ถ้าวันนี้เจอแต่คนแย่ๆ

20160209_BadDay

ตื่นเช้ามาเจอแฟนหน้าตาบึ้งตึง

ขับรถไปทำงานก็โดนคันอื่นบีบแตรใส่

ถึงออฟฟิศโดนเจ้านายเรียกไปด่า

เล่นเฟซบุ๊คก็มีแต่คนมาคอมเม้นท์ชวนทะเลาะอีก

ความเป็นไปได้มีสองอย่าง

คือวันนี้เป็นวันซวยของเรา

หรือไม่เรานี่แหละที่ทำตัวไม่ดีเอง

“If you run into an asshole in the morning, you ran into an asshole.

If you run into assholes all day, you’re the asshole.”

ถ้านายเจอคนเฮงซวยเมื่อเช้านี้ แสดงว่านายคงเจอคนเฮงซวยจริงๆ

ถ้านายเจอแต่คนเฮงซวยทั้งวัน นายเองนั่นแหละที่ทำตัวเฮงซวย

Raylan Givens, Justified

แน่นอน ไม่มีใครหรอกครับที่จะคิดว่าตัวเองทำตัวเฮงซวย

แต่เคยได้ยินใช่มั้ยครับว่าโลกภายนอกนั้น มักจะสะท้อนโลกภายในของเราเสมอ

ที่ตื่นเช้ามาแฟนหน้าบึ้งตึง เพราะว่าเมื่อคืนเราพูดอะไรให้เขาคิดมากรึเปล่า

ที่โดนบีบแตรใส่ เพราะเราไปขับรถปาดหน้าเขาหรือเปล่า

ที่เจ้านายเรียกไปด่า เพราะเราทำงานชุ่ยรึเปล่า

แล้วที่ไปทะเลาะกันบนเฟซบุ๊คนี่ เรากำลังเล่นเฟซบุ๊คในเวลางานมากเกินไปรึเปล่า

ถ้าคิดว่าวันนี้เป็นวันซวย ก็คงทำอะไรไม่ได้

แต่ถ้ารู้ตัวว่า เราเองก็มีส่วนทำให้วันนี้เป็นวันซวยๆ

เราอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้อะไรๆ มันดีขึ้นนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Youtube: Raylan Givens, Justified “If you run into an asshole in the morning..

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ความรู้ท่วมหัว

20160201_PlentyOfKnowledge

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรีคณะวิศวะไฟฟ้า ผมกับเพื่อนชื่อโอได้ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับรุ่นพี่ที่เรียน MBA รวมแล้วก๊วนเราน่าจะมีกันซัก 15-16 คน

มีอยู่วันหนึ่งเรานั่งรถเข้าไปเที่ยวในเขตอุทยาน แต่พอขากลับปรากฎว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางทางอยู่จนรถไม่สามารถไปต่อได้

ระหว่างที่รอความช่วยเหลือ ผมกับโอก็สวมวิญญาณนักศึกษาวิศวะที่เก่งเรื่องคิดคำนวณ

เราเริ่มต้นจากการถกกันว่า ต้นไม้ที่ล้มต้นนี้จะความยาวประมาณเท่าไหร่

วิธีวัดที่เราคิดขึ้นมาคือดูจากจำนวนก้าว โดยกะว่าช่วงก้าวของเราประมาณ 50 ซ.ม. เดินจากฟากหนึ่งของต้นไม้ไปถึงส่วนปลายโคนได้ความยาว 22 ก้าว แสดงว่าต้นนี้ยาวประมาณ 11 เมตร

จากนั้นเราก็เดินไปอ้อมดูฝั่งที่โคนต้นมันโค่นลงมา เพื่อจะดูว่าเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเท่าไหร่ พอเห็นว่าเส้นผ่านศูนย์กลางมันยาวกว่าไม้บรรทัดไปประมาณ 10 ซ.ม. ก็แสดงว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 40 ซ.ม. หรือรัศมีเท่ากับ 20 ซ.ม. (0.2 เมตร)

เนื่องจากต้นไม้นั้นมีทรงคล้ายๆ ทรงกระบอก ดังนั้นการหาปริมาตรของต้นไม้จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร คือใช้สูตร V = π r^2 h (พายอากำลังสองเอ๊ช หรือเอาพื้นที่วงกลมคูณด้วยส่วนสูงนั่นเอง)

V = 3.14 * 0.2 * 0.2 * 11 = 1.38 ลูกบาศก์เมตร

(ตอนนั้นเราไม่ยอมใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์มือถือ เพราะอยากทดสอบตัวเองว่าจะคิดเลขในหัวได้รึเปล่า)

แต่ต้นไม้ขนาด 1.38 ลูกบาศก์เมตรนี่มันหนักเท่าไหร่ล่ะ?

เราไม่รู้ความหนาแน่นของต้นไม้ รู้แต่เพียงว่าขอนไม้นั้นลอยน้ำได้ ดังนั้นมันควรจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ

เวลานึกภาพขอนไม้ลอยน้ำ ไม้จะโผล่พ้นน้ำมาซักครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราก็เดากันว่าไม้น่าจะมีความหนาแน่นประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือในปริมาตรที่เท่ากัน ไม้จะเบากว่าน้ำครึ่งต่อครึ่ง

น้ำ 1 ลิตรหนัก 1 กิโลกรัม

น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1000 กิโลกรัม

น้ำ 1.38 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1380 กิโลกรัม

ดังนั้นต้นไม้ 1.38 ลูกบาศก์เมตร จึงควรจะหนัก 690 กิโลกรัม

ผมกับโอคุยกันอยู่ร่วม 10 นาทีกว่าจะได้ตัวเลขนี้ออกมา และเราก็ภูมิใจกันมากที่สามารถหาคำตอบได้ว่าต้นไม้ที่ล้มขวางทางเราอยู่นั้นหนักเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องเปิดหนังสือหรือใช้เครื่องมืออะไรเลย

พอเราคุยมาถึงตรงนี้ “พี่หิน” ซึ่งเป็นพี่ MBA ก็เดินมาหาเราแล้วถามว่า

“รู้แล้วช่วยอะไรได้มั้ย?”

เราอึ้งกันไปประมาณ 0.7 วินาที พี่หินก็พูดต่อว่า

“รู้ว่าไม้หนักเท่าไหร่แล้วไง? มันทำให้พวกเราออกไปจากป่านี้ได้มั้ย”?

พี่หินเขาน่าจะถามเอาฮา และอาจแอบหมั่นไส้เล็กๆ ที่ได้ยินเด็กวิศวะสองคนคุยฟุ้งกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้

ผมกับโอหันหน้ามามองกัน แล้วก็เห็นด้วยว่าจริงอย่างที่พี่เขาว่า

ความรู้ที่เรามีไม่ได้ช่วยอะไรเลยซักนิด

เราเลิกคุยกันเรื่องต้นไม้ แล้วหันไปคุยเรื่องอื่นแทน

—–

เวลาผ่านไปอีกประมาณสิบนาที ก็ได้ยินเสียงรถเครื่องวิ่งมาจอด

เจ้าของรถน่าจะเป็นชาวบ้านแถวนั้น ตัวเล็กๆ ดำๆ พร้อมเลื่อยไฟฟ้าในมือ

จากนั้นเขาก็จัดแจงตัดโคนต้นไม้ที่ขวางทางออกเป็นท่อนๆ เพื่อให้เรากลิ้งท่อนไม้บางส่วนออกไปได้

ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทางก็ถูกเคลียร์มากพอให้รถวิ่งผ่านไปได้

ไม่ได้ดูถูกนะครับ แต่ผมว่าคุณพี่เลื่อยไฟฟ้าเขาไม่น่าจะรู้หรอกว่าปริมาตรของต้นไม้นั้นใช้สูตร V = π r^2 h

เผลอๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า π คืออะไร มีค่าเท่าไหร่

แต่คนๆ นี้แหละที่ช่วยให้เราออกจากป่าได้ ในขณะที่ “ปัญญาชน” สิบกว่าชีวิตกลับไม่สามารถทำอะไรได้ซักนิด

ประสบการณ์วันนั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าอหังการเกินไปนัก

ต่อให้เรียนมาสูงแค่ไหน ความรู้ท่วมหัวเพียงใด

พอเราต้องเผชิญปัญหาในชีวิตจริง เราอาจเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

รักพี่เสียดายน้อง

20160119_ChickenAndEgg

สิ่งที่แย่กว่าตัดสินใจพลาด คือการไม่ตัดสินใจ

สังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่า ห้วงเวลาใดก็ตามที่อยู่ในสภาวะ “รักพี่เสียดายน้อง” มันจะอึนๆ มึนๆ

แต่พอตัดสินใจว่าจะเอาทางใดทางหนึ่งแล้วเท่านั้น ใจมันจะโล่ง แล้วสมองก็จะขับเคลื่อนเต็มสูบ ช่วยให้เราลงมือทำอะไรก็ตามที่ต้องทำเพื่อให้การตัดสินใจนั้นส่งผลดีที่สุด

ถ้ารักพี่เสียดายน้อง ก็แปลว่าดีทั้งพี่และน้องนั่นแหละ ไม่ต้องคิดเยอะมาก เอาที่ใจว่าใช่ ทางข้างหน้าจะขลุกขลักยังไงเดี๋ยวก็หาทางไปต่อได้เอง

ถ้ามัวแต่ลังเล ทั้งคนพี่คนน้องรำคาญเดินจากไป

เหลือแค่ป้าแก่ๆ คนหนึ่ง เราคงจะเจ็บใจน่าดู

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กำแพงล่องหน

20160119_InvisibleWall

เคยมั้ยครับ เวลาขับรถไปไหนแล้วเตรียมจะจอดริมฟุตบาทแล้วดันมีกรวยมาวางกันที่เอาไว้

กรวยจราจรทำจากวัสดุที่ค่อนข้างนิ่มและเบา ดังนั้นในทางกายภาพ กรวยจึงไม่สามารถ “กั้น” รถได้จริงๆ หรอก เพราะถ้าเราจะจอดจริงๆ ก็แค่ถอยรถไปชนกรวยให้ล้มหน่อยเดียวก็เข้าจอดได้แล้ว หรือถ้าเราจะจอดรถเดินไปขยับกรวยให้พ้นทางก็ย่อมทำได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เคยเห็นคนขับรถคนไหนกล้าท้าทายกรวย

อาจเป็นเพราะว่ากรวยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าเจ้าของ กรวยจึงมี “พลังพิเศษ” บางอย่างที่ทำให้มันสามารถ “ผลัก” รถที่ใหญ่และแข็งแรงกว่ามันเป็นร้อยเป็นพันเท่าได้สบายๆ

ผมสนใจ “พลังพิเศษ” ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ “กำแพงล่องหน” ที่มีประสิทธิภาพยิ่งนัก

กำแพงล่องหน ในความหมายของผมคือสิ่งของหรือคำพูดอะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่มีความแข็งแรงเชิงกายภาพแต่กลับมีความแข็งแรงต่อจิตใจพอที่จะช่วยกันคนส่วนใหญ่ไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างได้

เช่นเชือกที่มัดกับเสาเล็กๆ ล้อมรอบสนามหญ้าเพื่อกันไม่ให้คนเข้า

หรือบาริเคด (barricade) ที่ควบคุมคนให้ยืนเป็นแถวเวลาซื้อตั๋วหนัง

หรือเส้นทึบตีขนานสองเส้นบนถนนเพื่อบอกว่าเอ็งห้ามเปลี่ยนเลนนะ

หรือคำพูดว่า “งดฝากร้านนะคะ” ของดาราในอินสตาแกรม (ผมสังเกตหลายทีแล้วว่า เวลาดาราใส่คำว่า “งดฝากร้าน” ลงไป จะแทบไม่เห็นร้านไหนกล้ามาโพสต์ฝากร้านเลย แต่ถ้าดาราคนไหนไม่ใส่คำนี้ ก็จะมีคนมาฝากร้านกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง)

—–

ในทางกลับกัน…

นอกจากกำแพงล่องหนที่คนจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างแล้ว ยังมีกำแพงล่องหนที่เราไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่มันก็เกิดขึ้น และคอยกั้นเราไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เราอาจอยากทำด้วย

ตอนอยู่ที่บ้านเก่า ผมจะใช้ผ้าคลุมเตียงที่มีเนื้อผ้าค่อนข้างหนามาพับจนเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสเพื่อใช้เป็นเบาะรองนั่งสมาธิ

แต่พอย้ายบ้าน เตียงเปลี่ยนไซส์ ผ้าคลุมเตียงผืนเดิมไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว (หรืออาจจะเผลอโละทิ้งไปแล้ว) ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมไม่ได้นั่งสมาธิแบบเป็นกิจจะลักษณะมาหลายสัปดาห์แล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ ผมน่าจะหาผ้าผืนอื่นมาแทนกันได้ไม่ยากนัก

หรือย้อนกลับไปสมัยผมยังเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอน (ใช้ดินสอเขียนลงสมุดไดอารี่) ถ้าช่วงไหนที่โต๊ะผมรกๆ ผมก็จะไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่ เพราะขี้เกียจเคลียร์โต๊ะเพื่อเขียนไดอารี่

กูรูหลายคนบอกว่า ถ้าคุณอยากจะสร้างนิสัยตื่นมาวิ่งทุกเช้า ก่อนเข้านอนคุณควรจะเอาชุดวิ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า รวมถึงเอารองเท้าวิ่งออกมาวางเตรียมไว้ให้พร้อมตรงปลายเตียงนอนเลย

“ผ้าปูเตียงที่หายไป” “ของรกๆ บนโต๊ะ” และ “ตู้เสื้อผ้า” คือกำแพงล่องหนในสามตัวอย่างที่กล่าวมานี้

สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ สภาพแวดล้อมรอบตัวเรามีอำนาจต่อพฤติกรรมของเรามากกว่าที่คิด

วันนี้ ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่า อะไรที่เราควรทำแต่ยังไม่ได้ทำนั้น มีกำแพงล่องหนที่คอยกั้นคุณอยู่รึเปล่า

ถ้าเจอแล้ว อย่าลืมนะครับว่าเราทำลายกำแพงล่องหนนั้นได้เสมอ

เพราะบางที กรวยจราจรบางกรวยก็อยู่ผิดที่ผิดทาง และสมควรโดนหยิบออกจากชีวิตครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่ควรเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ

20160113_PlaySportForSport

ผมเป็นนักศึกษารุ่นแรกของ Asian University (สมัยนั้นยังมีคำว่า of Science and Technology ห้อยท้ายด้วย)

ปริญญาตรีรุ่นหนึ่งเรามีกันอยู่ 20 คน เป็นวิศวะ 10 บริหารธุรกิจอีก 10 คน และมีพี่ๆ MBA อีกประมาณ 25 คน

ด้วยความที่เป็นรุ่นแรกและคนยังน้อยนี่เอง จึงไม่มีอะไรให้ทำมากนัก

กิจกรรมหลักๆ ที่เรามีกันหลังเลิกเรียนคือเล่นกีฬา เล่นกีฬา แล้วก็เล่นกีฬา (อ้อ มีทำการบ้านด้วยครับ)

จำได้ว่าเรียนเสร็จตอนสี่โมง กลับมาพักที่หอพักตามชื่อ พอห้าโมงเย็นก็หิ้วรองเท้าสตั๊ดเดินไปสนามบอล

หกโมงครึ่งพระอาทิตย์ตกดิน ยุงเริ่มเยอะ เราก็จะเข้ามาในโรงยิมเพื่อเล่นบาสกันต่อ (ถ้าไม่จริงจังมากจะถอดรองเท้าเล่น) พอเล่นบาสเหนื่อยๆ ก็ยังตีแบดมินตันกันได้อีก ช่วงนั้นผมน่าจะออกกำลังกายสัปดาห์ละสิบชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ที่โรงยิมจะมีอาจารย์พละชื่ออาจารย์วิศรมที่คอยดูแลสถานที่และนักศึกษาที่ไปใช้บริการ เป็นคนขยันและยิ้มเก่งมาก ตัวแกเล็กนิดเดียวแต่ดูหุ่นก็รู้ว่าฟิตสุดๆ

ค่ำวันหนึ่งหลังจากเล่นกีฬาเสร็จ ผมกับเพื่อนและอาจารย์วิศรมก็มายืนเมาธ์มอยเรื่องสัพเพเหระ

แล้วอาจารย์ก็เอ่ยประโยคที่ผมยังจำมาจนถึงทุกวันนี้

“รุตม์ไม่ได้เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพหรอก”

ผมก็งงไปแป๊บนึง ถามว่า อ้าว แล้วถ้าไม่เล่นเพื่อสุขภาพ จะเล่นเพื่ออะไรล่ะครับอาจารย์

“ผมว่ารุตม์เล่นกีฬาเพื่อกีฬา”

ผมงี้อึ้งเลย….

ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันแปลว่าอะไร เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเป็นคำชมที่น่าปลื้มชะมัด

—–

เมื่อเช้านี้ตอนขับรถมาจอดที่แอร์พอร์ตลิงค์ ผมเปิดซีดีแผ่นหนึ่งที่ได้มานานแล้ว

ซีดีแผ่นนั้นชื่อว่า กิเลส แมนเนจเม้นท์ บรรยายโดยท่านว.วชิรเมธี

ก่อนจะจอดรถ ท่านว.ก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึงอาจารย์วิศรม

ว่าเราไม่ได้ทำดีเพื่ออะไร

แต่เราทำดีเพื่อดี

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ก็เคยสอนไว้ในธรรมบรรยายบ่อยๆ ว่า จงอย่าปฏิบัติธรรมเพื่อจะเอามรรคผลนิพพาน แต่จงปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้า

หรือปฏิบัติธรรมเพื่อธรรมนั่นเอง

—–

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ – humans are driven by incentives

เราทำงาน เพื่อที่จะได้มีเงินไปดูแลครอบครัวและซื้อความสุข

เราเล่นดนตรี เพื่อจะได้โชว์สาวและหวังว่าจะได้ออกเทป (รู้เลยว่าเกิดยุคไหน)

เราปั่นจักรยาน เพื่อจะได้อินเทรนด์และมีเรื่องไว้คุยกับเพื่อนเรา

แต่ถ้าเราเปลี่ยนแรงจูงใจเสียใหม่ล่ะ?

ถ้าเราทำงานเพื่องาน เล่นดนตรีเพื่อดนตรี และปั่นเพื่อปั่น

เราก็จะมีความสุขทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก

และอาจผลิตผลงานออกมาได้ดีไม่แพ้กันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com