เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า

“There are no shortcuts — everything is reps, reps, reps.”
-Arnold Schwarzenegger

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ อดีตมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส ดาราฮอลลีวู้ดที่โด่งดังจากหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 (จะว่าไปก็อีก 6 ปีเท่านั้น) และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียบอกว่าชีวิตไม่มีทางลัด ทุกอย่างเกิดจากการทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน (Reps มาจากคำว่า repetitions)

พอโลกเรามีทางเลือกมากมายกว่าแต่ก่อน ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ยากกว่าแต่ก่อน คือการอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

เพลงที่เคยโด่งดังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรายังจำเนื้อร้องได้ทุกคำ เพราะเราได้ฟังได้ร้องไปไม่รู้กี่รอบ

แต่เพลงที่โด่งดังในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะยังจำได้ในอีก 20 ปีข้างหน้ารึเปล่า

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราววัยเด็กของ David Beckham อดีตนักเตะหมายเลข 7 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่เปิดบอลแม่นที่สุดในโลก

เบคแคมเริ่มเล่นบอลตอนอายุ 6 ขวบ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดาะบอลในสวนหย่อมหลังบ้าน

แม่ของเบคแคมเล่าว่า เธอสามารถมองเห็นเบคแคมผ่านหน้าต่างในครัว ช่วงแรกๆ เบคแคมเดาะได้ 5-6 ทีเท่านั้น แต่เบคแคมนั้นขยันซ้อมมาก พอกลับจากโรงเรียนก็จะตรงไปเดาะบอลที่สวนหย่อม ตกเย็นพ่อกลับมาจากที่ทำงานก็พาเบคแคมไปซ้อมต่อที่สวนสาธารณะ

ผ่านไปหกเดือน เบคแคมเดาะบอลได้ 50 ครั้ง

ผ่านไปหนึ่งปี เดาะได้ 200 ครั้ง

ผ่านไปสามปี เดาะบอลได้ 2,003 ครั้ง

ถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา ย่อมคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เด็ก 9 ขวบจะเดาะบอลได้มากขนาดนั้น

แต่สำหรับแม่ของเบคแคมที่เห็นเขาทุกวันผ่านหน้าต่างในห้องครัว มันไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรเลย เพราะเธอเห็นความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนที่พาเบคแคมมาได้ไกลขนาดนี้

หลังจากมั่นใจเรื่องการเดาะบอลแล้ว เบคแคมก็เลย move on ไปซ้อมอีกทักษะหนึ่ง นั่นคือการเตะฟรีคิกนั่นเอง

เบคแคมกับพ่อจะไปที่สวนสาธารณะทุกวันเพื่อฝึกยิงไปที่ตาข่ายหลังอาคารแห่งหนึ่ง โดยพ่อของเบคแคมจะมายืนขวางทางเพื่อบังคับให้เบคแคมต้องยิงอ้อมตัวเขา

“พอผ่านไปได้ซัก 2-3 ปี คนที่เดินผ่านมามักจะหยุดและยืนดูพวกเรา” พ่อของเบคแคมเล่า “เบคแคมน่าจะได้ซ้อมยิงฟรีคิกกับผมไปไม่น้อยกว่า 50,000 ครั้ง”

เรื่องราวของเบคแคม ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอดีตดาราฮอลลีวู้ดอีกคนหนึ่ง

“I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times.”
-Bruce Lee

เราอยากจะเก่งกาจในด้านใด เราก็ต้องพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งนั้นให้นานพอ แม้ว่าจะไม่มีอารมณ์ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ แม้ว่าจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า ในเมื่อมันมีสิ่งที่สนุกกว่า ใหม่กว่า สดกว่ามาล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

นี่คือเคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่อาจทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนมหัศจรรย์ครับ


ขอบคุณเรื่องราวของเบคแคมจากหนังสือ Black Box Thinking | Marginal Gains and the Secrets of High Performance by Matthew Syed

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

(จริงๆ วิธีนี้ก็ใช้สำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน แค่อยากตั้งชื่อหัวข้อให้คล้องจองครับ)

เวลาผมฟังสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จว่าใครเป็นแบบอย่างในชีวิตหรือคนที่เขาชื่นชม เกิน 50% จะมี “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นคำตอบ

บุคคลเหล่านี้มักจะพูดถึงพ่อหรือแม่ในเชิงของความเป็นคนไม่ยอมแพ้ ความอดทน ความใฝ่รู้ ความทุ่มเท

ถ้ามองว่าคนประสบความสำเร็จคือฮีโร่

พ่อแม่ของคนเหล่านี้ก็คือฮีโร่ของฮีโร่

แต่ผมเดาว่า สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นญาติ เพื่อน หรือเพื่อนที่ทำงาน “ฮีโร่ของฮีโร่” เหล่านี้อาจจะเป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของพวกเขา

สมมติว่าในสายตาของลูก ให้คะแนนพ่อแม่ตัวเอง 90 เต็ม 100

ในสายตาของเพื่อน อาจจะให้คะแนนคนเหล่านี้แค่ 70 เต็ม 100

20 คะแนนที่เป็นส่วนต่าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า discrepancy นี้มาจากไหน?

แน่นอนว่าการเป็นพ่อแม่นั้นมีแต้มต่อ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรก และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของลูก (ถ้าได้เลี้ยงลูกเอง) ดังนั้นก็จะได้คะแนนมากกว่าปกติอยู่แล้ว สมมติว่าปัจจัยส่วนนี้อธิบาย 10 คะแนนจาก 20 คะแนนที่ต่างกันอยู่

แล้วอีก 10 คะแนนที่เหลือมาจากไหน? ขอทดประเด็นนี้ไว้ก่อน


คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเล่าเรื่องเปรียบเทียบเด็กสองคนที่เรียนเก่งทั้งคู่

คนแรกนั้นอยากสอบได้ที่ 1 เพราะมีนิสัยไม่ชอบยอมแพ้และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าทุกคนในห้อง

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเด็กคนที่สองนั้นก็อยากสอบได้ที่ 1 เหมือนกัน เพราะเห็นว่าพ่อแม่ทำงานเหนื่อย อยากทำอะไรให้ท่านภูมิใจ

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

มองเผินๆ ดูจะเหมือนกัน การกระทำเดียวกัน และน่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน

แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง

ถามว่าเด็กคนแรกจะยอมติวหนังสือให้เพื่อนช่วงก่อนสอบรึเปล่า คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่ม

แต่เด็กคนที่สองมีแนวโน้มที่จะติวหนังสือให้เพื่อน เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การสอบได้ที่ 1 เป้าหมายคือการเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ


ผมได้รับโอกาสไปเรียนมัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ช่วงปี 1994-1997

ที่นิวซีแลนด์มีเรียนสามเทอม ผมเริ่มไปเรียนเทอมที่สามคือประมาณเดือนกันยายนปี 1994

ปรากฎว่าเดือนธันวาคมที่สอบปลายภาค ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข ส่วนหนึ่งเพราะภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง อีกส่วนหนึ่งเพราะข้อสอบนั้นรวมเนื้อหาของทุกเทอม

พอกลับถึงเมืองไทย พ่อแม่มารับที่ดอนเมือง ระหว่างนั่งรถ ผมแจ้งให้พ่อแม่ทราบเรื่องผลสอบ จำได้ว่าพ่อแม่ไม่ได้ถามหรือพูดอะไรเยอะ แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความกังวล

พอผมกลับไปเรียนอีกครั้งตอนต้นปี 1995 ผมก็เลยตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ และทำผลการเรียนได้ดีอย่างสม่ำเสมอจนจบมัธยมปลาย

การไปเรียนเมืองนอกสมัยนั้นมีอิสระค่อนข้างเยอะ อยู่ไกลหูไกลตาพ่อแม่ โทรกลับบ้านแค่เดือนละหนึ่งครั้งเพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เป็นการง่ายมากที่จะเถลไถล

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมตั้งใจเรียนมันเกิดจากความรู้สึกที่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังอีกนี่แหละ


กลับมาที่เรื่องฮีโร่ของฮีโร่ ที่พ่อแม่จะได้คะแนนจากลูกมากกว่าจากคนอื่น

สัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นพ่อเป็นแม่ คือเราอยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก

หลายคนกลับมาดูแลตัวเอง หลายคนเลิกสูบบุหรี่ หลายคนเลิกเจ้าชู้ หลายคนใจเย็นลง หลายคนตั้งใจทำมาหากิน หลายคนเริ่มคาดเข็มขัดเวลานั่งเบาะหลัง

แน่นอนว่าความพยายามนี้มันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ บางทีก็มีหลุด มีอารมณ์เสีย มีไม่ใส่ใจเขาเท่าที่ควร ซึ่งมันไม่ได้แสดงว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้ มันแค่แสดงว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

การที่พ่อแม่อยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก หรือการที่ลูกไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง มันคือการ “ออกแรงเป็นพิเศษ” เพื่อคนที่เรารัก

ดังนั้น ผมเลยคิดว่าวิธีที่จะเป็นผู้ชาย (หรือผู้หญิง) ที่ดีขึ้น ก็คือการหาใครสักคนที่เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง – find someone you don’t want to let down.

คนใกล้สุดก็คงเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือคู่ชีวิต

แต่ถ้าเราไม่มีหรือเลือกไม่ได้ ก็อาจจะเป็นคนอื่นที่เราอาจไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารักและเคารพเขามากพอที่เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเขาครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

เป็นประโยคที่ผมพบในหนังสือ “ดวงตาแห่งชีวิต” ของท่านเขมานันทะ

ผมว่ามันคือการเดินทางสายกลาง

ถ้าไม่พยายามเลย ก็เหยาะแหยะย่อหย่อนเกินไป

แต่ถ้าพยายามด้วยเคร่งเครียด จะเอาให้ได้ ก็ตึงเกินไป

พยายามอย่างผ่อนคลาย คือเต็มที่กับการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์ คือการ “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส”* ไม่ได้คาดคั้นว่าต้องสัมฤทธิ์ผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเราพร้อมให้เวลาและปัจจัยอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน

ถ้าพูดด้วยภาษา time management การเน้นทำงาน Q2 หรืองานสำคัญแต่(ยัง)ไม่เร่งด่วน จะเปิดทางให้เราพยายามอย่างผ่อนคลายได้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยงาน Q2 นานเกินไป มันจะกลายร่างเป็น Q1 คือทั้งสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งไม่เอื้อต่อการพยายามอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป

การมีเป้าหมายนั้นดี ความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายนั้นก็ดี แต่เราสามารถเลือกเดินทางไปสู่เป้าหมายได้โดยที่ไม่ต้องโบยตีตนเองครับ


* “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส” คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของพระไพศาล วิสาโล

ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เรื่องเล่าสามเรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือสามเล่มเมื่อนานมาแล้ว

เรื่องแรกเป็นของพนักงานขายทางโทรศัพท์ที่มีผลงานดีที่สุดในบริษัท

เคล็ดลับของเขานั้นเรียบง่ายมาก ทุกเช้าวันทำงานที่เขามานั่งที่โต๊ะ จะมีแก้วอยู่สองใบ ใบหนึ่งมีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 50 ชิ้น อีกใบหนึ่งเป็นแก้วเปล่า

จากนั้นเขาก็จะยกหูโทรคุยกับลูกค้า เมื่อวางสาย ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เขาจะหยิบคลิปหนีบกระดาษจากแก้วที่เต็มไปใส่ในแก้วเปล่า

เขาจะไม่เลิกทำงาน จนกว่าจะย้ายคลิปหนีบกระดาษครบทั้ง 50 ชิ้น ซึ่งหมายความว่าเขาได้โทรศัพท์หาลูกค้าครบ 50 สายแล้วนั่นเอง


เรื่องเล่าที่สอง เป็นเรื่องราวจากร้านกาแฟเจ้าดังแบรนด์หนึ่งในเมืองนอก

เด็กที่มาเริ่มทำงานวันแรกโดนลูกค้าตำหนิจนร้องไห้

พนักงานทุกคนในร้านจะมียูนิฟอร์มที่เป็นผ้ากันเปื้อนอยู่แล้ว

รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน จึงเดินเข้าไปหารุ่นน้อง จับผ้ากันเปื้อนที่ลูกน้องใส่อยู่ แล้วพูดว่า

“ให้จินตนาการว่าผ้ากันเปื้อนนี้คือเกราะกำบังของเรา เมื่อเราใส่ผ้ากันเปื้อนนี้แล้ว คำพูดของใครก็จะทำอะไรเราไม่ได้”


เรื่องเล่าที่สาม มาจากหนังสือ What I Wish I Knew When I Was 20

อาจารย์ให้การบ้านนักศึกษาให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง

นักศึกษากลุ่มหนึ่งผุดไอเดีย “ยางลงมือทำ”

ยางลงมือทำมีหน้าตาเหมือน wristband ทั่วไป โดยมีหลักการใช้งานดังนี้

สวมยางไว้ที่ข้อมือ แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ถอดมันออกเมื่อทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

บันทึกความสำเร็จลงในเว็บไซต์ของโครงการ

ส่งต่อยางลงมือทำให้คนอื่น


ต้องขออภัยที่ผมจำที่มาของสองเรื่องแรกไม่ได้ เนื้อหาที่เล่าจึงอาจไม่ได้ตรงตามต้นฉบับนัก แต่หวังว่าคุณผู้อ่านจะพอเห็นภาพ

ในวันที่เราทำทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์และมือถือ อะไรๆ ก็เป็น digital ไปเกือบหมด ในแง่หนึ่งก็สะดวกและรวดเร็ว แต่มันอาจจะทำให้เราอยู่แต่กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากไปหน่อย

ผมจึงคิดว่าไม่ใช่การเสียหายที่จะลองคิดใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เช่นอาจจะใช้สมุดหรือกระดาษในการทำ To Do List ของแต่ละวัน แทนที่จะเปิดดูเอาจากแอป

หรือาจจะเขียนโน้ตขอบคุณ แทนที่จะส่งไลน์หรือ Slack ไปหา

ลองนำไอเดียนี้ไปปรับใช้ตามที่เห็นว่าเหมาะสมนะครับ

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ

เราหลายคนคงเคยผ่านวงจรนี้

  1. เกิดแรงบันดาลใจ
  2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
  3. ซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยหลักการ no pain no gain, get out of your comfort zone และ beat yesterday
  4. ผ่านไป 2-3 เดือนก็เกิดอาการเบื่อหน่าย บาดเจ็บ หรือ burnout
  5. ล้มเลิก

นี่คือวิธีคิดและทำแบบมือสมัครเล่น

เราเคยสงสัยบ้างมั้ยว่ามืออาชีพเขาทำกันยังไง?

นักวิจัยเคยทำการเก็บข้อมูลการเก็บตัวซ้อมของนักเล่นสกีระดับโอลิมปิก

การฝึกซ้อมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

High intensity – ฝึกหนักระดับที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 87% ของ maximum heart rate*

Medium intensity – ฝึกระดับปานกลาง หัวใจเต้นประมาณ 82-87% ของ MHR

Low intensity – ซ้อมเบาๆ หัวใจเต้นที่ 60-82% ของ MHR

นักกีฬากลุ่มนี้จะฝึกซ้อมปีละ 861 ชั่วโมง หรือตกวันละ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

เมื่อนำข้อมูลการซ้อมตลอดทั้งปีมากางดูก็พบว่า

89% ของการฝึกซ้อมเป็นแบบ light intensity

6% เป็น medium intensity

และ 5% เป็น high intensity

ไม่ใช่เฉพาะนักเล่นสกี แต่ข้อมูลของนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน นักพายเรือ และนักว่ายน้ำอาชีพก็มีความคล้ายคลึงกัน คือพวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมแบบ low intensity

ซึ่งน่าจะตรงข้ามกับความเชื่อของเรา (มือสมัครเล่น) ที่คิดว่ามืออาชีพนี่น่าจะต้องฝึกหนักหน่วงแทบรากเลือด

แต่แท้จริงแล้ว การฝึกซ้อมส่วนใหญ่ของมืออาชีพมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของพวกเขา

เพราะโค้ชและนักกีฬารู้กันดีว่าหากโหมซ้อมเกินไปจนร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟูเพียงพอ ย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ดังนั้นเราควรจะฝึกซ้อมด้วยใจสบาย ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้อง push your limits ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ได้มานั้นไม่คุ้มเสีย

ผมยกตัวอย่างการเล่นกีฬาก็จริง แต่มันสามารถนำไปใช้ได้กับหลายมิติของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมดนตรี การสร้าง content การทำงาน หรือการภาวนา

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก Collaborative Fund: Keep It Going by Morgan Housel

* วิธีคำนวณ maximum heart rate คือเอา 220 ตั้งแล้วลบด้วยอายุของเรา เช่นถ้าเราอายุ 40 ปี, MHR ก็จะเป็น 220-40 = 180 ครั้งต่อนาที