คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

20190731

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

แฟนผนชอบซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จาก Pomelo มาก เพราะใช้งานง่าย ใส่ใจรายละเอียด แถมถ้าได้ลองใส่แล้วไม่ชอบยังสามารถส่งคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเวลาส่งคืนถึง 1 ปีเต็ม

หนึ่งในนโยบายที่บริษัท Wongnai มีคือเราไม่จำกัดวันลาหยุดของพนักงาน เล่าให้ใครฟังก็มักจะถามว่ามันจะคุ้มกันเหรอ ไม่กลัวคนลาจนไม่เป็นอันทำงานทำการเหรอ

แล้วผมก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า บางทีเราอาจจะกลัวคนเอาเปรียบมากเกินไป

แน่นอนว่าคนที่เอาแต่ได้นั้นมีอยู่ แต่คนที่รักความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีนั้นมีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ เราต้องมองให้ออกว่าเรากำลัง deal กับคนประเภทไหน และส่วนใหญ่เขามีพฤติกรรมแบบไหน เวลาเรารับพนักงาน Wongnai เราจะพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ขยันและอยากทำงานให้ได้ดี ดังนั้นโอกาสที่เขาจะลางานพร่ำเพรื่อย่อมมีไม่มากนัก

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นที่จะโดนเอาเปรียบด้วย อย่าง Pomelo เองก็มีกติกาว่าสินค้าที่จะส่งคืนต้องห้ามตัดป้ายราคาทิ้ง เพื่อกันคนเอาไปใส่ซ้ำๆ แล้วค่อยส่งคืน ส่วนที่ Wongnai เราก็เข้มงวดและเด็ดขาดกับคนที่ทำงานได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นคนก็จะไม่ลาบ่อยจนเสียงานเสียการ

ผมจึงคิดว่าเราสามารถเชื่อมั่นในมนุษย์ได้มากกว่านี้โดยไม่จำเป็นต้องโลกสวย แค่ต้องมองให้ออกว่าแท้จริงแล้วโลกเป็นเช่นไร มันน่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงรึเปล่า

แค่เรากล้าขึ้นอีกนิด เราจะได้ใจคนขึ้นอีกเยอะ ซึ่งใจที่ว่านี้มันมีคุณค่าและมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคนคิดเอาเปรียบแค่ไม่กี่คนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ทฤษฎีงูเห่า

20190521_cobra

ผมเพิ่งได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Cobra Effect หรือ ทฤษฎีงูเห่า เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ครับ

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สมัยนั้น เมืองเดลี (Delhi) มีงูเห่าชุกชุมมาก รัฐบาลจึงตั้ง “ค่าหัว” ให้กับงูเห่า ใครฆ่างูเห่าและนำศพงูเห่ามาให้เจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับเงินรางวัลไป

ช่วงแรกทุกอย่างก็ไปได้สวยเพราะงูเห่ามากมายถูกจับตายและส่งตัวให้รัฐบาล

แต่แล้วพวกหัวหมอก็นำงูเห่ามาเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเพื่อจะสร้างรายได้ให้ตัวเอง

เมื่อรัฐบาลรู้เข้า จึงยกเลิกค่าหัวงูเห่า

คนที่เลี้ยงงูเห่าจึงปล่อยงูเห่าเข้าป่า เพราะเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

สุดท้ายงูเห่าในเดลีจึงชุกชุมยิ่งกว่าเดิม

ในบ้างครั้ง การลงมือแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง

เรื่องราวงูเห่าในเดลีนี้อาจเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ Cobra Effect นั้นมีอยู่จริง

มองย้อนกลับมาในปัจจุบัน เราอาจเคยเห็น Cobra Effect ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือในระดับประเทศ

ดังนั้นเราควรจะมองให้ออกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจทำมันเปิดมีโอกาสให้เกิด Cobra Effect รึเปล่า

ถ้าใช่ ก็อาจต้องคิดอะไรให้รัดกุมมากกว่านี้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia

วิกฤติรถม้า

20190331_horsemanure

ใครที่เคยไปเที่ยวยุโรปอาจเคยย้อมเสียตังค์เพื่อได้ขึ้นไปนั่งรถม้าชมเมือง

คงเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เราย้อนยุคกลับไปสมัยเก่าก่อน ที่คนยังเดินทางด้วยสัตว์อันสง่างามอย่างม้าอาชาไนย ไม่มีควันพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียอย่างสมัยนี้

แต่ภาพที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

เมื่อก่อนปี ค.ศ.1900 ลอนดอนใช้ม้าถึง 50,000 ตัวสำหรับการสัญจรของคนในเมือง

ปัญหาก็คือม้าพวกนี้วิ่งไปถ่ายไป ม้าตัวนึงอุจจาระวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งนั่นแปลว่ามีขี้ม้าถึงวันละห้าแสนกิโลกรัมถูกถ่ายเรี่ยราดไว้ตามท้องถนนในลอนดอน ส่วนที่นิวยอร์คที่มีม้า 100,000 ตัวก็จะมีขี้ม้าถึงวันละ 1 ล้านกิโลกรัม

ม้าพวกนี้ยังมีอายุขัยค่อนข้างต่ำคือ 3 ปีเท่านั้น จึงมีม้าที่หมดแรงตายตามท้องถนนเต็มไปหมด ศพม้ามักจะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียก่อนเพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่าย

ลองคิดสภาพดูว่าท้องถนนที่เต็มไปด้วยขี้ม้าและศพม้านั้นจะมีกลิ่นอบอวลเพียงใด

แย่ไปกว่ากลิ่นคือการที่มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีให้แมลงวันและสัตว์ที่เป็นพาหะต่างๆ มาซ่องสุมและกระจายเชื้อร้ายอย่างไทฟอยด์และอหิวา

ในปี 1894 ปัญหาขี้ม้าเป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับทำนายว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ถนนทุกสายในลอนดอนจะจมอยู่ในกองขี้ม้าลึก 3 เมตร!

เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า ‘The Great Horse Manure Crisis of 1894’ – วิกฤติขี้ม้าครั้งใหญ่แห่งปี 1894

วิกฤตินี้นำไปสู่การประชุมการวางแผนผังเมืองนานาชาติครั้งแรกในปี 1898 ซึ่งตอนแรกจะใช้เวลา 10 วัน แต่พอผ่านไป 3 วันการประชุมนี้ก็ต้องยุติลงเพราะไม่มีใครคิดหาทางออกให้กับปัญหาขี้ม้านี้ได้

แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็มาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ในปีค.ศ. 1903 ณ เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company และคิดค้นระบบสายพานการผลิต (assembly line) ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตรถถูกลงอย่างมหาศาล

ในปี 1908 ฟอร์ดผลิตรถรุ่น Model T ที่ดิบขายดีไปทั่วทั้งอเมริกาและยุโรป แถมยังมีราคาถูกลงทุกปี จนสุดท้ายคนก็หันมาซื้อรถยนต์เพราะราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าการใช้รถม้า

ภายในปี 1917 รถม้าก็หมดไปจากท้องถนนในนิวยอร์ค และเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นในลอนดอนและเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยใช้รถม้ามาก่อน

วิกฤติบางอย่างอาจจะมีทางออกที่เรานึกไม่ถึง

อ่านเรื่องนี้แล้วอาจช่วยให้เราพอจะมีความหวังกับวิกฤติฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Historic UK, Business Horsepower, Wikipedia

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

สี่คำพูดที่นึกถึงใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

20190325_fourwords

“With some distance and awareness, you can become much more than a follower of or a rebel against your generation; you can mold your own relationship to the zeitgeist and become a formidable trendsetter.”

“ด้วยระยะห่างที่เหมาะสมและความตระหนักรู้ คุณจะเป็นได้มากกว่าผู้ตามหรือผู้ต่อต้าน คุณจะหล่อหลอมความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อยุคสมัยและกลายมาเป็นผู้จุดกระแสให้กับสังคมนี้ได้”

-Robert Greene, The Laws of Human Nature


“โจรสลัดเป็นฝ่ายเลว?
กองทัพเรือคือความถูกต้อง
ไอ้ของพรรค์นั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไงก็ได้อยู่แล้ว
ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดคือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงความผิดเป็นถูกได้
และตอนนี้ที่นี่คือสถานที่กึ่งกลางนั้น
ความถูกต้องย่อมชนะงั้นเรอะ
มันก็แหงอยู่แล้วสิ
เพราะมีแต่ผู้ชนะเท่านั้น
ถึงจะเป็นฝ่ายถูกต้องยังไงล่ะ!!”
– ดองกี้โฮเต้ โดฟลามิงโก้, One Piece ตอนที่ 556 หนวดขาวและลูฟี่ปะทะกองทัพเรือเพื่อช่วยเอส หมัดอัคคี


“I’m a relic of a bygone era. No ship can carry me into the New Age.”
“ฉันเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งยุคสมัย ไม่มีเรือให้ฉันนั่งไปสู่ยุคใหม่หรอกนะ”
-หนวดขาวกล่าวกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว, One Piece ตอนที่ 572


“You die as a hero or live long enough to see yourself become the villain.”
“คุณจะตายอย่างวีรบุรุษ หรืออยู่นานพอที่จะเห็นตัวเองกลายเป็นผู้ร้าย”
Harvey Dent กล่าวกับ Bruce Wayne, The Dark Night

ทำไมคนหน้าตาไม่ดีมักจะนิสัยดีกว่าคนหน้าตาดี?

20190301_badlooking

ผมว่ามีสองปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง เพราะคนหน้าตาดีนั้นไม่ต้องทำอะไรก็เป็นที่รักได้โดยง่ายอยู่แล้ว เพราะคนหน้าตาดีนั้นมักได้รับการยอมรับและได้รับการอภัยได้ง่ายกว่าคนหน้าตาไม่น่ารัก

ส่วนคนหน้าตาไม่ดีต้องออกแรงมากกว่า ต้องทำตัวดีๆ เพื่อให้ได้เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ปัจจัยที่สองก็คือ พอเราเห็นคนหน้าตาไม่ดี เราไม่ได้มีความคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นคนดี ในขณะที่เวลาเราเห็นคนหน้าตาดี เรามักจะคาดหวังว่าเขาต้องนิสัยดีเหมือนหน้าตาด้วย

อาจเป็นเพราะสื่อที่เราเสพตั้งแต่เด็กนั้น พระเอกนางเอกล้วนหน้าตาดี ส่วนตัวร้ายนั้นมักหน้าตาแย่

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาไม่ดีน้อย เมื่อเขานิสัยดีขึ้นมา มันจึงเกินความคาดหวัง

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาดีเยอะ พอเขานิสัยไม่ค่อยดี เราจึงผิดหวังพอสมควร

แน่นอน ทุกอย่างมีข้อยกเว้น มีคนไม่น้อยที่ทั้งหน้าตาดีและนิสัยดี และก็มีจำนวนไม่น้อยที่แย่ทั้งหน้าตาและนิสัย

เราเลือกหน้าตาไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้

หากเกิดมาหน้าตาไม่ดีมากนัก ก็จงอย่าท้อใจ ฝึกให้เป็นคนนิสัยดีเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นที่รักได้ไม่ยาก

ส่วนใครที่เกิดมาหน้าตาดีก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเรามักจะโดนคาดหวังให้นิสัยดีเท่าหน้าตาครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)