มีดที่ไม่มีด้ามจับ

20181219d

ยิ่งคมเท่าไหร่ คนใช้ก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น

เหมือนคนที่คิดเก่ง คิดเยอะ คิดมาก แต่ไปยึดถือความคิดว่าเป็นความจริง และฟุ้งไปได้เรื่อยๆ เป็นตุเป็นตะ สุดท้ายความคิดนั้นก็จะกลับมาทำร้ายผู้ที่คิดเสียเอง

Homo Sapiens นั้นฉลาดล้ำกว่าทุกเผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้ แต่ Sapiens ก็เป็นสัตว์เพียงสายพันธุ์เดียวที่เครียดจนนอนไม่หลับหรือเป็นโรคซึมเศร้า

ก่อนจะหยิบมีดที่ชื่อว่าความคิดขึ้นมาใช้ หาด้ามที่ชื่อว่าสติมาใส่ก่อนทุกครั้งนะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ผู้ใหญ่สมาธิสั้น

20180821

ช่วงนี้ผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเข้าร่วม Montessori Playgroup ซึ่งเน้น “เล่น” เป็นหลัก

ก่อนจะเรียนเต็มเวลาได้ ผู้ปกครองต้องพาลูกไปทดลองเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ก่อน โดยวันแรกที่ไป เด็กกลุ่มผมมีกันอยู่ 5 คน รวมผู้ปกครองอีก 5 ท่าน เด็กจะเดินไปหยิบของเล่นอะไรมานั่งเล่นก็ได้ ส่วนผู้ปกครองมีหน้าที่คอยช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

พอครูบอกว่า จะให้เด็กนั่งเล่นในห้องนี้หนึ่งชั่วโมง ผมก็คิดในใจว่า โห เด็กๆ จะไม่เบื่อไปเสียก่อนเหรอ

เวลาผ่านไปได้ประมาณ 30 นาที หันไปมองรอบตัว เด็กส่วนใหญ่ยังดื่มด่ำกับการเล่นของเล่น ขณะที่ผู้ปกครอง 3 ใน 5 กำลังนั่งเล่นมือถือ

—–

ช่วงนี้ผมเป็นโรค “สะดุดรายทาง” บ่อย

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมตื่นมาพร้อมกับความตั้งใจว่าจะกด publish และแชร์บทความที่ผมเขียนเตรียมเอาไว้ ใช้เวลาไม่น่าเกิน 1 นาที

แต่พอนึกได้ว่า ท้ายบทความต้องระบุว่าเหลือที่นั่ง Time Management Workshop อีกกี่ที่ ผมเลยเข้าไปดูเมลว่ามีคนโอนเงินมาครบหรือยัง แต่พอเข้าไปในอินบ๊อกซ์ ก็ไปเจออีกเมลหนึ่งเรื่องการสอนออนไลน์ เลยเปิดขึ้นมาดู อ่านไฟล์พรีเซนเทชั่นและเปิดวีดีโอตัวอย่างดูว่าเขาสอนยังไง ก่อนจะส่งเมลนั้นไปให้แฟนดูว่าสนใจมั้ย

จากนั้นก็กลับมานั่งไล่ดูเมลว่าใครโอนเงินมาแล้วบ้าง เช็คกับรายชื่อที่ลงทะเบียนมา แล้วก็ส่งเมลคอนเฟิร์มคนเหล่านั้น ก่อนจะกลับไปแก้ไขบล็อกเพื่อระบุจำนวนที่นั่งที่เหลือ ซึ่งระบบ WordPress ที่ผมใช้เขียนบล็อกดันมีปัญหาจนต้องเปิด-ปิดอยู่หลายรอบ สุดท้ายเลยตัดสินใจไม่แก้เนื้อความในบล็อก แต่ใส่เพิ่มในเฟซบุ๊คแทน

เหลือบดูนาฬิกา เวลาล่วงเลยมาแล้ว 30 นาที

—–

ผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้สมาธิสั้นลงทุกวัน

เคยมั้ย เวลาจะเข้าไลน์เพื่อไปทำสิ่งๆ หนึ่ง แต่พอเจอข้อความอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า เราก็จะลืมความตั้งใจเดิมไปทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกๆ อย่างที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค อีเมล หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในมือถือและคอมพิวเตอร์

เหมือนออกจากบ้าน 9 โมงเช้าจะขับรถไปพัทยา แต่แวะเมกาบางนา-บางปะกง-บางแสน-สวนเสือศรีราชา ฯลฯ กว่าจะถึงพัทยาก็เกือบเที่ยงคืน หรือบางทีก็ไปไม่ถึงด้วยซ้ำ

พี่วู้ดดี้เคยมาพูดที่ Wongnai และบอกวิธีรับมือกับปัญหานี้ว่าต้องตั้งสติให้ดีๆ

ก่อนเปิด LINE พี่วู้ดดี้จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเข้าไลน์ ไม่ว่าข้อความจะดีจะแย่ยังไง กูจะเพลิดเพลินไปกับการแก้ปัญหา และกูจะอยู่ในนั้นแค่ 3 นาที

ก่อนจะเปิด Instagram พี่วู้ดดี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเล่น IG และไม่ว่ารองเท้าที่ชมพู่ อารยา โพสต์จะน่าซื้อแค่ไหนก็ตาม กูก็จะกลั้นใจไม่หลงตามไปด้วย

—–

ของเล่นของมอนเตสซอรี่ทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น

แต่ของเล่นที่พวกเราผู้ใหญ่เล่นกัน น่าจะทำให้สมาธิสั้นลง

ของเล่นเด็กวางอยู่ในห้อง แต่ของเล่นผู้ใหญ่ติดตัวเราตลอดเวลา

ถ้าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับของเล่น เราจะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้นในที่สุด

เราจึงควรตั้งสติทุกครั้งก่อนทำอะไรครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR (รับ 20 ที่ ตอนนี้เหลือ 15 ที่ครับ)

สติจะทำให้เรามีเวลา

20180416_sati

เวลาจะทำให้เรามีทางเลือก

และถ้าเราเลือกดีๆ เราก็จะมีอิสระ

“Mindfulness gives you time. Time gives you choices. Choices, skillfully made, lead to freedom.”
-Henepola Gunaratana

สติทำให้เรามีเวลาอย่างไร

“เวลา” ในที่นี้ น่าจะหมายถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งเร้าจากภายนอก” กับ “การตอบสนองของเรา”

สำหรับคนที่ไม่มีสติ เมื่อโดนอะไรกระทบ ก็จะตอบสนองแทบจะทันที

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีใครมาพูดจาไม่เข้าหู เราก็จะโกรธและโต้ตอบกลับทันที

เป็นการโต้ตอบกลับตามความเคยชินที่ว่า เมื่อมีคนพูดจาไม่ดี เราก็ต้องเอาคืน

เมื่อไม่มีสติ จึงไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อไม่มีเวลาหยุดคิด ก็เลยตอบสนองตามความเคยชิน ซึ่งก็เท่ากับไม่มีทางเลือก

เมื่อไม่มีทางเลือก จึงไม่มีอิสรภาพ เราจะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่โดนโปรแกรมเอาไว้แล้วว่า เมื่อใส่ input อย่างนี้ ก็จะตอบสนองแบบนี้เสมอ

ในทางกลับกัน คนที่มีสติจะมีเวลาหยุดคิด แม้จะสั้นเพียงนิดเดียวก็มากพอที่จะเลือกได้ว่าจะตอบสนองเดิมหรือจะเลือกทางใหม่ที่ฉลาดกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าเราจะตกเป็นทาสของความเคยชินหรือทาสทางอารมณ์ของคนอื่นอยู่เรื่อยไปครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180411_tomorrows

อาจเปลี่ยนทุกวันพรุ่งนี้ของชีวิต

“What you do today can change all the tomorrow’s of your life.”
-Zig Ziglar

อนาคตของคนเรามีมากมายไม่จำกัด

แค่ออกจากบ้านห่างกันแค่ 5 นาที ผู้คนและรถราที่เราเห็นบนท้องถนนก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

แค่วันนี้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลกับงานชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว

แค่ระงับอารมณ์ไม่พูดจาตอบโต้ ปัญหาที่จะงอกตามมาก็หายไปแล้ว

แค่ข้ามถนนไม่ดูรถ เราอาจไม่ได้เดินข้ามถนนอีกแล้วก็ได้

พรุ่งนี้คือผลของวันนี้ และมะรืนคือผลของพรุ่งนี้ เชื่อมต่อเรื่อยไปเป็นอนันต์

ดำรงสติไว้ให้มั่น เพราะทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเราได้เสมอ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ

20180301_couldbeworse

Sheryl Sandberg มีชีวิตที่หลายคนอิจฉา

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือ Lean In ที่เชียร์ให้ผู้หญิง “กล้าทีี่จะสำเร็จ” ซึ่งกลายเป็นหนังสือ bestseller ขายดีไปทั่วโลก

เธอเคยเป็น VP ของ online sales ที่ Google ก่อนจะโดนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กเทียวไล้เทียวขื่อให้มาเป็น COO ที่ Facebook

เธอมีลูกวัยกำลังน่ารักสองคน และมีสามีชื่อ Dave Goldberg ซึ่งเป็น CEO ของ Survey Monkey ระบบ online survey ที่ดังที่สุดในโลก

ชีวิตของเชอริลดูเพียบพร้อมไปทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2015 ขณะที่เธอและเดฟไปพักผ่อนด้วยกันที่รีสอร์ท เดฟที่ลงมาออกกำลังกายในฟิตเนสก็ตกลู่วิ่งไฟฟ้าหัวฟาดพื้น เสียเลือดมาก ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

(ผลการชันสูตรในภายหลังพบว่าเดฟไม่ได้เสียชีวิตจากการเสียเลือด แต่เดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นปกติฉับพลันระหว่างที่วิ่งอยู่จึงทำให้หมดสติ)

ในห้วงเวลาแห่งความหดหู่ อดัม กรานท์ (Adam Grant) ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียนชื่อดัง และเป็นเพื่อนกับทั้งเชอริลและเดฟก็พยายามจะคอยให้กำลังใจเธออยู่เรื่อยๆ

วันหนึ่งอดัมได้บอกกับเชอริลว่า “ลองคิดดูสิว่าเรื่องมันอาจจะเลวร้ายกว่านี้ได้อีกนะ” (You should think about how things could be worse)

เชอริลคิดในใจว่าจะให้เรื่องมันเลวร้ายกว่านี้ได้ยังไง เธอเพิ่งจะสูญเสียสามีไปหยกๆ นะ

อดัมบอกต่อว่า “ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะระหว่างที่เขาขับรถไปส่งลูกๆ”

เพียงได้ยินคำพูดประโยคนี้ ก็ทำให้เชอริลรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะแม้เธอจะเสียใจกับการสูญเสียสามีสักแค่ไหน ก็คงเทียบไม่ได้กับการต้องสูญเสียทั้งสามีและลูกไปพร้อมๆ กัน อย่างน้อยที่สุดลูกสองคนของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่

คนเรามักนึกว่าเวลาพยายามจะลุกขึ้นมายืนใหม่ เราต้องพยายามคิดถึงแต่เรื่องดีๆ แต่จริงๆ แล้วขอแค่เรามองเห็นคุณค่า (find gratitude) ของสิ่งที่เรามีเหลืออยู่ก็ช่วยได้มากแล้ว

เวลาที่ต้องเจอกับเรื่องราวร้ายๆ ขอแค่เพียงคิดให้ได้ว่า “มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ” ก็น่าจะพอฉุดเราออกจากห้วงอารมณ์แห่งความหดหู่ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Shery Sandberg and Adam Grant – Resilience After Unimaginable Loss