กฎ 90 วินาที

20161105_90sec

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากฟัง Tony Robbins ให้สัมภาษณ์ใน Tim Ferriss Show ก็ได้ไอเดียดีๆ มาแชร์หลายเรื่องเลย

วันนี้มาแชร์ไอเดียที่สองนะครับ

ชื่อว่ากฎ 90 วินาที

กฎนี้โทนี่เพิ่งใช้มาได้ไม่นาน แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกว่าคนเรานั้น มีทางเลือกในการใช้ชีวิตอยู่สองแบบ

แบบแรกคืออยู่อย่างอมทุกข์ (state of suffering) ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อารมณ์ขุ่นมัว ตระหนี่ถี่เหนียว กังวลใจ โทษคนนั้นคนนี้

แบบที่สองคือดำเนินชีวิตด้วยความสำราญ (state of bliss) มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเมตตา มีสติ มีปัญญา พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

เป้าหมายของโทนี่ คือใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขสำราญให้มากที่สุด

นั่นคือที่มาของกฎ 90 วินาที

กฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ทำให้เราทุกข์หรือกังวลใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้เราดำดิ่งเกินกว่า 90 วินาที

จงใช้เวลาหนึ่งนาทีครึ่งนั้นทุกข์เสียให้พอ จากนั้นก็วางมันลง ถอยออกมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไป

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะมามัวทุกข์ใจอยู่ (Life is too short for suffering)

โดยคอนเซ็ปต์มันก็ดีทีเดียว แต่คำถามก็คือ มันจะทำได้จริงหรือ?

โทนี่ก็เลยสอนเทคนิคที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากเรื่องทุกข์ใจได้ในเวลาไม่นานนัก

เราสามารถทดลองได้เลย ด้วยการนึกถึงเรื่องที่เรากำลังกังวลใจ เช่นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หรือเรื่องที่รับปากไว้แล้วยังไม่มีเวลาได้ทำซักที

จากนั้น จงหลับตา เอามือสองข้างแนบลงกลางอก ให้รู้สึกได้ถึงหัวใจที่อยู่ข้างในนั้น

ให้รู้ว่าหัวใจของเรากำลังเต้นอยู่

หัวใจดวงนี้เราได้มาฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า (หรือธรรมชาติ) เป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์เพราะมันทำให้เรามีชีวิต

หัวใจดวงนี้เต้นถึงวันละ 100,000 ครั้ง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ลองหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการว่าอากาศที่เราสูดเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ นี้

จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกขอบคุณ (one thing you feel grateful for) อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้ แล้วลองเอาตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นมันดีอย่างไร

เมื่อนึกได้เรื่องหนึ่งแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สอง

เมื่อนึกเรื่องที่สองออกแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สาม

เมื่อทบทวนเรื่องที่สร้างความสุขให้เราครบสามเรื่อง ก็ให้นึกย้อนกลับไปถึงปัญหาที่ทำให้เรากังวล

แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ

โทนี่การันตีว่า ณ จุดๆ นี้ หัวใจจะมีคำตอบให้คุณ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพามันเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ด้วยการระลึกถึงกฎ 90 วินาที และหัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ จะช่วยให้เราหลุดจากหล่มความมืดมนได้ในเวลาอันไม่นานนัก

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เคล็ดลับการทำงาน: จิบน้ำก่อนปากแห้ง

20161110_drymouth

สมัยเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนโดราเอมอนภาคพิเศษ ถ้าพวกโดราเอมอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอมอนจะเป็นคนคอยคุมจังหวะว่า ควรจะพักตอนไหน

เพราะถ้าบินยาวๆ โดยไม่พักเลย คอปเตอร์ไม้ไผ่จะแบตหมดเร็ว

ตอนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการหยุดพักบ่อยๆ มันทำให้ใช้แบตได้ยาวนานขึ้นยังไง


คนที่ติดตามบล็อกของผมมาซักพัก อาจจะเคยได้อ่านตอนที่ผมเล่าถึงการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกของผม ที่กว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ

หนึ่งในคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการวิ่งคราวนั้นของผมอย่างมาก มาจากรุ่นน้องที่ชื่อพีธซึ่งวิ่งแทบจะเป็นอาชีพไปแล้ว

ตอนที่ผมซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน ผมมักจะซ้อมวิ่งรวดเดียวจบแล้วค่อยกลับมาดื่มน้ำที่บ้าน ผมเลยถามพีธว่า ตอนวิ่งแข่ง ควรจะวิ่งไปไกลๆ ก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ หรือควรจิบน้ำตามสเตชั่นที่มีทุกสองกิโลเมตร

พีธรีบบอกผมทันทีว่า “จิบไปเรื่อยๆ เลยพี่ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง”

เรื่องนี้สำคัญต่อการวิ่งอย่างมาก เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้ง ก็แสดงว่าร่างกายของเราเริ่มขาดน้ำแล้ว

ถ้าไม่ได้คำแนะนี้ ผมอาจจะวิ่งไม่ครบ 21 กิโลก็ได้


ผมเคยอ่านเจอมาว่า ถ้าเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าตอนบ่ายแก่ๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรง หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้ก็คือการลุยงานแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเช้า

ดังนั้น ถ้าอยากจะมีแรงทำงานได้ตลอดวัน เราจึงต้องคอยเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าให้หยุดพักบ่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เหนื่อยก็ตาม

โดยเราอาจจะใช้เทคนิค Pomodoro ที่ทำงาน 25 นาที่ และหยุดพัก 5 นาที เป็นต้น


หยุดพักก่อนที่จะล้า

จิบน้ำก่อนที่ปากจะแห้ง

หยุดบินก่อนที่แบตจะหมด

ถนอมร่างกายของเราไว้ จะได้มีแรงทำงานได้อย่างตลอดรอดฝั่งครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คิดจะลดน้ำหนัก อย่าหวังพึ่งแรงใจ

20161009_loseweight

เมื่อวานนี้ได้อ่านบทความดีๆ จาก Ted.com เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังครับ

ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไบรอัน แวนซิงค์ (Brian Wansink) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลนามได้ทำการวิจัยกว่า 1200 ครั้งเกี่ยวกับอุปนิสัยการกินของมนุษย์

สิ่งสำคัญที่เขาได้พบก็คือ คนเรานั้นเป็น “ทาสของสภาพแวดล้อม” (We are utterly at the mercy of our environment)

แต่ละวัน เราต้องตัดสินใจเรื่องการกินมากมาย ไม่ใช่แค่จะกินอะไร แต่จะสั่งธรรมดาหรือสั่งพิเศษ จะปรุงด้วยอะไร จะกินให้หมดจานรึเปล่า แล้วจะต่อจานที่สองหรือไม่*

การตัดสินใจเหล่านี้ เรามักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว และปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเราก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา (environmental cues)

และนี่คือการค้นพบบางส่วนจากงานวิจัยของไบรอันครับ

เรากินด้วยตา ไม่ได้กินด้วยท้อง ไบรอันเคยทดลองให้คนมานั่งกินซุปจากถ้วย แต่ถ้วยบางถ้วยจะมีท่อใต้โต๊ะที่คอยรีฟิลซุปในถ้วยนั้นโดยที่คนกินไม่รู้ตัว ปรากฏว่าคนที่กินซุปจากถ้วยรีฟิลจะกินมากกว่าคนที่กินซุปจากถ้วยธรรมดาถึง 73% แต่คนที่กินถ้วยรีฟิลนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอิ่มกว่าแต่อย่างใด ไบรอันบอกว่า we tend to eat with our eyes and not our stomach ซึ่งหมายความว่า คนเรามักจะวัดว่ากินไปมากน้อยแค่ไหนจากสิ่งที่ตาตัวเองเห็น ไม่ใช่จากสิ่งที่ท้องรู้สึก

ยิ่งใช้จานใหญ่เราจะยิ่งกินมากขึ้น เหตุผลก็คืออาหารขนาดเดียวกันนั้นจะดูน้อยทันทีเมื่อมันไปอยู่ในจานที่ใหญ่ขึ้น (ถ้าใครไปเมืองนอกจะเห็นเลยว่าฝรั่งใช้จานใหญ่มาก ก็ไม่แปลกที่เขาจะอ้วนกว่าคนไทยเรา)

สีของจานก็มีผล ถ้าจานนั้นมีสีเดียวกับอาหารที่เรากิน เรามักจะตักอาหารใส่จานมากกว่าจานที่มีสีต่างจากอาหารถึง 22% เพราะเวลาคนเราตักอาหารใส่จาน เรามักจะไม่ได้จ้องมองว่าเราใส่ไปเท่าไหร่ แต่ใช้สายตารอบนอกที่เรียกว่า peripheral vision ในการชำเลืองมอง และถ้าสีจานกับสีอาหารมันกลืนกัน เราก็มีแนวโน้มที่จะตักอาหารใส่มากกว่าจานที่มีสีตัดกับอาหาร

ยิ่งเห็นชัดก็ยิ่งกินเยอะ ลูกอมที่อยู่ในขวดโหลใสนั้นจะถูกกินมากกว่าลูกอมที่อยู่ในขวดโหลขุ่นถึงสองเท่า แต่เราสามารถใช้ข้อเท็จจริงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ไบรอันได้ถ่ายรูปในครัวของผู้หญิงกว่าสองร้อยคน แค่เพียงดูจากรูปก็จะรู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนไหนมีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเยอะหรือน้อย ถ้าในรูปมีน้ำอัดลมวางอยู่บนโต๊ะทานข้าว ผู้หญิงเจ้าของครัวนั้นมักจะหนักกว่าผู้หญิงที่ไม่มีน้ำอัดลมอยู่บนโต๊ะถึง 10 กิโลกรัม และถ้าผู้หญิงคนไหนมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะแม้เพียงแค่ชิ้นเดียว ก็มักจะมีน้ำหนักน้อยว่าค่าเฉลี่ยถึง 5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นข้อยืนยันเป็นอย่างดีของพลังของไดเอ็ตสไตล์ “เห็นอะไรเราก็กินอันนั้น” (“See-food diet” เล่นคำกับ seafood diet)

จุดที่วางก็มีผล แค่วางโถขนมให้ห่างออกไปจากโต๊ะซัก 2 เมตรก็ทำให้เรากินขนมนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แถมในการสังเกตการณ์พฤติกรรมของคน 213 คนในร้านบุฟเฟ่ต์ก็พบว่า คนที่ผอมกว่า (ค่า BMI ต่ำกว่า) มักจะนั่งหันหลังให้ไลน์อาหาร และคนที่นั่งใกล้กับหน้าต่างหรือทางเข้า ก็มักจะกินสลัดเยอะและของหวานน้อย (อาจเพราะรู้สึกว่ามีคนผ่านไปผ่านมาเยอะ) ขณะที่คนที่นั่งด้านในสุดจะทำตรงกันข้ามกันเลยคือกินสลัดน้อยและซัดของหวานเต็มพิกัด

แม้กระทั่งเสียงและระดับแสงก็มีผล ไบรอันได้ลองเปลี่ยนร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งด้วยการลดแสงลงครึ่งหนึ่งและเปิดเพลงซอฟท์ๆ เบาๆ ผลก็คือลูกค้ากินน้อยลง กินช้าลง และรู้สึกอร่อยมากขึ้นด้วย

พวกเราเกือบทุกคนเชื่อว่าตัวเองนั้นฉลาดว่าจานที่อยู่ข้างหน้าเรา แต่จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับได้ว่าสภาพแวดล้อมก็มีผลกับเราไม่น้อย ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะ

ถ้าให้ผมสรุปก็คือ ถ้าเราอยากจะปรับปรุงวิถีการกินของเรา ก็ควรเริ่มจากปรับสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและที่ทำงาน เช่นใช้จานให้เล็กลง หาผลไม้มาวางไว้ใกล้ตัว วางขนมที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ไปอยู่ในที่ที่หยิบได้ยากขึ้นซักหน่อย

เท่านี้ เราก็จะเริ่มมีสุขภาพและหุ่นที่ดีได้โดยไม่ต้องใช้ความมุ่งมั่นเกินคนธรรมดา

ไบรอันกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“การลดความอ้วนด้วยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมน้้นง่ายกว่าการใช้ความมุ่งมั่นเยอะเลย เพราะการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแค่ครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของเราไปตลอดชีวิต”


* ต้นฉบับพูดเรื่องการกินซีเรียล (Cereal) ผมเลยขอเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทคนไทยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Ted.com Want to eat well? Forget about willpower 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ข้อดี(ที่คุณอาจคิดไม่ถึง)ของการเลี้ยงลูกสองภาษา

2016102_bilingual

วันนี้มีเนื้อหาน่าสนใจจากเว็บ Big Think มาฝากกันอีกแล้วครับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาวอชิงตันได้ทำการทดลองที่ให้ข้อสรุปว่า เด็กที่โตมาในบ้านที่พูดสองภาษาจะได้พัฒนาทักษะสำคัญอย่างการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาก่อนที่เด็กเหล่านี้จะพูดได้เสียอีก!

นักวิจัยทำการทดลองนี้กับเด็กอายุ 11 เดือนจำนวน 16 คน โดยครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดภาษาอ้งกฤษทั้งบ้าน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

ในการทดลอง เด็กแต่ละคนจะได้ฟังคำพูดที่มาจากทั้งสองภาษา พร้อมกับถูกวัดคลื่นสมองด้วยเทคโนโลยี Magnetoencephalography (MEG)  ซึ่งจะระบุได้เลยว่าส่วนใดของสมองบ้างที่แอ๊คทีฟเวลาฟังคำแต่ละคำ

จากการทดลองเห็นได้ชัดว่า เด็กจากบ้านที่พูดสองภาษานั้นจะมีความเคลื่อนไหวในสมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) ค่อนข้างสูง ซึ่งสมองส่วนนี้จะควบคุมกลไกเกี่ยวกับการบริหาร (executive function) อย่างการตัดสินใจ (decision-making) และการแก้ปัญหา (problem-solving) จึงถือได้ว่าเด็กกลุ่มนี้ได้ออกกำลังสมองส่วน executiveตั้งแต่ยังแบเบาะเลยทีเดียว

มีงานวิจัยอีกหลายฉบับที่พบว่า ผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษานั้นจะสวมบทบาทของนักบริหารได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว โดยผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษาจะสามารถสลับการทำงาน (switch  task) ระลึกข้อมูลเก่าๆ (recall  memories) และวางแผนหรือแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว ส่วนเด็กที่พูดได้สองภาษาก็มีทักษะด้านนี้เหนือกว่าเด็กที่พูดได้ภาษาเดียวเช่นกัน

ที่สำคัญ เจ้าตัว executive brain function ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการเรียนหน้งสือให้สำเร็จและการมีความสุขกับชีวิต แถมการเรียนรู้ภาษาที่สองยังช่วยยืดสมองให้พ้นจากโรคร้ายที่มากับความชราอย่างโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อีกด้วย

การเรียนภาษาที่สองจึงไม่มีผลเสียอะไรเลย และยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

ข่าวดีก็คือคุณสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้ แม้ว่าคุณพูดได้แค่ภาษาเดียวก็ตาม โดยสมาคมภาษา (Linguistic Society) ให้คำแนะนำไว้สามข้อได้แก่

1. ถ้าที่บ้านสามารถพูดสองภาษาได้อยู่แล้ว จงให้พ่อพูดหนึ่งภาษา และให้แม่พูดอีกหนึ่งภาษา โดยต้องเคลียร์กับลูกให้ชัดเจนก่อนว่าคนไหนจะพูดภาษาอะไร เด็กจะได้รับมือและพูดจาโต้ตอบได้โดยไม่สับสน

2. แต่ถ้าภาษาอังกฤษคุณไม่กระดิกก็ไม่ต้องถอดใจนะครับ เพราะบ้านเรามีภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันตลอดอยู่แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือชี้ให้ลูกเห็นว่า คำๆ นี้มาจากภาษาอื่นนะ หรือไม่ก็นั่งดูรายการสองภาษาต่างประเทศด้วยกันทั้งครอบครัว ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กได้ซึมซับภาษาที่สองอย่างสม่ำเสมอ เด็กก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

3. ใช้บริการเว็บแลกเปลี่ยนทางภาษา (Language Exchange Community) ซึ่งจะเป็นที่ที่เราและลูกจะมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของภาษาจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่ลัดสั้นและทรงประสิทธิภาพที่สุด

จริงๆ ผมเองก็พูดกับลูกสาวเป็นภาษาอังกฤษมาซักพักแล้ว (แถมตอนนี้ปรายฝนอายุ 11 เดือนเหมือนในการทดลองเป๊ะเลย) แต่ช่วงเดือนสองเดือนหลังหย่อนยานไปหน่อยเพราะเห็นว่าพูดไปก็ไม่เห็นเขาจะมีปฏิกิริยาตอบรับ และถึงยังไงพูดภาษาไทยก็ได้อรรถรสกว่า

แต่พอได้มารู้ข้อดีของการให้ลูกได้ฟังภาษาที่สองเพิ่มเติมอย่างนี้ ผมคงต้องเข้มงวดกับตัวเองและพูดอังกฤษกับลูกให้บ่อยขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Big Think: The sooner you expose a baby to a second language, the smarter they’ll be

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชีวิตคือผลรวมของการตัดสินใจ

20160917_decisions

สองสามวันที่ผ่านมานี้ เพิ่งสังเกตตัวเองได้ว่า ในแต่ละวันผมมีเรื่องให้ตัดสินใจมากมายเหลือเกิน

เพียงแต่ผมไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

จะนอนต่อหรือจะลุก

แปรงฟันเสร็จแล้วจะบ้วนปากด้วยลิสเตอรีนรึเปล่า

จะเขียนบล็อกหรือจะเปิดเฟซบุ๊ค

ก่อนออกจากบ้านจะหอมแก้มแฟนมั้ย

รถติดแล้วจะเล่นมือถือดีมั้ย?

มีคนรอข้ามถนน จะชะลอรถรึเปล่า

จะเช็คอีเมล์หรือจะวางแผนการทำงานก่อน

เวลาเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่ดี จะตอบโต้หรือจะตั้งสติ

จะนั่งจ้องจอคอม หรือจะลุกไปเดินเล่นเพื่อพักผ่อน

พักเที่ยงจะกินข้าวแกงหรือจะกินร้านแพงๆ

ที่เราไม่รู้ตัว ก็เพราะว่าเราคิดว่าการตัดสินใจนี้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย

แค่ผมได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า “การตัดสินใจเรื่องเล็กๆ” ที่ทำซ้ำๆ กันทุกวันนั้นส่งผลมากกว่า “การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ” ซะอีก

การเลือกของกิน ท่านั่งทำงาน เวลาเข้านอน เป็นเรื่องที่เราทำโดยแทบไม่เคยคิด แต่มันส่งผลกับสุขภาพมากกว่าการเลือกว่าจะสมัครฟิตเนสที่ไหน

คนที่ไม่ดื่มกาแฟแก้วละร้อยในวัยทำงานจะประหยัดเงินไปได้หนึ่งล้านตอนที่เราเกษียณ

และการมีเวลาเล่นกับลูกทุกวัน อาจสำคัญกว่าการเลือกว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน

บางที “ความลับ” ของการมีชีวิตที่ดีอาจจะอยู่ตรงนี้

คือการเลือกที่จะตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ให้ถูกในทุกวัน

ซึ่งจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ง่ายตรงที่การตัดสินใจเล็กนั้นๆ เรามักจะรู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว

ยากตรงที่เราไม่ค่อยทำมัน เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ นี่แหละ

ทำให้นึกถึงเพื่อนผมคนหนึ่งที่ชื่อไก่ที่เคยบอกผมว่า

“ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้องได้”

มาตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้

เพื่อชีวิตที่ดีของเราในวันพรุ่งนี้กันนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com