ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

สิ้นเดือนที่หนึ่งของปี 2021 แล้ว

ใครมี New Year’s Resolutions ที่กำลังหลุดลอยขอให้ยกมือขึ้น!

ทุกต้นปีเราจะมีเป้าหมายใหม่ๆ ที่แสนเร้าใจและชวนเราออกไปแตะขอบฟ้า

แต่เมื่อกลับมาเจอชีวิตจริงที่ต้องเข้าออฟฟิศ เจองานด่วนงานแทรก ไหนจะสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ลดน้อยถอยลง

ใครที่คิดว่าปีนี้จะเหมือนกับปีก่อนๆ ที่ฮึดได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ขอให้ท่องประโยคนี้เอาไว้:

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ตอนต้นปีเรามีความกระตือรือร้นมากมาย แต่ความกระตือรือร้นนั้นมาแล้วก็ไป พึ่งพาได้ไม่นาน

สิ่งที่พึ่งพาได้มากกว่าคือความสม่ำเสมอ

ถ้าอยากลดน้ำหนัก การเข้าฟิตเนสรวดเดียว 10 ชั่วโมงคงไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมาย แต่การเข้าฟิตเนสคราวละ 20 นาทีทุกวันตลอด 1 เดือน รวมเวลาออกกำลังกายก็ 10 ชั่วโมงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ย่อมต่างกันและมีโอกาสจะยืนระยะได้นานกว่า

ความสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้ motivation อะไรมากมาย แค่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เรารู้ว่าอยู่แก่ใจว่ากำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน หัดเป็นคนที่รอได้

แล้วขอบฟ้าไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

ปีใหม่เป้าหมายใหม่อย่าลืมใช้ Trigger

ขึ้นปีใหม่เชื่อว่าหลายคนคงจะมี New Year’s Resolutions

เป้าหมายปีใหม่ยอดฮิต 3 ข้อคงหนีไม่พ้น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้มากขึ้น

ความตั้งใจและแรงฮึดเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อถือไม่ได้ เพราะมันมาแรงและไปเร็ว

สิ่งที่เราจะพึ่งพาได้มากกว่าคืออุปนิสัยที่นำพาเราไปสู่จุดหมายนั้นได้โดยไม่ต้องออกแรงจนเกินไป

ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกไว้ว่านิสัยทุกอย่างของเรานั้นมีองค์ประกอบ 3 ข้อด้วยกันคือ Cue, Routine, Reward

Cue ก็คือ Trigger หรือตัวกระตุ้น

Routine คือการกระทำ

Reward คือผลตอบแทนที่ได้มา

ถ้าอยากจะสร้างนิสัยอะไรก็แล้วแต่ ควรต้องมีสามองค์ประกอบนี้ให้ครบ

ซึ่งใน 3 ส่วนนี้ ผมมองว่า trigger สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวคอยเตือนใจไม่ให้เราลืมนิสัยนั้น

ถ้าอยากจะซ้อมวิ่งเพื่อไปลงฮาล์ฟมาราธอน เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมชุดเอาไว้ให้พร้อมตั้งแต่ตอนกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งได้

แต่ถ้าเราคิดเอาว่า เดี๋ยวตื่นเช้าขึ้นมาค่อยเตรียมชุดก็ได้ โอกาสที่เราจะได้ซ้อมวิ่งนั้นจะลดลงอย่างฮวบฮาบ

ถ้าอยากอ่านหนังสือให้มากขึ้น เราต้องพกหนังสือไปด้วยทุกที่ และวางหนังสือเอาไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านเช่นในห้องนั่งเล่นและในห้องน้ำ ที่สำคัญคือต้องวางมือถือไว้ไกลๆ ตัวเพราะถ้าเห็นมือถือมันจะไป trigger ให้เราทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเรื่องลดน้ำหนัก ผมเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คืออย่าซื้อของกินอ้วนๆ มาเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะถ้าเปิดเจอยังไงเราก็หยิบมากินอยู่แล้ว หาผลไม้หรือของกินที่ไม่อ้วนมาไว้ใกล้ๆ มือก็จะเป็น trigger ที่ดีกว่า

ไม่ว่าจะอยากสร้างนิสัยอะไรก็ตาม หาให้เจอว่า trigger คืออะไร แล้วออกแบบสภาพแวดล้อมให้เต็มไปด้วย trigger เหล่านั้น

แล้วเราอาจจะทำ New Year’s Resolutions สำเร็จได้ในปีใหม่นี้ครับ