หัดเป็นคนมองใกล้

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งที่สวนหลวง ร.9 มาครับ

บ้านผมอยู่ใกล้สวนสาธารณะแห่งนี้มาก ขับรถ 10 นาทีก็ถึง แต่ไม่ค่อยได้มาเท่าไหร่ ปีหนึ่งน่าจะได้มาวิ่งหรือมาเดินเล่นไม่เกิน 5 ครั้ง

ระหว่างวิ่ง ผมเจอน้องคนหนึ่งที่มาวิ่งกับเพื่อนอีกสองคน พอถามเขาว่าบ้านอยู่แถวนี้เหรอ เขาบอกว่าเปล่า บ้านอยู่แถวถนนจันทน์ แต่มาวิ่งที่นี้เพราะเพื่อนชวนมา

ผมคิดว่าน่าจะมีคนที่อยู่บ้านไกลกว่าผมหลายเท่า อาจต้องขับรถครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเพื่อจะมาสวนหลวง ร.9 ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพ

มันทำให้ผมนึกถึงบทความ “คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล” ที่ผมเขียนเอาไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

เพื่อนผมที่เป็นชาวฝรั่งเศสและอาศัยอยู่ในปารีสเคยบอกผมว่า เขามีเพื่อนชาวปาริสหลายคนที่ไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลย อาจจะเป็นเพราะว่าคุ้นเคยและอยู่ตรงนั้นมานาน ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร

ในขณะที่คนทั่วโลก 40 กว่าล้านคนเดินทางมาปารีสเพื่อมาชมหอไอเฟลทุกปี แต่คนท้องถิ่นกลับรู้สึกเฉยๆ


เมื่อสามปีที่แล้ว มีเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งมาทำงานที่กรุงเทพ

เมื่อต้นปีที่แล้วเขาตัดสินใจลาออกและเดินทางกลับเกาหลี แต่ก่อนจะกลับประเทศเขาลางานหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะได้ไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในกระบี่

เขาบอกผมว่าอยู่เมืองไทยมาเกือบสองปี ยังไม่เคยไปเที่ยวหาดดังๆ ในเมืองไทยเลย ตอนนี้จะกลับประเทศแล้วก็เลยต้องเที่ยวทิ้งทวนเสียหน่อย

เมื่อสองปีที่แล้วมีเพื่อนชาวเกาหลีอีกคนหนึ่งมาทำงานที่เมืองไทย และต้นปีนี้เขาต้องย้ายไปประจำที่สิงคโปร์

แล้วก็เหมือนหนังม้วนเดิม เขาลางานเพื่อไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในเมืองไทยเพราะอยู่มาหนึ่งปีกว่าไม่เคยได้เที่ยวเลย

เหมือนกับว่า เราต้องรอให้มีเส้นตายหรือรอให้เวลาใกล้หมดเสียก่อน เราถึงจะลงมือทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน


คนเราชอบมองไปข้างหน้า ชอบมองไปไกลๆ ชอบมองไปอนาคต

เวลาผมสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะตอบว่าญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป แทบไม่มีคนพูดถึงสถานที่เที่ยวในเมืองไทย

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนไทยย่อมรู้สึกว่าเที่ยวเมืองไทยจะทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ความคิดที่ว่าอยู่ใกล้ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ อาจกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลัง

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ตากล้องมืออาชีพคนหนึ่งที่คุณแม่เพิ่งเสีย

พอต้องหารูปคุณแม่มาตั้งที่งานศพ เขาจึงรู้ตัวว่าเขาไม่เคยถ่ายรูปดีๆ ของแม่เก็บเอาไว้เลย

เป็นตลกร้ายที่ตากล้องคนหนึ่งจะถ่ายภาพผู้คนเอาไว้มากมายยกเว้นรูปแม่ตัวเอง


คนเราจะอยากได้เฉพาะสิ่งที่เรายังไม่มี

เมื่อเราได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมา เราก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นน้อยลงไปทันที

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คู่ครอง หรือแม้กระทั่งทายาท

มันคือการเล่นกลของโดพามีน ที่จะหลั่งออกมาก็ต่อเมื่อเรามีความอยากไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เมื่อได้มันมาแล้วโดพามีนก็จะหยุดหลั่ง ถ้าอยากจะให้โดพามีนหลั่งอีกต้องไปไขว่คว้าอย่างอื่นต่อ

สายตาของเราจึงมักจับจ้องแต่สิ่งที่อยู่ไกลตัว

เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ บางทีเราอาจอยากกลับมามองสิ่งใกล้ตัวให้มากขึ้น

หลายคนเดินทางมาไกลมาก ถ้าให้ตัวเราเมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วมาเห็นว่าเราวันนี้ได้บรรลุและครอบครองอะไรแล้วบ้าง เขาน่าจะอิจฉาเราไม่น้อย และเขาคงคิดว่าเราน่าจะมีความสุขมาก

แต่ความจริงก็คือเราไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน มนุษย์ก็จะหาเรื่องไม่พอใจได้อยู่ดี

บางที การมีความสุขความพอใจอาจไม่ใช่การคว้าสิ่งที่ยังไม่มีให้ได้มา แต่คือการกลับมามองสิ่งใกล้ตัวที่เรามี มองให้เห็นคุณค่า และใช้เวลากับมัน (หรือกับเขา) ให้มากขึ้น

ถ้ามองไกลอยู่เรื่อยไปเราอาจไม่มีวันพึงพอใจ

หัดเป็นคนมองใกล้ แล้วเราอาจพบความสุขที่ไม่ต้องออกไปไขว่คว้าครับ

จะซื้อหนังสือดีๆ อย่าไปดูราคา

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าการตั้งราคาหนังสือนั้นแตกต่างจากการตั้งราคาสินค้าชนิดอื่น

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คภาษาไทยราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 200 บาท ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษปกแข็งเล่มหนาๆ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาท จากราคาต่ำสุดไปสูงสุดต่างกันเพียง 6 เท่า

โรงแรม 2 ดาวคืนละ 600 บาท
โรงแรม 5 ดาวคืนละ 6,000 บาท
ต่างกัน 10 เท่า

ข้าวมันไก่จานละ 60 บาท
โอมากาะเสะหัวละ 3,000 บาท
ต่างกัน 50 เท่า

เสื้อยืดตลาดนัดตัวละ 150 บาท
เสื้อยืด Balenciaga ตัวละ 15,000 บาท
ต่างกัน 100 เท่า

สินค้าส่วนใหญ่จะมีช่วงราคาต่างกันระดับสิบเท่าหรือร้อยเท่าเสมอ ยกเว้นสินค้าที่เป็นสื่ออย่างหนังสือหรือภาพยนตร์

ภาพยนตร์นั้นต่อให้หนังทุ่มทุนสร้างเท่าไหร่ ผู้กำกับหรือนักแสดงจะเทพแค่ไหน หนังจะยาวเท่าไหร่ ตั๋วโรงหนังก็แพงกว่าหนังเกรดบีไม่เกินสองเท่า

หนังสือก็เช่นกัน แต่เพิ่มเติมตรงที่เราเก็บเกี่ยวได้นานกว่า ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องสร้างความบันเทิงได้ 2-3 ชั่วโมงและดูจบภายในวันเดียว ส่วนหนังสือหนึ่งเล่มสร้างความบันเทิงได้เป็นสิบชั่วโมงและกินเวลาหลายสัปดาห์หรือแม้กระทั่งหลายเดือน

ธรรมดาราคาของสินค้าชิ้นหนึ่งจะแปรผันตามต้นทุน คุณภาพ แบรนด์ และความต้องการในตลาด

ยิ่งคุณภาพดีราคายิ่งแพง ยิ่งแบรนด์ดังราคายิ่งแพง ยิ่งคนต้องการเยอะราคายิ่งแพง

แต่หนังสือระดับ Bestseller ขายได้เป็นล้านเล่ม จากนักเขียนชื่อดังระดับโลก ก็ราคาแทบไม่แตกต่างจากหนังสือของนักเขียนโนเนมที่ขายไม่ออกเลย ราวกับว่ากฎการตั้งราคาสินค้านั้นใช้ไม่ได้กับราคาหนังสือ หรือถึงจะมีผลก็น้อยกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ อย่างแน่นอน

นั่นหมายความว่าอะไร?

หมายความว่า ถ้าเรารู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดี และเราตั้งใจจะอ่านมัน เราก็ไม่ควรกังวลเรื่องราคา เพราะยังไงก็คุ้ม

หนังสือหนึ่งเล่มใช้เวลาเขียนหลายปี เป็นการรวบรวมความรู้ของคนหนึ่งคนมาเกือบทั้งชีวิต มันผ่านการคัดกรองจากผู้เขียน กองบ.ก. และสำนักพิมพ์มาแล้วเป็นอย่างดี และไม่ว่าต้นทุนหนังสือเล่มนี้ – ทั้งในเชิงปัญญา ในเชิงเศรษฐศาสตร์ และในเชิงแบรนดิ้ง – จะสูงมากขนาดไหน สุดท้ายราคาขายของมันก็แทบจะไม่ได้ต่างจากหนังสือเล่มอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่านี้เป็นสิบเท่าเลย

ดังนั้น หนังสือราคา 500 บาท หรือ 1,000 บาท จึงไม่ใช่หนังสือราคาแพง ตราบใดที่มันเป็นหนังสือที่ดี ที่เราได้อ่าน และเราเอาไปใช้งานต่อได้

จะซื้อหนังสือดีๆ อย่าไปดูราคาครับ

คิดอย่างไรถึงจะไม่อิจฉาคนที่ชีวิตดีกว่าเรา

เคยมีการทดลองหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นช่างเปรียบเทียบแค่ไหน

ต้องขออภัยที่ผมจำแหล่งข้อมูลไม่ได้แล้ว เลยขอยกตัวอย่างเนื้อหาที่น่าจะช่วยให้เห็นภาพตามได้

สมมติให้เลือกระหว่าง

A เราได้รับเงินเดือน 100,000 บาทเท่าเพื่อนทุกคนในทีม

B เราได้รับเงินเดือน 110,000 บาท โดยที่เพื่อนคนอื่นๆ ในทีมได้เงินเดือน 120,000 บาท

ข้อไหนที่จะทำให้เรามีความสุขมากกว่ากัน?

แม้ว่าการเลือกข้อ B จะทำให้เรามีเงินมากกว่าข้อ A ถึง 10,000 บาท แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ลังเล บางคนอาจจะเลือกข้อ A ด้วยซ้ำ

“ความสุข” หรือ “ความสำเร็จ” ของปุถุชนจึงไม่ได้วัดจากค่าสัมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่ต้องดูที่ค่าสัมพัทธ์ด้วย เผลอๆ ค่าสัมพัทธ์นี่เป็นตัววัดหลักเลยด้วยซ้ำ

เมื่อมนุษย์นั้นช่างเปรียบเทียบและขี้อิจฉา โซเชียลมีเดียก็เหมือนถูกสร้างมาเพื่อจี้จุดอ่อนนี้

ไม่ว่าชีวิตเราจะก้าวหน้าไปแค่ไหน มันจะมีคนที่การงานดีกว่าเรา ได้ไปเที่ยวบ่อยกว่าเรา ขับรถหรูกว่าเรา แฟนสวยกว่าเราโผล่ขึ้นมาในฟีดให้ “ความสุขสัมพัทธ์” ของเราลดลงเสมอ

วิธีแก้อย่างหนึ่งก็คือเล่นโซเชียลให้น้อยลง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้หรืออดไม่ได้ ก็อาจจะมีวิธีคิดที่ช่วยให้เราสบายใจขึ้น

จากการสังเกตของผมเอง คนรอบตัวผมที่ทำงานเก่งระดับเทพนั้นไม่ค่อยโพสต์เรื่องงานลงโซเชียลเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะโพสต์เรื่องสัพเพเหระหรือเรื่องครอบครัว

และหลายคนที่แสดงตนในโลกโซเชียลว่าเก่งมาก จัดการชีวิตได้ดีมาก เมื่อเจอตัวตนจริงๆ กลับพบว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต่างจากศิลปินหลังเดินลงจากเวที

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนไว้ว่า

“Social media makes more sense when you view it as a place people go to perform rather than a place to communicate.”

เราจะเข้าใจโซเชียลมีเดียมากขึ้นหากเรามองว่ามันคือพื้นที่เพื่อการแสดง ไม่ใช่พื้นที่เพื่อการสื่อสาร

หนึ่งในสิ่งที่มีอานุภาพที่สุดของโซเชียลมีเดียคือ validation หรือความยอมรับ

สมัยก่อนถ้าเขียนบล็อกลงในเว็บเฉยๆ ผมไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เข้ามาอ่านนั้นชอบรึเปล่า แต่หากผมโพสต์บทความนี้ลงในเพจ Facebook แล้วมีคนกดไลค์กดแชร์เยอะ ผมก็ใจฟู เพราะแสดงว่ามีคนชอบและยอมรับบทความของผม

ผมจึงมีสมมติฐานอย่างหนึ่งว่า คนที่โพสต์ลงโซเชียลบ่อยๆ บางคนก็ทำไปเพราะต้องการ validation หรือการแสวงหาความยอมรับว่าตัวเขามีความสำคัญ

ขณะที่บางคนที่ได้รับการเติมเต็มจากโลก offline ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องโพสต์ลงโซเชียลเพื่อแสวงหาความยอมรับจากใคร

เมื่อห้าปีที่แล้วผมเคยเขียนไว้ในบทความ “ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์”

“คนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

การที่เราต้องพิสูจน์ อาจแปลว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ก็ได้

ในทางกลับกัน การเติบโตอย่างแท้จริง หรือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง อาจหมายถึงการไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งทุกอย่าง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง

ถ้าทำได้ เราก็แค่รู้ตัวว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องอวดใคร

ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่าเราทำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องอายใคร

ถ้าเราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ ผมว่ามันก็น่าจะดีนะครับ”

ดังนั้น ถ้ากลับมาที่โจทย์หลักของบทความนี้ ว่าในเมื่อเราเป็นมนุษย์สัมพัทธ์โดยกำเนิด เราควรจะมีความคิดเห็นอย่างไรถึงจะไม่อิจฉาคนที่(ดูเหมือน)ชีวิตดีกว่าเรา

ก็คือการตระหนักว่า snapshot บนโซเชียลที่แสดงถึงชีวิตดีๆ นั้น บางทีมันเป็นเพียงแค่ performance พอวางกล้องลงแล้วเขาก็เป็นคนธรรมดา เผลอๆ จะมีบางมุมที่เขาขาดแคลนกว่าเราด้วยซ้ำ

ฟังดูเหมือนนิทานองุ่นเปรี้ยว แต่ผมว่ามันเป็นวิธีคิดที่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าการมองเห็นแต่มุมสวยงามแล้วเผลอคิดว่าชีวิตเราควรจะเป็นแบบนั้นบ้างครับ

คนอื่นคิดถึงเราน้อยกว่าที่เราคิด

ในปี 2000 นักจิตวิทยาชื่อ Thomas Gilovich และคณะได้ทำการทดลองให้นักศึกษาใส่เสื้อยืดที่มีรูปนักร้องเชยๆ อย่าง Barry Manilow ไปเข้าคลาสเรียน จากนั้นทีมงานก็ให้นักศึกษาประเมินว่ามีเพื่อนในห้องเห็นเขาใส่เสื้อยืดตัวนี้กี่คน ผลก็คือนักศึกษาส่วนใหญ่ประเมินตัวเลขสูงเกินจริง

ในอีกการทดลองหนึ่ง นักวิจัยให้นักศึกษาเลือกเสื้อยืดที่มีรูปคนเท่ๆ (สำหรับยุคนั้น) เช่น Bob Marley, Martin Luther King หรือ Jerry Seinfeld และผลก็ออกมาเหมือนเดิม คือนักศึกษาประเมินจำนวนเพื่อนที่สังเกตเห็นว่าเขาใส่เสื้อยืดสุดคูลมากเกินความเป็นจริง

นักวิจัยเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Spotlight Effect – เราจะ overestimate ความสนอกสนใจที่คนอื่นมีต่อเราเสมอ ไม่ว่าจะเชิงบวกหรือเชิงลบ


Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money มักจะพูดอยู่เสอมว่า

“No one is impressed with your possessions as much as you are. Nobody is thinking about you as much as you are. They are only thinking about themselves.”

ไม่มีใครประทับใจกับทรัพย์สมบัติของเราเท่าตัวเราเอง ไม่มีใครคิดถึงเราเท่าตัวเราเอง เพราะแต่ละคนก็เอาแต่คิดถึงตัวเองทั้งนั้น

มันทำให้ผมนึกถึง “กฎ 20-40-60”

ตอนอายุ 20 คุณกังวลว่าคนอื่นคิดกับคุณยังไง

ตอนอายุ 40 คุณไม่แคร์ว่าคนอื่นคิดกับคุณยังไง

ตอนอายุ 60 คุณเพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครคิดถึงคุณตั้งแต่แรกแล้ว

คนอื่นคิดถึงเราน้อยกว่าที่เราคิดครับ


ขอบคุณเนื้อหา Spotlight Effect จากหนังสือ The Human Mind: A Brief Tour of Everything We Know by Paul Bloom

คิดแบบนี้เวลารถติดแล้วอาจหงุดหงิดน้อยลง

รถติดนับเป็นปัญหาคลาสสิคที่รัฐบาลไหนก็ยังไม่เคยแก้ได้ ยิ่งตอนนี้คนกลับมาใช้ชีวิตกันปกติ รถก็กลับมาติดกันเป็นปกติเช่นกัน

ผมเองเป็นคนที่เคยเกลียดรถติดมาก เลี่ยงได้จะเลี่ยงตลอด สมัยทำงานใหม่ๆ ผมจะออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อให้ถึงออฟฟิศก่อนเจ็ดโมง และออกจากออฟฟิศหลังทุ่มนึงเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอรถติด

เดี๋ยวนี้ผมไม่กลัวรถติดเท่าแต่ก่อน เพราะหาอะไรฟังเพลินๆ ได้มากกว่าฟังเพลง ถ้าไม่มีนัดอะไรเร่งด่วนก็ถือว่าพอรับได้

แต่บางวันมันก็ติดจนเกินรับได้จริงๆ อาจจะเพราะฝนตก อุบัติเหตุ หรือเหตุอะไรก็ตามแต่

วันหนึ่งผมไปเยี่ยมลูกบ้านเพื่อน ปรากฎว่ารถติดมาก เลยเปลี่ยนแผนไปทางแอร์พอร์ตลิงค์แทน เห็นถนนข้างล่างรถติดกันเป็นเบือ

ปรากฎว่าผมไม่รู้สึกหงุดหงิดกับรถติดเลย

จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่ผมจะไม่หงุดหงิด เพราะถ้าเราเอาตัวเองออกจากปัญหา มันก็จะเลิกเป็นปัญหาสำหรับเรา

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เวลาผมขับรถแล้วเจอรถติดจนผมหงุดหงิด ผมไม่เคยมองตัวเองเลยว่าที่จริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุ

รถติดเพราะรถบนถนนมันเยอะ และผมก็ทำให้มันติดมากขึ้นด้วยการเอารถมาเพิ่มบนถนนอีกหนึ่งคัน การที่ผมต้องเจอรถติดจึงเป็นเรื่องที่ผมควรรับได้ และถ้าผมเลือกเดินทางโดยวิธีอื่นรถติดก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป

แน่นอนว่าใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกขนาดนั้น ขนส่งสาธารณะอาจยังไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก และผมไม่ได้จะสื่อว่าการที่รถติดสาหัสเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรปล่อยให้เป็นไปแบบนี้

แค่อยากสะกิดให้ลองมองในมุมที่ว่า ที่เราเจอรถติดเพราะเราขับรถออกมาเอง และเรานี่แหละที่เป็นหนึ่งในรถอีกนับหมื่นนับแสนคันที่ทำให้คนอื่นรถติดไปกับเรา

เวลาต้องรับมือกับปัญหาใดๆ การรู้ตัวว่าเราก็เป็นต้นเหตุของปัญหาน่าจะช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลงครับ