เราทุกคนเป็นนักวิ่งผลัด

20181201_relay

ใครที่ใช้ทางด่วนศรีรัชอยู่เป็นประจำ คงจะพอจะทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำลังมีโครงการลดค่าทางด่วน 5 บาท สำหรับผู้ใช้ Easy Pass ที่ด่านอโศก 4 (ด่าน 50 บาท) ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึง 28 ธ.ค. 2561

วันนี้แคมเปญดำเนินมาได้ครึ่งทางพอดี ผมจึงสอบถามไปยังการทางพิเศษ และได้ข้อมูลมาดังนี้

ก่อนเริ่มแคมเปญ มีคนใช้ Easy Pass ด่านอโศกชั่วโมงเร่งด่วน เฉลี่ย 7907 คัน คิดเป็น 51.4% (จ่ายเงินสด 7475 คัน)

ในเดือนที่ผ่านมา มีคนใช้ Easy Pass เฉลี่ย 8128 คัน คิดเป็น 52.15% (จ่ายเงินสด 7458 คัน)

โดยเป้าหมายของการทางพิเศษคืออยากให้คนหันมาใช้ Easy Pass ถึง 60% หรือต้องมีรถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass อีกประมาณ 1500 คัน

ใครยังไม่ได้ใช้ Easy Pass ขอเชียร์ให้ลองออกไปซื้อกันนะครับ วันนี้วันหยุด รถไม่เยอะ วิ่งผ่านด่านแล้วชิดซ้ายจอดรถลงไปซื้อได้เลย หรือใครไม่อยากเสียค่าทางด่วนก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถด่านอโศก 4 แล้วเดินขึ้นบันไดไปซื้อบัตรได้เช่นกันครับ https://goo.gl/rLVAy1

—–

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนที่แคมเปญนี้จะเริ่ม ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการด้วย

ตอนที่นักข่าวถามความเห็นผมว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนจุดประกายให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมตอบว่าผมรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นนักวิ่ง 4×100

ผมเริ่มจุดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยการเขียนบล็อกเชียร์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน เพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนทางด่วนพระราม 9

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ แห่งเพจคิดด้วยภาพ The Back of the Napkin Thailand ก็นำเรื่องราวมาเล่าเป็นภาพจนมีคนแชร์ไปสามพันกว่าครั้ง

และในเดือนมิถุนายน คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคก็นำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูถึงสี่แสนคน

พอปลายเดือนตุลาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คลอดแคมเปญนี้ออกมา

ผมเป็นไม้หนึ่ง คุณโหน่งเป็นไม้สอง คุณหนุ่ยเป็นไม้สาม และการทางฯ เป็นไม้สี่

และผมว่าประชาชนที่อยู่ละแวกเดียวกับผม จะช่วยกันเป็นไม้ห้า ไม้หก และไม้ต่อๆ ไป

การที่แต่ละคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาวิ่งผลัดในทีมเดียวกันได้ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ความถนัดและความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ผมว่ามันเป็นสิ่งสวยงามนะครับ

ยิ่งตอนนี้โลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต เราทุกคนจึงเป็นนักวิ่งผลัดไปโดยปริยาย

ไม้วิ่งผลัดที่เราส่งต่อกันอาจเป็นข่าวลวง เสียงก่นด่า หรือเรื่องราวที่ไม่สร้างการผลิตก็ได้

หรือมันอาจจะเป็นความรู้ เสียงหัวเราะ หรือแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างก็ได้

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นนักวิ่งผลัดได้แล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะเลือกส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันและกัน

เพราะสุดท้าย คนเราน่าจะเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นและชีวิตของตนเองดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ก่อนจะเห็นโฆษณา ชีวิตก็โอเคดี

20181125

แต่พอได้เห็นโฆษณาเท่านั้นแหละ ชีวิตเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที

โฆษณาในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะในทีวีนะครับ แต่หมายถึงในเว็บ ในไลน์ ในเฟซบุ๊ค ในไอจี รวมถึงในบทสนทนาของเพื่อนด้วย

โลกเราถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม และหัวใจของทุนนิยมคือการเจริญเติบโต และวิธีเดียวที่จะเติบโตได้คือการรณรงค์ให้ผู้บริโภคซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ

“ของมันต้องมี” จึงกลายเป็นวาทกรรมแห่งยุค เมื่อคนอื่นเขามีกัน ฉันเลยต้องมีบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันก็อยู่มาได้ตั้งนานโดยไม่ต้องมีมัน

“ความจำเป็น” (need) ของสินค้าต่างๆ ล้วนถูกปรุงแต่ง (fabricated) ขึ้นทั้งนั้น

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อ แค่อยากเตือนให้รู้เท่าทันถึงกลไก

จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้เขาปั่นหัวเล่นได้ตามอำเภอใจครับ

Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ

ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่าความเชื่อ

20181021_facts

ก่อนจะจบมหาวิทยาลัยผมอยากจะหาเงินเข้าชมรมดนตรี เลยเอาเพลงที่ตัวเองและน้องๆ แต่งกันมาอัดกันง่ายๆ และไรท์ลงซีดี

เราทำปกซีดีและพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับบนซีดีด้วย ส่วนกล่องซีดีก็ใช้แบบบางเฉียบให้ดูวัยรุ่น ทำออกมา 200 แผ่นก็ขายให้นักศึกษาจนหมดเกลี้ยง ได้เงินมาซื้อกลองชุดและแอมป์ให้ชมรมดนตรีสมความตั้งใจ

แต่ผมก็ได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ซื้อซีดีไป (คงมีบางคนสงสัยจึงลองแกะสติ๊กเกอร์ดู) ว่าไม่น่าใช้แผ่น Princo เลย

ครับ พวกเราไรท์ซีดีโดยใช้แผ่น Princo ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยี่ห้อที่ดังที่สุด ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

Princo สมัยนั้นมีหลายเกรดด้วย แผ่นเปล่าตกราคาตั้งแต่แผ่นละ 5 บาทถึงเกือบ 20 บาท ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้รุ่นต่ำสุดแน่ๆ แต่ภาพจำของคนก็คือ ซีดี Princo เป็นยี่ห้อที่ถูกที่สุด เกลื่อนตลาดที่สุด มันจึงดูเหมือนเราทำสินค้าโดยไม่ลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้แผ่นมียี่ห้ออย่าง Sony หรือ maxell จะได้รู้สึกดีหน่อย

ผมพยายามจะอธิบายว่าเราใช้ Princo คุณภาพดีนะ แถม Princo ก็เล่นได้กับทุกเครื่องด้วย ไม่เหมือนแผ่นยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กับบางเครื่องแล้วจะเปิดไม่ได้

แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นผล เพราะคนเชื่อและเสียความรู้สึกไปแล้วว่าเราใช้ของถูก

ผมจึงพบความจริงที่ว่า การที่เราไปโฟกัสกับการอธิบายข้อเท็จจริง บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้

ไม่ใช่แค่ความเชื่อในเรื่องยี่ห้อซีดี แต่ยังหมายรวมถึงความเชื่อในตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คุณทักษิณ พลเอกประยุทธ์ กำนันสุเทพ และคุณธนาธรด้วย

หรือความเชื่อว่าโลกแบน (theflatearthsociety.org) และความเชื่อว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องหลอกลวงนั่นก็ใช่

เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การเอาข้อมูลที่ตรงกันข้ามไปใส่ให้เขามากขึ้น มีแต่จะทำให้เขายึดถือความเชื่อของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีหลายด้านเสมอ

ความเชื่อ + ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น = ความจริงของคนๆ นั้น

แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อเขาอย่างไร?

ผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะชี้ทางออก ได้แต่ชี้ทางเข้า เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เห็นและรู้ตัว

จะได้ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจคนมากจนเกินไปครับ

ทำไมนางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม?

20180813_catwalk

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนางแบบในงานแฟชั่นโชว์ถึงไม่ยิ้มเลย?

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้านางแบบยิ้ม คนก็จะสนใจนางแบบมากกว่าชุดสิ

แต่ทำไมนางแบบในโปสเตอร์โฆษณาถึงยิ้มได้ล่ะ? คนจะไม่สนใจนางแบบมากกว่าของที่จะขายหรือ?

น่าสนใจใช่มั้ยครับ

คำตอบก็คือ เวลานางแบบออกมาใส่ชุดดีไซน์เนอร์เดินโชว์บนแคทวอล์คนั้น สินค้าที่เขาขายจริงๆ ไม่ใช่ชุด

สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือสถานะทางสังคมต่างหาก

แฟชั่นที่เราเห็นบนแคทวอล์ค มีชื่อเรียกว่า Haute Coutoure อ่านว่า อ๊อท คูทัวร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตามตัวอักษรว่า high dressmaking – การทำเสื้อผ้าชั้นสูง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮโซนั่นเอง

เมื่อมันเป็นเรื่องไฮโซ ลักษณะท่าทางของคนใส่ก็จะต้องไฮโซตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยา เวลาเรายิ้มให้ใคร มันสามารถตีความได้ว่าเรากำลังทำให้เขาสบายใจอยู่ เรากำลังเอาใจเขาอยู่ เรากำลังบอกเขาว่าฉันเป็นมิตรนะ โปรดชอบและยอมรับฉันเถอะนะ

ในทางกลับกัน คนที่มีสถานะทางสังคมสูง ย่อมไม่สนใจจะเรียกร้องความชอบจากผู้ใด จึงไม่ต้องยิ้มเพื่อเอาใจใคร

ดังนั้น การที่นางแบบบนแคทวอล์คไม่ยิ้มให้คนดู ก็เพราะต้องการจะสื่อว่าฉันไม่สน ไม่แคร์สื่อ ฉันเจ๋งของฉันอย่างนี้อยู่แล้ว เธอจะชอบหรือไม่ชอบฉันมันก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตฉันเลยซักนิด

การไม่ยิ้มให้คนดู ก็คือการบอกว่าสถานะฉันสูงส่งกว่าเธอนั่นเอง

ในทางกลับกัน คนดูที่มองเข้าไป ก็จะรู้สึกว่านางแบบคนนี้ดูเท่ ดูคูล ดูสถานะเขาสูงกว่าเรา วันหนึ่งฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบนั้น สถานะฉันจะได้สูงเหมือนเขาบ้าง

นางแบบบนแคทวอล์คเปรียบเสมือนแมวที่รู้ตัวว่ามันหน้าตาดี มันไม่เคยยิ้มให้กล้อง มันช่างดูหยิ่งดูยโส แต่กระนั้นมันก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีคนมากมายที่ปวารณราตนเป็นทาสแมว

และนี่คือเหตุผลที่นางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่สุด

ใครเป็นนางแบบมืออาชีพ หากผ่านมาเห็นบทความนี้ก็เข้ามาอภิปรายกันได้นะครับ 😉

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nate White’s answer to Why don’t some people ever smile in photos?  และ Will Wilster’s answer to Why don’t fashion models

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 14 ที่)