กฎ 10%

Jennifer Cohen เป็นนักเขียน bestseller ที่เคยได้รับการขนานนามจากเว็บ Greatist ว่าเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและฟิตเนส

เจนเป็นชาวแคเนเดี้ยนวัย 40 กว่า สมัยวัยรุ่น เธอมีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็น VJ ของช่อง MuchMusic ที่เปิดแต่มิวสิควีดีโอ อารมณ์เดียวกับช่อง MTV ของอเมริกา

เธอรู้ว่าการจะได้เป็น VJ นั้นไม่ง่าย เพราะมีการแข่งขันสูงมาก เธอต้องส่งวีดีโอ demo ของเธอเข้าไปก่อน และถ้าเข้าตากรรมการก็ต้องไปสัมภาษณ์และถ้าผ่านถึงจะมีโอกาสทำออดิชั่น (audition)

ด่านแรกก็คือจะทำยังไงถึงจะสร้างเดโม่ที่กรรมการสนใจได้ ช่วงนั้นหนัง Speed ของ Keanu Reeves กำลังดังเป็นพลุแตก และด้วยความบังเอิญ หลังหมดงานโปรโมตหนัง Speed คีอานู รีฟส์ พระเอกของเรื่อง ก็ตัดสินใจรับเล่นละครเวทีเรื่อง Hamlet ในเมือง Winnipeg ที่เธออาศัยอยู่

เจนเลยได้ไอเดียว่า ถ้าเธอสามารถทำคลิปสัมภาษณ์คีอานู รีฟส์ได้ กรรมการของ MuchMusic จะต้องสนใจเธออย่างแน่นอน

เจนจึงไปดักรออยู่ที่ด้านหลังโรงละครที่คีอานูแสดง ท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ รออยู่นานหลายชั่วโมงจนแม้แต่เพื่อนที่มากับเธอก็ยอมแพ้ขอกลับบ้านไปก่อน

แล้วฟ้าฝน (หิมะ?) ก็เป็นใจ คีอานูเดินออกมาจากด้านหลังโรงละครจริงๆ เจนรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา สะกิดไหล่ของคีอานู แล้วบอกว่า

“You’re gonna be my ticket to my dream job!”

คุณคือใบเบิกทางสำหรับงานในฝันของฉัน!

คีอานูได้ยินแล้วก็เหวอเป็นธรรมดา และพยายามจะบ่ายเบี่ยงโดยบอกว่าแค่ลายเซ็นพอมั้ย (สมัยนั้นเวลาเจอดาราคนจะขอลายเซ็น)

เจนตอบว่าจะเอาลายเซ็นไปทำไม มันไม่ได้ช่วยให้เธอเข้าใกล้ความฝันเลยสักนิด

หลังจากคีอานูเห็นแล้วว่ายังไงเจนก็กัดไม่ปล่อย เลยบอกเจนไปว่า งั้นขอเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วกัน มีเวลาแล้วจะโทรหา

เจนเลยเขียนเบอร์โทรบ้านของตัวเองยื่นให้คีอานูรีฟส์ (สมัยนั้นคือยุค 90’s โทรศัพท์มือถือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย)

เจนเล่าเหตุการณ์นี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนๆ ก็บอกเจนให้ทำใจไว้เลย ดาราดังระดับนี้เค้าไม่โทรหาแกหรอก

หนึ่งวันผ่านไป ไม่มีใครโทรมา

สองวันผ่านไป ก็ยังไม่มีใครโทรมา จนเพื่อนๆ เริ่มล้อ

สามวันผ่านไป เจนกลับมาถึงบ้าน แม่บอกว่าให้ไปฟังเสียงเครื่องฝากข้อความดู

“สวัสดีครับ ขอสายเจนนิเฟอร์ครับ”

“นั่นใครน่ะ?” แม่ถามกลับ

“ผมคีอานูครับ เจนนิเฟอร์อยู่มั้ยครับ”

“เธอยังอยู่โรงเรียนอยู่เลย ไว้โทรมาใหม่นะ”

แล้วแม่ก็วางหู

เจนนิเฟอร์ตกใจมาก โชคดีที่ในเครื่องมีอีกหนึ่งข้อความ

“สวัสดีเจนนิเฟอร์ ผมคีอานูนะ วันก่อนเห็นคุณบอกว่าอยากให้ผมช่วยเรื่องอะไรบางอย่าง ยังไงก็โทรกลับมาแล้วกัน นี่เบอร์ผม xxx-xxxx”

แน่นอนว่าเจนนิเฟอร์กรี๊ดลั่นบ้าน พอสงบสติอารมณ์ได้เธอก็โทรไปหาคีอานูและเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่าแผนการของเธอคืออะไร

อีกสองวันถัดมา คีอานูก็มานั่งให้สัมภาษณ์ที่บ้านของเจน โดยมีเพื่อนๆ ของเจนมาช่วยถ่ายวีดีโอด้วยกล้อง camcorder อีกคนช่วยถือไมค์บูมที่ไปตีหน้าคีอานูอยู่หลายหน

แล้วเจนก็ได้เดโม่เทปที่ไม่เหมือนใคร ได้สัมภาษณ์กับ MuchMusic และได้ทำ audition ตามแผนที่เธอวางไว้

แต่สุดท้ายเธอไม่ได้รับเลือกให้เป็น VJ ของช่องนี้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเหตุการณ์คราวนั้นสอนให้เจนรู้ว่า ถ้าอยากได้สิ่งใด คุณต้องกล้าขอสิ่งนั้น – You’ve got to ask for what you really want. It’s the squeaky wheel that gets the grease – จะมีก็แต่ล้อที่ส่งเสียงอ๊อดแอ๊ดเท่านั้นที่จะได้หยอดน้ำยาหล่อลื่น

คนที่มีความกล้าจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนฉลาด เพราะคนฉลาดมักจะคิดถึงข้อเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากความพยายามของเขาไม่สำเร็จ แต่คนกล้าจะคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดหากความพยายามของเขาสำเร็จ

“Smart people think of all the negative things that will happen when things go wrong, but bold people think of all the good things that will happen when things go right”
-Jen Cohen

ถ้าคุณต้องการสิ่งใดมากๆ ขอให้ลองทำสิ่งนั้นซัก 10 ครั้ง และการันตีได้เลยว่ายังไงก็ต้องประสบความสำเร็จซักครั้ง โดยคุณอาจจะได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือคุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการแต่กลับได้อย่างอื่นที่คุณไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

และนี่คือที่มาของกฎ 10% – The 10% target

ถ้าตั้งเป้าไว้ว่า ทำสิบเอาแค่หนึ่ง มันจะทำให้เรายินดีที่จะล้มเหลว 10 ครั้งเพื่อให้สำเร็จแค่ครั้งเดียว

แล้วเราจะกล้าลองมากขึ้น กล้าล้มมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: The Secret to Getting Anything You Want in Life given by Jennifer Cohen | Jen Cohen | TEDxBuckhead

3 คำถามก่อนพูดหรือเขียนอะไรออกไป

หลายครั้งเราก็พูดหรือเขียนโดยไม่ระวังและต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง

สามคำถามนี้จาก James Clear อาจจะช่วยป้องกันปัญหาได้

Does this need to be said?
Does this need to be said by me?
Does this need to be said by me right now?

เรื่องนี้ต้องพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้ต้องเป็นเราพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้เราต้องพูดตอนนี้รึเปล่า?

บางเรื่องก็รอเวลาได้ บางเรื่องเราไม่ต้องพูดเองก็ได้ และบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยดีกว่า

จะได้ไม่สร้างความขุ่นข้องโดยไม่จำเป็นครับ

ถนอมตาเวลาทำงานด้วยสูตร 20-20-20

สูตร 20-20-20 ก็คือ ทำงาน 20 นาทีแล้วให้พักสายตา 20 วินาทีด้วยการมองสิ่งของที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต

อาจจะนึกภาพไม่ออกว่า 20 ฟุตนั้นไกลแค่ไหน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ 20 ฟุตครับ แค่มองอะไรที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ ก็พอแล้ว อาจจะมองออกไปนอกหน้าต่างก็ได้

สถาบันจักษุวิทยาในอเมริกา (American Academy of Ophthalmology) ระบุว่าแม้การจ้องคอมนานๆ ไม่ได้ทำให้สายตาเสียก็จริง แต่ก็สามารถสร้างความตึงเครียดให้ดวงตาได้ (eye strain)

โดยปกติคนเราจะกะพริบตานาทีละ 15 ครั้ง แต่เวลาจ้องคอมหรือเล่นมือถือเราจะกะพริบตาน้อยลงมาก ซึ่งนำไปสู่อาการอย่างตาแห้ง ตาฉ่ำ ตาเบลอ หรือเวียนหัวได้

ดังนั้นเราจึงควรเตือนตัวเองให้พักสายตาทุก 20 นาที และพักอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อให้ตาผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่งครับ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองทำดูเลยก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Healthline: How Does the 20-20-20 Rule Prevent Eye Strain?

ความเชื่อที่ไร้เหตุผล

เวลาที่เรารู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะมันมีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นทาง

เช่นสมมติว่าผมเขียนบล็อก แล้วมีคนมาวิจารณ์งานเขียนของผม ผมก็จะรู้สึกหัวร้อน อ่านคอมเมนท์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเฝ้าแต่คิดว่าจะหาทางตอบโต้อย่างไรดี

แต่เบื้องหลังความหัวร้อนนั้น ก็คือความเชื่อที่ว่า “งานเขียนของผมไม่ควรถูกวิจารณ์” หรือ “ผมควรจะเขียนงานออกมาให้ดีพอที่จะไม่โดนวิจารณ์ แต่ก็ดันทำไม่ได้”

เมื่อมีความเชื่อซึ่งไร้เหตุผลเช่นนี้ (Irrational belief) ก็เลยมีความทุกข์ใจเป็นปลายทาง

แต่ถ้าผมบอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถทำให้ใครถูกใจได้ทั้งหมด” หรือ “การที่มีคนเห็นต่างก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้งานเขียนของเรามีมิติมากขึ้นในอนาคต” ความเชื่อและมุมมองแบบนี้ ก็จะไม่ทำให้ตัวเองต้องทุกข์ร้อนไปกับคำวิจารณ์

ทุกครั้งที่เราเกิดความกังวลใจ ความไม่สบายใจ หรือความหงุดหงิดใจใดๆ ก็ตามแต่ ลองส่องใจตัวเองดูนะครับว่าเรามีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นเหตุอยู่รึเปล่า

ถ้าแก้ที่ต้นเหตุได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งร้ายๆ และอุปสรรคต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Life Hacks – มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ มาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลง

ชายคนหนึ่งแข่งหมากรุกกับเพื่อนสาวที่เล่นหมากรุกเก่งกว่าเขามาก

รอบแรกเขาแพ้เละเทะ แต่เขาก็ไม่ท้อ ขอประลองใหม่ แล้วก็จบด้วยความพ่ายแพ้อีกเช่นเคย

เขากลับไปศึกษาเกมส์หมากรุกให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น หัดเล่นกับคอมเพื่อฝึกฝนตัวเอง และนัดเล่นหมากรุกกับเพื่อนคนนี้เรื่อยๆ

ต้องแข่งกันหลายสิบครั้งกว่าเขาจะเอาชนะเพื่อนตัวเองได้

จากนั้นเขาก็ชนะเพื่อนอีกหลายรอบ นานไปก็เริ่มชะล่าใจ สุดท้ายเขาก็กลับมาแพ้อีกจนได้

แล้วเขาก็ได้บทเรียนว่า ช่วงที่เขาแพ้นั้น เขาเก่งขึ้นทุกวัน แต่พอเขาได้พบชัยชนะแล้ว เขากลับหย่อนยานและย่ำอยู่กับที่

จะนับเป็นกฎข้อหนึ่งเลยก็ได้ ว่าเมื่อใดที่เราแพ้ เมื่อใดที่เราพลาด เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่พอเราชนะ เรามักจะนึกว่าตัวเองอยู่บนยอดเขา เราจะประมาท และเราจะหยุดพัฒนา

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลงครับ