เปล่งแสง

20150920_Geniuses

Thousands of geniuses live and die undiscovered – either by themselves or by others.

อัจฉริยะหลายพันคนใช้ชีวิตและตายไปโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นอัจฉริยะ (รวมถึงตัวเขาเองด้วย)

– Mark Twain

—–

อ่านประโยคนี้ของมาร์ค ทเวนแล้วผมนึกถึง “เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” หนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบที่สุด

สารภาพตรงนี้ว่าผมจำเนื้อหาในหนังสือไม่ได้แล้ว แต่ชอบชื่อหนังสือมาก

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยภาพในด้านใดด้านหนึ่ง

และถ้าเราใช้มันถูกที่ถูกเวลาเราก็ย่อม “เปล่งแสง” ออกมา

เปล่งแสง มิใช่เพื่อให้เราดูดี แต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

ใครที่ทำงานมานานจนเคยชินกับโหมด Comfort Zone อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเรามีความเก่งกาจทางด้านไหน

หรือบางคนอาจจะเจอสถานการณ์บีบบังคับให้จำใจต้อง “วาง” สิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาเอาตัวรอดกับชีวิตในแต่ละวัน

แต่ถ้าเราสามารถแบ่งเวลาสักวันละห้านาทีสิบนาที เพื่อมาทำสิ่งที่เราถนัดและทำให้เรามีความสุข กิจกรรมนั้นอาจจะช่วยให้เรา “รับมือชีวิต” ได้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะครับ

—–

เคยมีวิทยากรท่านหนึ่งมาบรรยายที่บริษัทผม เขาเล่าให้ฟังถึงช่วงที่ยังเป็นพนักงานประจำอยู่บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ซึ่งต้องงานหนักมาก แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งขีดๆ เขียนๆ

เขาบอกว่าการได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน คือน้ำหล่อเลี้ยงให้เขามีแรงทำงานในวันรุ่งขึ้น

และกลับกัน สิ่งที่เขาได้พบได้เห็นจากที่ทำงาน ก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับการเขียนหนังสือ

ถ้าตอนนั้นผู้ชายคนนี้คิดว่า ทำงานโฆษณาก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว จะเอาแรงเอาเวลาที่ไหนมาเขียนหนังสือ

ประเทศไทยคงไม่ได้รู้จักนักคิดนักเขียนนามว่า “นิ้วกลม”

—–

หากวันนี้งานที่คุณทำอยู่ไม่ได้เอื้อให้คุณได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

กลับถึงบ้านวันนี้ ไม่ลองขุดเอาสิ่งที่ตัวเองเคยหลงใหลออกมาทำอีกสักครั้งล่ะครับ?

อาจจะต้องยอมเสียเวลาเล่นเฟซบุ๊คไปบ้าง หรืออาจต้องตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย

แต่แลกกับการได้ “เปล่งแสง”

ผมว่ามันคุ้มนะ

—-

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ไว้อาลัยชายในตำนาน (ที่คุณอาจไม่รู้จัก)

20150916_Scott

เช้านี้ผมได้รับข่าวเศร้าเรื่องการจากไปของสก๊อต ดินส์มอร์ (Scott Dinsmore)

สก๊อตเป็นผู้ก่อตั้ง Live Your Legend, community ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยให้เราค้นพบงานที่ตัวเองรักและใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ (ตอนนี้มีสมาชิกกว่าแสนคนใน 182 ประเทศ)

ผมไม่แน่ใจว่าเริ่มรู้จักสก๊อตคนนี้ได้ยังไง แต่ถ้าให้เดา น่าจะมาจาก Leo Babauta เจ้าของ Zen Habits บล็อกที่ได้รับการขนานนามโดย Time Magazine ว่าเป็น 25 Best Blogs of 2009

และหนึ่งในหนังสือของลีโอ – The Power of Less ก็ได้รับตีพิมพ์เป็นภาษาไทยภายใต้ชื่อ ทำน้อยให้ได้มาก โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น

ลีโอเป็นทั้งเพื่อนสนิทและโค้ชของสก๊อต และลีโอนี่เองที่เป็นคนส่งข่าวเรื่องการเสียชีวิตของสก๊อตผ่านบล็อกตอนนี้ของเขา

อ่านบล็อกที่ลีโอเขียนถึงสก๊อตแล้วรู้เลยว่าความรักที่เพื่อนมีต่อเพื่อนนั้นมันลึกซึ้งแค่ไหน

เมื่อตอนต้นปีนี้ สก๊อตกับเชลซี (ภรรยา) ขายสมบัติที่มีทั้งหมด และออกเดินทางรอบโลกด้วยแบ็คแพ็คคนละใบ พร้อมทั้งคอยเขียนบล็อกอัพเดตลง LiveYourLegend.net ทุกสัปดาห์ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

บล็อกสุดท้ายที่เขาเขียนคือเรื่อง I’m Going Off the Grid: Therapy for an Addicted & Over-Connected World

แปลง่ายๆ ว่าช่วงนี้จะใช้ชีวิตแบบไม่มีสัญญาณมือถือและอินเตอร์เน็ตนะ

เพราะสก๊อตกับเชลซีกำลังจะไปปีนภูเขาคิริมันจาโจ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา แถมบนยอดเขายังมีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่อีกด้วย

ขณะที่สก๊อตกำลังจะถึงยอดเขา เกิดหินถล่ม ส่งผลให้สก๊อตจากไปในวัยเพียง 33 ปี ส่วนภรรยานั้นปลอดภัย

ผมเองไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสก๊อต แต่เท่าที่เคยฟังเขาพูดและอ่านบทความ ก็สัมผัสได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้น และความปรารถนาที่อยากจะช่วยเหลือคนให้ได้ทำงานที่รักจริงๆ

จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราต้องสูญเสียคนอย่างสก๊อตไป

แต่ถึงสก๊อตจะไม่อยู่แล้ว LiveYourLegend.net (ใช้ชีวิตของคุณให้เป็นตำนาน) ก็ยังอยู่ ผมเข้าไปอ่านบล็อกเก่าๆ ของเขา ดาวน์โหลดเอกสารหลายชิ้นที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกลับไปดูการพูดของสก๊อตที่ TEDx เรื่อง How to find and do work you love อีกครั้ง

สก๊อตบอกว่า หลักการสามข้อที่จะช่วยให้เราได้ทำงานที่ตัวเองรักก็คือ

1. Become a self-expert – เข้าใจตัวเองให้มากๆ
2. Do the impossible – กล้าทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (Everything was impossible until somebody did it).
3. Surround yourself with passionate people – คลุกคลีกับคนที่มีพลังชีวิต

การจากไปของสก๊อตช่วยเตือนใจผมสามเรื่อง

1. เราอาจตายเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าจะยังอายุน้อยแค่ไหน แข็งแรงแค่ไหน หรือเป็นคนดีแค่ไหน
2. ใช้ชีวิตให้ตรงกับใจที่สุด ไม่ใช่อะไรๆ ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนอื่น
3. สร้างอะไรซักอย่างที่เป็นประโยชน์และอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตของเรา

ขอให้ดวงวิญญาณของสก๊อต ดินส์มอร์สู่สุคติสัมปรายภพครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Good Life Project: Scott Dinsmore: Live Your Legend and Connect With Anyone

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กับดักของคนหน้าตาดี

20150914_GoodLookingPeopleTrap

ช่วงนี้ทีวีในลิฟต์ที่บริษัท จะมีโฆษณาอาหารแมวยี่ห้อหนึ่งที่ผมเห็นบ่อยมาก

พระเอกของเรื่องคือแมวสีขาวตัวฟูๆ ขึ้นไปเล่นดอกไม้บนหลังตู้จนแจกันตกลงมาแตก หญิงสาวที่เป็นเจ้าของรีบวิ่งมาดู พอเห็นแจกันแตกเลยเงื้อมไม้จะตีแมว

แล้วกล้องก็ซูมไปที่หน้าของน้องแมวทำสีหน้าอ้อนวอน (เดาว่าคงต้องการให้ได้อารมณ์เหมือนเจ้าแมว Puss in Boots จากเรื่อง Shrek 2)

สุดท้ายเจ้าของก็ยิ้ม และหยิบแมวขึ้นมาอุ้ม

พร้อมกับเสียงพากษ์ว่า “ยังไงก็รัก”

ราวกับโฆษณาจะสื่อว่า หน้าตาน่ารักซะอย่าง ถึงจะทำผิด เจ้าของก็ให้อภัย

—–

One Piece คือการ์ตูนเรื่องโปรดของผม

พระเอกของเรื่องนี้คือลูฟี่ ชายผู้มีความฝันที่จะได้เป็นเจ้าแห่งโจรสลัด

วันหนึ่งลูฟี่ถูกส่งตัวมาที่เกาะอเมซอนลิลลี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรหญิงล้วนภายใต้การนำของจักรพรรดินีโบอา แฮนค็อก หนึ่งในเจ็ดเทพโจรสลัด

แฮนค็อกมีใบหน้าที่สวยงามและรูปร่างสมส่วน แม้เธอจะมีนิสัยที่เอาแต่ใจและขี้โมโหแบบไร้เหตุผลจนมักทำอะไรที่รุนแรงออกมา (เช่นเตะหมา-แมวที่มายืนขวางทาง!) แต่ผู้คนรอบข้างก็พร้อมให้อภัยเธอเสมอ เพราะว่าเธอนั้นสวยบาดใจ

—–

เมื่อปีที่แล้วผมได้อ่านบทความฝรั่งที่อ้างว่า คนที่หน้าตาดีจะมีรายได้สูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีราว 12% โดยนักวิจัยให้เหตุผลสามข้อคือ

  1. คนหน้าตาดี มักจะถูกมองว่าเก่งกว่าคนหน้าตาไม่ดี
  2. คนหน้าตาดี มักจะมีความมั่นใจตัวเองสูงกว่า ซึ่งก็ทำให้ได้รับการดูแลดีกว่า และนำไปสู่ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว
  3. คนหน้าตาดีมีทักษะการเข้าสังคมมากกว่าคนที่หน้าตาขี้เหร่ และยิ่งเข้าสังคมบ่อยเท่าไหร่ ทักษะด้านการสื่อสารดีขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

อ้อ! แทนที่คนหน้าตาธรรมดาอย่างพวกเราจะตีโพยตีพายว่าโลกนี้ไม่แฟร์ ก็ขอบอกว่ามันยังพอมีทางออกนะครับ

เพราะเราสามารถเสริมสิ่งที่เราขาดไปได้ด้วยการแต่งตัวให้ดีขึ้นและพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งก็อาจจะช่วยให้เราได้รับผลประโยชน์สามข้อที่กล่าวมาเช่นกัน

—–

เคยเห็นคู่รักที่หน้าตาไม่สมน้ำสมเนื้อมั้ยครับ?

ประมาณว่าคนหนึ่งหน้าตาดีมากจนจะหาแฟนหล่อ/สวยแค่ไหนก็ได้ แต่กลับควงแฟนหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาหรือออกแนวขี้เหร่ด้วยซ้ำไป

ผู้หญิงสวยที่ควงหนุ่มหน้าตาธรรมดานั้นยังพอเข้าใจได้ เพราะอาจชอบคารม ความเป็นผู้ใหญ่ หรือฐานะที่มั่นคง

แต่ผู้ชายหล่อๆ ที่ควงผู้หญิงหน้าตาธรรมดาล่ะ?

ผมเคยเจอคู่หนึ่งเป็นอย่างนี้ครับ ผู้ชายหล่อระดับเดือนมหาลัย ส่วนผู้หญิงนั้นหน้าตาธรรมดา ผิวเข้ม แถมผอมกะหร่อง

แต่พอผมได้คุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ จึงรู้ว่าน้องเขานิสัยน่ารัก คุยสนุก แถมยังฉลาดอีกต่างหาก

—–

สมมติฐานของผมก็คือ คนที่เกิดมาไม่มีต้นทุนทางผิวพรรณและหน้าตา ก็ย่อมรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าต้องพยายามสร้างส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเสริม เช่นตั้งใจเรียน เอาอกเอาใจ ขยันขันแข็ง พูดจาไพเราะ

เพราะถ้าหน้าตาไม่น่าเอ็นดูแล้วยังนิสัยแย่ด้วย คงจะอยู่ในโลกนี้ได้ลำบากน่าดู

ในขณะที่คนที่หน้าตาดีระดับดารา ย่อมถูกเอาอกเอาใจและให้อภัยมาตั้งแต่เด็ก (เหมือนแมวในโฆษณาและจักรพรรดินีโบอาแฮนค็อกผู้เลอโฉม) ดังนั้นจึง “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องนิสัยดีก็อยู่ได้อย่างสบายๆ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องนางเอกขี้วีนหรือพระเอกนิสัยถ่อยอยู่เรื่อยๆ

ขณะที่บางคนไว้หนวดไว้เคราเหมือนโจร แต่พอได้คุยด้วยกลับเป็นคนธรรมะธรรมโม น่ารักน่าคบหา

—–

ถ้าคุณอายุยังน้อยและหน้าตาดี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้ชีวิตแบบสวยไปวันๆ หล่อไปวันๆ

แต่อย่าชะล่าใจจนลืมไปว่า ต่อให้หน้าตาเราดีอย่างไร ใช้ครีมฝรั่งราคาแพงแค่ไหน สุดท้ายสังขารก็ย่อมร่วงโรย

ถ้าพึ่งพาแต่หน้าตาอย่างเดียว โดยไม่พัฒนามิติอื่นๆ ของชีวิต วันที่เราหมดสวย-หมดหล่อ อาจจะเป็นวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย

ถึงตอนนั้นจะมาเริ่มเปลี่ยนนิสัยให้ดีขึ้นก็อาจไม่ทันการ เพราะไม้มันแก่เสียแล้ว (และคนอาจจะเลิกคบเราไปเกือบหมดแล้ว)

ดังนั้น ถ้าจะปร้บปรุงตัวเอง ก็ควรรีบขวนขวายเสียแต่วันนี้

จะได้ไม่มีใครมาตำหนิเราได้ว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีมั่ง?”

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก IMDBWonder12Business Insider 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

20150908_Shoelace

เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน รายการทีวีหลายรายการมักจะเอาโฮมวีดีโอมาเปิดให้พวกเราดู

โฮมวีดีโอ คือคลิปที่มักถูกถ่ายจากกล้องวีดีโอประเภท camcorder ที่คนในบ้านถ่ายเอาไว้ดูเอง ถ้าอันไหนฮา ก็อาจจะส่งมาให้รายการทีวีเผยแพร่

มีโฮมวีดีโอตัวนึงน่ารักมาก และผมยังจำได้มาจนถึงวันนี้

เป็นคลิปของเด็กผู้หญิงฝรั่ง อายุไม่เกิน 4 ขวบ สวมชุดกระโปรง สะพายกระเป๋าถือที่มีสายสะพายยาวๆ อารมณ์ประมาณนี้ (ในวีดีโอเด็กอายุน้อยกว่านี้ และสายสะพายกระเป๋าก็ยาวกว่านี้)

เด็กคนนี้ออกวิ่งไปได้นิดเดียวก็ล้มปุ! โชคยังดีที่เป็นสนามหญ้า

สาเหตุที่ล้มก็เพราะว่าสายสะพายกระเป๋ามันยาวมาก ตัวกระเป๋าจึงไปรั้งที่เข่าเธอและทำให้เธอวิ่งแล้วสะดุด

สิ่งที่เด็กคนนี้ทำคืออะไรรู้มั้ยครับ?

เธอก้มลงผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้แน่นขึ้น

แล้วก็ออกวิ่ง เพียงเพื่อที่จะล้มลงอีกครั้ง

แล้วเธอก็พยายามผูกเชือกรองเท้าอีก

ผมจำได้ว่าผมดูวีดีโอนี้แล้วก็ขำในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย

แต่ก็เข้าใจเด็กนะว่า ทำไมเขาถึงคิดว่ารองเท้าเป็นปัญหา ในเมื่อหนูใช้เท้าวิ่ง ถ้าเกิดวิ่งไม่ออก หนูก็ต้องแก้ที่รองเท้าสิ

ต้องล้มถึงสามครั้ง เด็กคนนี้ถึงจะถึงบางอ้อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือก

เธอจึงดึงกระเป๋าให้มันไปห้อยด้านหลังแทน แล้วก็ออกวิ่งโดยไม่ต้องล้มอีก

—–

เมื่อเช้านี้มีเรื่องให้คิดถึงคนๆ หนึ่ง ที่ทำงานเก่ง มีเงินเก็บเยอะ แต่ดูเหมือนชีวิตไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

เราเชื่อกันว่า ถ้าได้งานดีๆ ได้ตำแหน่งสูงๆ ได้มีหน้ามีตา ได้เงินเดือนเยอะๆ ได้ขับรถหรูๆ ได้ซื้อของที่เราอยากได้ ได้มีแฟนสวยๆ ได้ไลค์เยอะๆ เราจะมีความสุข

แต่เราก็เห็นว่า CEO ที่ตำแหน่งสูงส่ง ก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าเรา
หรือคนที่เก็บของมีค่าไว้เยอะๆ ก็ต้องมานั่งกังวลว่าใครจะมาเอาไป
หรือคนที่มีแฟนสวยๆ / หล่อๆ ก็ต้องมาคอยระแวดระวังว่าจะมีใครเข้าหา

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรากำลังไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขนั้น แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นเพียง “เชือกรองเท้า” ก็ได้

ต่อให้ผูกเชือกดีแค่ไหน หรือปรับรองเท้ายังไง ก็ยังหัวคะมำได้อยู่ดี

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชือกผูกรองเท้า

เด็กผู้หญิงไร้เดียงสาคนนั้นใช้เวลาแป๊บเดียวเพื่อเข้าใจประเด็นนี้

แล้วผู้ใหญ่ไร้เดียงสาอย่างเราๆ ล่ะ

ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเข้าใจ?

—–
ขอบคุณภาพจาก Heart & Habit และ Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม

—–

ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่