา

ทำไมเราถึงติดหลุมพรางความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic)

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนบางคนถึงมักจะเลือกคบแฟนที่นิสัยไม่ดี เลิกกับคนเก่าไปแล้ว คบกับคนใหม่ก็ยังเลือกคนนิสัยเดิมๆ อีก

นั่นเป็นเพราะว่า เรารู้สึกคุ้นเคยกับการรับมือกับคนประเภทนี้นั่นเอง

สมมติว่าตอนเด็กๆ เรามีคนในบ้านที่เรียกร้องให้เราต้องตามใจเขาตลอด พอเราโตขึ้นมาและจะเลือกคบกับใคร เราก็มักเลือกคบคนที่ชอบเรียกร้องให้เราต้องดูแลเขาและตามใจมากเป็นพิเศษเช่นกัน

อะไรที่เราคุ้นเคย จิตใต้สำนึกจะบอกเราว่ามัน “ปลอดภัย” (แม้ว่าแท้จริงแล้วมันจะ toxic)

ส่วนอะไรที่เราไม่คุ้นเคย จิตใต้สำนึกจะบอกว่ามัน “อันตราย” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้มีอันตรายใดๆ เลย

จิตใต้สำนึกพาให้เรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่เราคุ้นเคยจากวัยเด็ก เพราะว่าเราอยากจะพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า “รอบนี้ฉันขอแก้มือ และถ้าฉันทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้มันเวิร์กได้ ก็น่าจะเป็นการลบล้างความเจ็บปวดในอดีตได้เช่นกัน”


เรียนรู้ที่จะอยู่กับความอึดอัด

ผู้เขียนบอกว่า การที่เรา fawning ผ่านการตามใจหรือเอาอกเอาใจคนอื่น เพราะมันคือกลไกที่จะช่วยให้เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่เราไม่ชอบ

ดังนั้น หากเรารู้ตัวว่ากำลัง fawning โดยไม่จำเป็น ให้ถามตัวเองว่า “เรากำลังปกป้องตัวเองจากความรู้สึกอะไรอยู่?”

วิธีการเยียวยาจากอาการ fawning ก็คือการค่อยๆ สอนตัวเองว่า ความรู้สึกอึดอัดนี้ทำอะไรเราไม่ได้ – “Healing is the practice of slowly getting comfortable with being uncomfortable.”

ในหนังสือ The Body Keeps the Score (20,000 reviews, 4.36 ดาวบน Goodreads) Bessel van der Kolk ผู้เขียนบอกว่า “บาดแผลในอดีตยังคงมีตัวตนอยู่ในรูปแบบของความรู้สึกอึดอัดที่กัดกินอยู่ข้างใน”

เวลาเกิดบาดแผลในวัยเด็ก ส่วนที่พยายามปกป้องเราเหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้และคิดไปว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตยังคงเกิดขึ้นอยู่ในวันนี้ มันยังนึกว่าเรายังเป็นเด็กอายุแค่ 6 ขวบเหมือนกับช่วงที่เกิดบาดแผลไม่มีผิด

การเยียวยาจากการ fawning คือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันในขณะที่ร่างกายยังไม่สามารถมูฟออนจากเหตุการณ์ในอดีตได้


เฟรมเวิร์กในการรับมืออาการ fawning

Josephson บอกว่า เวลาพบว่าตัวเองอยู่ในอาการ fawning เธอจะพูดกับตัวเองว่า “Be NICER to yourself.”

NICER ย่อมาจาก Notice, Invite, Curiosity, Embrace, และ Return

Notice – เริ่มต้นจากเราต้องรู้ตัว หรือสังเกตเห็นก่อนว่าเรากำลัง fawning อยู่ เช่นเห็นคนโกรธแล้วไม่กล้าขัดใจ หรือเห็นว่าตัวเองมักจะคิดมากไปต่างๆ นานาว่าเขาจะไม่พอใจเราไหมนะ เมื่อเราสังเกตได้ว่าความคิดกำลังเตลิด นี่คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

Invite – ให้เชื้อเชิญความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาร่วมโต๊ะกับเรา ถามตัวเองว่าเรารู้สึกอย่างไรอยู่ เช่น อึดอัด กลัว กังวล ฯลฯ แล้วต้อนรับมันอย่างเป็นมิตร ไม่ต้องไปพยายามกดข่มหรือขจัดมันทิ้งไป เราไม่ได้ผิดอะไรที่มีความรู้สึกเช่นนี้ ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นอยู่กับเราโดยไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่ม เพราะในระดับกายภาพ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะมีอายุขัยเพียง 90 วินาทีเท่านั้น หากมีความรู้สึกใดที่อยู่ยาวนานกว่านั้น ก็เพราะว่าเราไป “ตีฟอง” ให้ความรู้สึกมันฟูฟ่องขึ้นมา

Curiosity – จงเป็นนักสังเกตการณ์ของจิตและกาย ใจของเรากำลังเป็นอย่างไร บนร่างกายเราเกิดความรู้สึกขึ้นตรงไหนไหม เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หน้าร้อนผ่าว ตึงๆ ตรงหน้าอก ค่อยๆ ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจด้วยความสงสัยใคร่รู้

Embrace – ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น อย่าไปโกรธตัวเองซ้ำที่มีความรู้สึกแบบนี้ มันคือตัวตนเราในอดีตที่พยายามจะปกป้องเราอยู่เหมือนอย่างที่มันเคยทำเสมอมา ให้มีปฏิสัมพันธ์กับความรู้สึกนั้นอย่างมีเมตตา บอกความรู้สึกนั้นว่า “ขอบคุณนะที่พยายามปกป้องเรา ตอนนี้เราปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง”

Return – กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่ตรงนี้ เรากำลังมองเห็นอะไร ได้ยินเสียงอะไรอยู่ ดูหน้าที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงจากลมหายใจ เป็นต้น


วิธีพากายใจกลับบ้าน

กายกับใจนั้นจะเชื่อมโยงกันตลอด ใจรู้สึกอย่างไร ก็จะมีผลกับร่างกาย ร่างกายรู้สึกอย่างไรก็ย่อมมีผลต่อจิตใจ

หากเรารู้ตัวว่ากายหรือใจระส่ำ ทำงานไม่ปกติ นี่คือบางวิธีที่จะช่วยให้กายและใจสงบลงได้

หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า: เช่นหายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 6

เทคนิค 5 4 3 2 1: ขานชื่อ 5 อย่างที่ตาเรากำลังมองเห็น, 4 อย่างที่ใจเรารู้สึก, 3 เสียงที่หูเราได้ยิน, 2 กลิ่นที่จมูกเราสัมผัสได้ และ 1 รสที่เรารับรู้

วางมือบนจุดที่เรารู้สึกตึงในร่างกาย: เช่นถ้ารู้สึกอึดอัดที่หน้าอก ก็ลองวางมือเบาๆ ตรงนั้นแล้วหายใจเข้าออกยาวๆ

เอาขาพาดกำแพง: ในภาษาโยคะมีชื่อเรียกว่า Viparita Karani (วิปะรีตะ การณิ) ทำได้โดยการนอนหงายให้ก้นชิดผนัง ขาพาดขึ้นไปบนฝาผนัง ขาทั้ง 2 ข้างชิดกันและชิดผนัง ค้างไว้อย่างนั้น 3-5 นาที

ผลักกำแพง: เวลารู้สึกโกรธใคร ท่านี้อาจช่วยได้ ตอนผลักกำแพงอย่าลืมบอกตัวเองด้วยว่า “ถ้าจะยังรู้สึกโกรธอยู่ก็ไม่เป็นไร เธอสามารถอยู่ตรงนี้ได้นานเท่าที่เธอต้องการ”


บอกสิ่งที่เราต้องการ โดยเริ่มจากเรื่องที่ง่ายที่สุด

คนที่คุ้นเคยกับการ fawning มาตลอดชีวิต อาจจะไม่ค่อยกล้าบอกความต้องการของตัวเอง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อน เช่นในสถานการณ์ที่เราควรจะบอกความต้องการของเราได้แน่ๆ เพราะว่าเราเป็นลูกค้า

เช่นถ้าเราสั่งอาหาร แล้วร้านทำมาผิด แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร กินเมนูนี้ก็ได้” ก็ให้บอกทางร้านว่าร้านทำมาผิด ให้เขาไปทำใหม่

หรือเวลาเข้าร้านนวดแผนไทย ถ้าอยากให้หมอเน้นจุดไหน หรือถ้านวดเบาหรือแรงเกินไป ก็เอ่ยปากบอกหมอตรงๆ ว่าเราอยากได้ประมาณนี้นะ

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเบสิกมาก แต่เชื่อมั้ยครับว่ามีคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะบอกเรื่องพวกนี้ ซึ่งตัวผมเองก็มีอาการอย่างนี้ในบางครั้งเช่นกัน เพราะชอบคิดว่าไม่อยากเป็นคนเรื่องเยอะ

แต่ขอให้มองว่าการเอ่ยปากบอกในสิ่งที่เราต้องการคือการฝึกฝนที่จะออกจากแพทเทิร์นเดิมๆ เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้ชีวิต

จากนั้น เราค่อยเริ่มฝึกที่จะบอกสิ่งที่เราต้องการกับคนที่รู้สึกปลอดภัย อาจจะเป็นการคุยกับแฟนว่าเราอยากกินอาหารร้านนี้ หรือบอกเพื่อนที่โทรมาว่าเรามีเวลาคุยแค่ 10 นาที

เราต้องพร้อมที่จะขีดเส้นให้ตัวเอง – draw your own boundary โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องหรือบงการให้ใครทำอะไร

คือแทนที่จะบอกเพื่อนว่า “อย่าโทรมาเวลาทำงาน” ก็ให้บอกเพื่อนว่า “ถ้าเขาโทรมาเวลางานเราจะไม่สะดวกรับสาย” เป็นต้น

เมื่อเรากล้าบอกความต้องการกับคนที่เราสนิทใจ เราจึงค่อยรวบรวมความกล้าในการบอกความต้องการกับคนที่เราเคยหลบหลีกหรือตามใจเขามาโดยตลอด เช่นผู้ใหญ่ในบ้านบางคน หรือญาติหรือเพื่อนบางคนที่มักจะข้ามเส้นเราอยู่บ่อยๆ

แน่นอนว่าการฝึกฝนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปสู่แพทเทิร์นเดิมๆ ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงก็ไม่ต้องตกใจ ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แค่เรารู้ตัวว่าเรากำลัง fawning อยู่ก็นับเป็นความก้าวหน้าแล้ว


การไม่ขัดใจ การตามใจ การเอาอกเอาใจที่เรียกรวมๆ ว่าการ fawning นี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราอยู่รอดมาได้ในวัยเด็ก

แต่ตอนนี้เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคือ “พ่อแม่ของตัวเอง” เราสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้โดยไม่จำเป็นต้องตามใจหรือเอาอกเอาใจทุกคนอีกต่อไป

เราสามารถหลุดออกจากวังวนเดิมๆ ได้ ด้วยการพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เป็นเพื่อนกับความอึดอัด ไม่รังเกียจความรู้สึกใดๆ ปล่อยให้มันผ่านมาและผ่านไปโดยไม่ไปปรุงแต่งเพิ่มเติม และฝึกที่จะบอกสิ่งที่เราต้องการโดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ และปลอดภัยต่อจิตใจ

ต่อจากนี้ ขอให้เราหัดมีชีวิตเพื่อตัวเองครับ