ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มตรงกลาง

ผมเคยเปิดสอน Writing Workshop ให้กับคนทั่วไปและพนักงานที่ออฟฟิศ

หนึ่งในปัญหาที่หนักอกที่สุดสำหรับนักเขียนมือใหม่ คือไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง จะจั่วหัวเรื่องอย่างไร จะเขียน intro อย่างไรให้น่าอ่าน

คำแนะนำที่ผมใช้กับตัวเองและบอกกับคนอื่นเสมอก็คือ ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มตรงกลาง – Start in the middle.

จะเป็นบุคคลที่เราอยากเขียนถึง บทเรียนที่ได้รับมา หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นก็ได้

พอเราได้เริ่มเสียแล้ว เดี๋ยวเครื่องก็จะติดเอง แล้วเราค่อยมากคิดบทนำ ชื่อเรื่อง หรือแม้กระทั่งประเด็นทีหลังก็ไม่ผิด

นักแต่งเพลงหลายท่านที่ผมรู้จัก ก็เริ่มจากแต่งท่อนฮุคก่อน แล้วค่อยมาใส่ท่อน verse ทีหลัง

การทำงานก็เช่นกัน ถ้าเป็นโปรเจ็คที่ใหญ่และยากจนเราไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี ก็ให้เริ่มจากตรงกลางได้เช่นกัน เช่นคุยกับคนนั้นคนนี้ หรือเริ่มเปิดไฟล์ขึ้นมาพิมพ์สิ่งที่เราคิดได้ว่าต้องทำ

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า ที่เราช้าเรามักไม่ได้ช้าตอนทำ แต่เราช้าตอนกลัว

การ start in the middle หรือเริ่มจากตรงไหนก็ได้ที่มีแรงเสียดทานน้อยที่สุดจะช่วยให้เรากลัวน้อยลง แล้วหลังจากนั้นสิ่งต่างๆ ก็จะค่อยๆ แสดงผลขึ้นมาเอง

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft และผู้ก่อตั้ง Bill & Melinda Gates Foundation ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษาที่เรียนจบจาก Northern Arizona University (NAU)

เกตส์ให้คำแนะนำ 5 ข้อที่ไม่ได้มีคุณค่าแค่กับเด็กจบใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทุกเพศทุกวัยควรระลึกไว้เช่นกัน

จึงขอถอดเนื้อหาบางส่วนมาแชร์ไว้ในบล็อกนี้ครับ

“…หลายท่านอาจจะทราบว่าผมไม่เคยเรียนจบปริญญาตรี หลังเทอมที่ 3 ผมก็ดร็อปการเรียนและเริ่มออกมาก่อตั้งไมโครซอฟต์ คนที่เรียนไม่จบจะรู้อะไรเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาน่ะเหรอ? เอาจริงๆ ก็ไม่มากนักหรอก

ระหว่างที่ผมเตรียมตัวสำหรับวันนี้ ผมนึกถึงพวกคุณในฐานะบัณฑิตจบใหม่ ว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้โลกใบนี้จากการศึกษาที่คุณได้รับจากที่นี่ได้อย่างไร มันทำให้ผมนึกถึงพิธีจบการศึกษาที่ผมไม่เคยเข้าร่วม สุนทรพจน์ที่ผมไม่เคยได้ยิน และคำแนะนำที่ผมไม่เคยได้รับ

และนี่คือคำแนะนำ 5 ข้อที่ผมคิดว่าคงจะดีถ้าผมได้รู้เร็วกว่านี้

ข้อแรก ชีวิตของคุณไม่ใช่ละครองก์เดียว (Your life isn’t a one-act play.)

คุณอาจกำลังรู้สึกกดดันที่ต้องตัดสินใจให้ถูกว่าจะเอายังไงกับอาชีพการงาน มันอาจรู้สึกเหมือนว่าการตัดสินใจเหล่านี้เป็นเรื่องถาวร แท้จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย งานที่คุณเลือกทำวันพรุ่งนี้หรือแม้กระทั่งสิบปีต่อจากนี้อาจไม่ใช่งานที่คุณต้องทำตลอดไป

ตอนที่ผมหยุดเรียน ผมเคยนึกว่าผมจะทำงานที่ไมโครซอฟต์ไปตลอดชีวิต

มาถึงวันนี้ ผมก็ยังรักงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ แต่งานประจำของผมคืองานมูลนิธิ ผมใช้เวลาแต่ละวันในการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อสู้กับ climate change และลดความเหลื่อมล้ำบนโลกใบนี้ทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข

ผมโชคดีมากที่มูลนิธิของเราได้รับการสนับสนุนจากสถาบันชั้นยอดอย่าง NAU แม้ว่าตัวผมในวัย 22 ไม่เคยจินตนาการเอาไว้เลยว่าวันหนึ่งผมจะได้มาทำงานนี้

มันจึงเป็นเรื่องปกติที่คุณจะเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนสายงาน บางทีมันอาจเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ด้วยซ้ำไป

คำแนะนำข้อที่สองก็คือ คนเราไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็สับสนกันได้ (You are never too smart to be confused.)

ตอนที่ผมดร็อปเรียนนั้นผมคิดว่าผมรู้ทุกอย่างแล้ว แต่ขั้นแรกของการเรียนรู้สิ่งใหม่คือการเปิดรับสิ่งที่คุณไม่รู้ มากกว่าการจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งที่คุณรู้

ในชีวิตการทำงาน คุณจะได้เผชิญปัญหาที่คุณไม่อาจแก้ได้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อวันนั้นมาถึงก็อย่าตื่นตระหนก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับให้ตัวเองได้คิดถึงปัญหาอย่างถี่ถ้วน จากนั้นก็หาคนเก่งๆ ที่คุณสามารถเรียนรู้จากเขาได้

อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ประสบการณ์สูงกว่า อาจจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีมุมมองที่ดีและผลักดันให้เราคิดในมุมอื่น อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นที่พร้อมจะตอบข้อความส่วนตัวจากคุณ

เกือบทุกเรื่องที่ผมทำสำเร็จนั้นเกิดจากการเสาะหาคนที่รู้ดีกว่าผม คนส่วนใหญ่อยากจะช่วยคุณอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่กลัวที่จะถาม

คุณอาจจะเรียนจบแล้วก็จริง แต่คุณก็ควรจะมองด้วยว่าชีวิตที่เหลืออยู่คือการศึกษา

คำแนะนำข้อที่สาม คือจงเลือกงานที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญๆ (Gravitate toward work that solves an important problem.)

ข่าวดีก็คือคุณเรียนจบในยุคที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข บริษัทใหม่ๆ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นทุกวัน และคุณสามารถทำงานในองค์กรเหล่านั้นโดยได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้การสร้าง impact นั้นเป็นไปได้ยิ่งกว่าทุกยุคทุกสมัย

หลายคนในห้องนี้วางแผนจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้* เหล่าอาจารย์ได้สอนให้คุณรู้จักกับเครื่องมือล้ำยุคมากมาย เช่นการใช้โดรนและ LIDAR เพื่อจัดทำแผนที่ป่าไม้อย่างถูกต้อง วันหนึ่งคุณอาจจะหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นรับมือกับ climate change ก็ได้

หลายคนอาจจะเริ่มจากการเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณสามารถใช้ความรู้ของคุณเพื่อเมคชัวร์ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จาก AI – หรือคุณอาจช่วยขจัดความลำเอียงที่มีอยู่ใน AI ก็ได้เช่นกัน

เมื่อคุณต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ มันจะกระตุ้นให้คุณทำสุดฝีมือ มันจะผลักดันให้คุณต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมันจะมอบความหมายให้กับงานที่คุณทำ

คำแนะนำข้อที่สี่นั้นเรียบง่าย คืออย่าดูเบาคุณค่าของมิตรภาพ (Don’t underestimate the power of friendship.)

ตอนที่ผมเรียนอยู่ ผมมีเพื่อนที่มีความชอบคล้ายกับผม ไม่ว่าจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์หรือแม็กกาซีนคอมพิวเตอร์

ตอนนั้นผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามิตรภาพนั้นสำคัญแค่ไหน เพื่อนของผมชื่อ Paul Allen และเราก็ได้สร้างไมโครซอฟต์ขึ้นมาด้วยกัน

คนที่นั่งข้างๆ คุณในห้องเล็คเชอร์ คนที่คุณไปเที่ยวหรือเล่นเกมด้วยไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมรุ่น แต่เขาคือเครือข่ายของคุณ บางคนอาจจะได้ตั้งบริษัทร่วมกับคุณ บางคนก็จะกลายเป็นคนที่คุณต้องพึ่งพาและขอคำปรึกษาในอนาคต

ตอนคุณเดินลงจากเวทีนี้คุณจะได้ใบปริญญาติดตัวไป แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใบปริญญาที่คุณถือลงจากเวที ก็คือคนที่เดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับคุณ

คำแนะนำข้อสุดท้ายคือคำแนะนำที่ผมใช้เองบ่อยที่สุด และต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจ นั่นก็คือ การผ่อนปรนให้ตัวเองบ้างไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนใช้ไม่ได้ (You are not a slacker if you cut yourself some slack.)

ตอนที่ผมอายุเท่าพวกคุณผมไม่เคยเชื่อเรื่องการลาพักร้อน ผมไม่เชื่อเรื่องวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมกดดันให้ทุกคนรอบตัวผมทำงานจนดึกดื่น ในยุคแรกๆ ของไมโครซอฟต์ผมสามารถมองเห็นลานจอดรถจากห้องทำงานของผม และผมจะคอยสังเกตว่าใครมาทำงานเช้าและกลับดึกอยู่เสมอ

แต่พอผมอายุมากขึ้น – โดยเฉพาะตอนที่ผมได้เป็นพ่อคน – ผมก็ตระหนักว่าชีวิตมีอะไรมากไปกว่าการทำงาน

อย่ารอนานเหมือนผมเพื่อจะเรียนรู้บทเรียนนี้ ให้เวลากับการดูแลความสัมพันธ์ ฉลองความสำเร็จ และฟื้นตัวจากความล้มเหลว

เมื่อคุณจำเป็นต้องพักก็จงพักเสีย และให้โอกาสเดียวกันนี้กับคนรอบตัวคุณด้วยเช่นกัน

ก่อนที่คุณจะเริ่มฉากต่อไป อย่าลืมใช้ชีวิตให้สนุก จะเป็นคืนนี้ สุดสัปดาห์นี้ หน้าร้อนนี้ หรือเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะคุณคู่ควรกับมันจริงๆ”


ขอบคุณเนื้อหาจาก GatesNotes: 5 things I wish I heard at the graduation I never had

* นักศึกษาที่บิล เกตส์มากล่าวสุนทรพจน์นั้นจบจาก College of Engineering, Informatics, and Applied Sciences และ the College of the Environment, Forestry, and Natural Sciences

คิดแบบ 10 ปี ทำทีละ 1 ชั่วโมง

ผมเพิ่งได้อ่าน newsletter ของ James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits

มีประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมากเลยอยากเอามาแชร์ไว้ตรงนี้

“Sometimes all you need for exceptional results is average effort repeated for an above-average amount of time.”

ทำสิ่งธรรมดาซ้ำๆ เป็นเวลายาวนานกว่าคนทั่วไป แล้วเราจะได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม

นี่เป็นหลักการเดียวกับที่ Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่าเขาไม่ได้มองหาการลงทุนที่ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่มองหาการลงทุนที่เขาจะ “อยู่ในเกมนั้น” ได้นานที่สุด

เพราะผลตอบแทนหรือ return นั้นเป็นตัวคูณ ส่วนระยะเวลานั้นเป็นเลขยกกำลัง

ในทางคณิตศาสตร์ เลขยกกำลังนั้นมีผลกว่าตัวคูณมากมายนัก

เจมส์ เคลียร์แนะนำให้เราคิดแบบ 10 ปี และทำทีละ 1 ชั่วโมง

ถ้าเรามองภาพระดับ 10 ปี เราจะมองได้ไกลกว่าคนทั่วไป เป้าหมายของเราจะท้าทายและมีคุณค่าสูง

เพราะเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตล้วนต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างธุรกิจ สร้างครอบครัว หรือสร้างร่างกายที่แข็งแรง

แต่การจะไปถึงภาพฝันที่วาดเอาไว้ใน 10 ปีข้างหน้าได้นั้น เราต้องทำทีละ 1 ชั่วโมง

หนึ่งชั่วโมงนั้นยาวนานเพียงพอที่จะออกกำลังกายเสร็จ หรือเขียนบล็อกได้หนึ่งตอน หรืออ่านหนังสือจบหนึ่งบท

ประเด็นสำคัญก็คือหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลาที่ยาวพอที่เราจะทำงานหรือกิจกรรมชิ้นหนึ่งได้เสร็จสิ้น ไม่ใช่เสร็จแค่ครึ่งๆ กลางๆ

หากเราจัดเวลาวันละ 1 ชั่วโมงเพื่อทำสู่เป้าหมาย 10 ปี แล้วทำอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน เราย่อมเข้าใกล้ภาพชีวิตที่เราฝันเอาไว้ได้

คิดแบบ 10 ปี แล้วลงมือทำทีละ 1 ชั่วโมงครับ

แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

เมื่อมีสิ่งที่เราอยากทำให้เป็นนิสัย แต่ยังทำได้ไม่สม่ำเสมอ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือบอกตัวเองว่า “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี”

ผมชอบการวิดพื้น เพราะใช้เวลาน้อยและทำเมื่อไหร่ก็ได้ โดยผมมักจะวิดพื้นก่อนอาบน้ำ

แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมเพิ่งอิ่มจากข้าวเช้า หรือเพิ่งไปวิ่งมาเหนื่อยๆ ทำให้ไม่พร้อมวิดพื้น เพราะรู้สึกว่าถ้าวิดไปก็คงทำได้ไม่กี่ครั้ง

แต่ผมก็ตระหนักได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องวิดพื้นให้มากเท่าที่ปกติเราวิดได้

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าจำนวนหรือสถิติ คือการ “กรุยทาง” ในหัวสมองของเรา มันคือการสร้าง neural pathway ที่จะทำให้กิจกรรมนี้มีแรงต้านน้อยลงเรื่อยๆ

ยิ่ง neural pathway นี้ถูกใช้บ่อยเท่าไหร่ กิจกรรมนี้ก็จะยิ่งกลายมาเป็นธรรมชาติของเรามากขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือมันจะกลายเป็นอุปนิสัยหรือ habit นั่นเอง

เวลาที่ผมรู้สึกไม่อยากวิดพื้นเพราะร่างกายไม่พร้อม ผมจะบอกตัวเองว่า “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี” เพื่อให้ตัวเองได้ลงไปวิดพื้น บางครั้งก็วิดแค่ครั้งเดียวจริงๆ แต่หลายครั้งก็ทำได้มากกว่านั้น

ยังมีอีกหลายนิสัยที่เราใช้แนวคิด “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี” ได้

เขียนไดอารี่แค่ 1 บรรทัดก็ยังดี

อ่านหนังสือแค่ 1 ย่อหน้าก็ยังดี

เขียน To Do List แค่ 1 ข้อก็ยังดี

เรียนภาษาจีนด้วยแอปแค่ 1 นาทีก็ยังดี

นั่งสมาธิแค่ 1 นาทีก็ยังดี

วิ่งแค่ 1 กิโลเมตรก็ยังดี – ถ้าวิ่งไม่ไหว แค่เดินก็ยังดี

แรกๆ อาจจะฝืนหน่อย เพราะการทำแค่หนึ่งครั้งหรือหนึ่งนาทีมันดูเหมือน “ความล้มเหลว” เพราะมันต่ำกว่ามาตรฐานที่เราควรทำได้ไปเยอะ

แต่เราไม่ควรเทียบกับตัวเองในวันที่ดีที่สุด เราไม่ควรแม้กระทั่งเทียบกับตัวเองในวันธรรมดา

เราควรเทียบกับตัวเองในวันที่เรา “เท” สิ่งนั้น

เมื่อเทียบกับ 0 อย่างไร 1 ก็ย่อมมากกว่า

ให้ระลึกเสมอว่า เป้าหมายหลักคือการทำซ้ำ เพื่อให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา แล้วเราจะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ จากมันได้เมื่อเวลาผ่านไปนานเพียงพอ

แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

เมื่อชีวิตวุ่นวายให้ทำสองสิ่งนี้

1. นอนให้พอ

2. ออกกำลังกาย

กระบวนการที่สำคัญในการนอนหลับคือการจัดระเบียบของสมอง ข้อมูลที่ไม่สำคัญจะถูกคัดทิ้ง ข้อมูลสำคัญจะถูกย้ายไปเก็บในสมองส่วนที่ดูแลความทรงจำระยะยาว

เมื่อเราพักผ่อนมาเพียงพอ เราจะมองปัญหาได้ชัดเจนขึ้นว่าแก่นของมันคืออะไร และปัญหาจุกจิกที่ไม่ใช่ประเด็นจะ “จางหาย” ไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อพักผ่อนเพียงพอแล้ว ก็ออกกำลังกายให้เลือดลมสูบฉีด เมื่อมีเลือดลมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย – รวมถึงสมอง – เราจะมีสมาธิกับงานได้ดีขึ้น มี willpower ที่แข็งแรงและไม่ลนลานไปกับสิ่งที่ประเดประดังเข้ามา

“Your problems adjust to their true level of importance after a hard workout and a good night of sleep.”
-James Clear

นอนให้พอ ต่อด้วยออกกำลังกาย แล้วชีวิตที่วุ่นวายน่าจะผ่อนคลายกว่าเดิมครับ