ความหมายของอิสรภาพ

20170601_freedom

อิสรภาพ (น.) คือการไม่ขออะไร ไม่คาดหวังอะไร ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด

“Freedom (n.): To ask nothing. To expect nothing. To depend on nothing.”
― Ayn Rand, The Fountainhead

—–

ผมเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ

อาจเป็นเพราะผมไม่รู้สึกว่ามันอร่อย และรู้สึกว่ามันแพงเกินไป

มีพี่คนหนึ่งต้องดื่มกาแฟเพราะไม่ดื่มแล้วมันจะง่วง เลยถามผมว่าถ้าไม่ดื่มกาแฟแล้วทำงานไหวเหรอ

ผมก็เลยตอบไปว่า ถ้าง่วงก็แปลว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู้ไปแก้ที่ต้นเหตุดีกว่ามั้ย?

การไม่ดื่มกาแฟของผมจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือเสียดายตังค์ แต่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนตัวด้วยว่าเราควรพึ่งพาสิ่งนอกกายให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งเอาชีวิตและความคาดหวังไปแขวนกับสิ่งภายนอกมากเท่าใด เราจะยิ่งตกเป็นทาสสิ่งๆ นั้นมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราต้องดื่มกาแฟแก้ง่วง เราก็จะเป็นทาสของร้านกาแฟ

ถ้าเราอยากซื้อมือถือรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่เครื่องเดิมก็ยังใช้ดีอยู่ เราก็ตกเป็นทาสการตลาด

ถ้าเราต้องให้แฟนส่งข้อความมาจ๊ะจ๋าทุกเช้า พอไม่ส่งเราก็กระวนกระวายหรือกระฟัดกระเฟียด เราก็ได้ตกเป็นทาสของแฟนแล้วเช่นกัน

แน่นอน มีอะไรบางอย่างที่เราต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ เช่นต้องป้อนนมลูก ต้องไปทำงาน ต้องออกกำลังกาย

แต่เรื่องอื่นๆ ที่เราคิดว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องมี” นั้น ถ้าสำรวจดีๆ มันเป็นแค่ความ “ต้องการ” เท่านั้นเอง

—–

ป.ล. บทความนี้ไม่ได้ต่อต้านการดื่มกาแฟนะครับ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนดื่มเพราะว่าชอบกลิ่นและรสชาติของมันจริงๆ ผมเองก็ยังเป็นทาสของขนมไร้สาระอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนกาแฟเท่านั้นเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

มาจากไหนไม่สำคัญ

20170527_whereyoucomefrom

ที่สำคัญคือคุณจะไปไหนต่างหาก

“It doesn’t matter where you are coming from. All that matters is where you are going.”
– Brian Tracy

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว

คนที่ทำบุญมาดี จึงอาจได้เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะดีกว่า มีสมองปราชญ์เปรื่องกว่า มีผิวพรรณหน้าตาที่ดีกว่าคนทั่วไป

แต่คนที่เกิดมาท่ามกลางความยากลำบากก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบเสมอไป เพราะเขาจะมีทักษะที่ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ก็จ้างใครมาสอนไม่ได้ เช่นความอดทนและความสู้ไม่ถอย

เราจึงไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชกเวทีเดียวกับคนอื่น ถ้าเขาเป็นเฮฟวี่เวตก็ปล่อยเขา เราตัวเล็กหน่อยก็ไปต่อยรุ่นฟลายเวตก็ได้

ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำจนเกินไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ คนย่อมมีโอกาสเป็นแชมป์ในสังเวียนชีวิตนี้ได้ครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เหตุผลที่เราควรรักษาคำพูด

20170524_keepmyword

นิสัยหนึ่งที่ผมอยากปรับปรุงคือการรักษาคำพูด

ธรรมดาผมเองก็เป็นคนที่วางใจได้ระดับหนึ่ง ถ้าผมรับปากเรื่องใหญ่ๆ อะไรไว้ก็มักจะทำออกมาให้ได้ตามนั้น แต่ปัญหาก็คือบางทีก็ทำออกมาได้ช้ากว่าที่คิดไว้ หรืองานบางงานที่ไม่ได้สำคัญหรือเร่งด่วนมากก็จะถูกผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการรักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือและความเคารพ ถ้าเราพูดแล้วไม่ทำ ความเชื่อมั่นที่คนอื่นมีให้เราก็จะด้อยลงเรื่อยๆ

แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือหากเราไม่รักษาคำพูดบ่อยๆ แม้แต่ตัวเราเองก็จะเลิกเชื่อตัวเองด้วย!

แม้แต่เรื่องเล็กๆ ว่าวันนี้เราจะทำอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเราก็เอาเวลาไปผลาญกับเรื่องอื่น ความเชื่อมั่นในตัวเองในระดับจิตใต้สำนึกก็จะถูกบั่นทอนลงอย่างช้าๆ จนสุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่เลิกเชื่อคำพูดของตัวเองไปโดยปริยาย เพราะพูดอะไรไปแล้วไม่เห็นจะทำเสียที

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ถ้ามันถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันฉันใด คำพูดของคนๆ หนึ่งจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อเขาพูดแล้วทำฉันนั้น

ถ้าคำพูดของเราขาดความศักดิ์สิทธิ์ระดับที่ตัวเองพูดแล้วยังไม่เชื่อ ก็ถึงเวลาต้องปฏิรูปโดยด่วนแล้ว

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

คิดก่อนพูดนั้นก็ดีอยู่หรอก

20170523_thinkbeforeyouspeak

แต่จะดีกว่านั้น ถ้าเราอ่านก่อนคิดด้วย

Think before you speak. Read before you think.
-Fran Lebowitz

เพราะความคิดทั้งหมดของเราล้วนแต่ต้องอาศัยสิ่งที่มีอยู่ในหัวสมอง

และสิ่งที่อยู่ในหัวของเราก็คือสิ่งที่เราได้เสพมาผ่านการอ่านและการฟัง (รวมถึงการวิเคราะห์และสังเคราะห์บทสรุปจากข้อมูลเหล่านั้นด้วย)

หัวสมองของคนที่อ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ ย่อมสามารถคิดอะไรได้ครอบคลุมและรอบด้านกว่า และมีแนวโน้มที่จะสอดคล้องกับความจริงมากกว่า

การคิดก่อนพูด และการอ่านก่อนคิดจึงน่าจะเป็นไอเดียที่ดี

โดยเฉพาะในสังคมที่พูดไม่คิด แถมก่อนคิดก็ยังไม่อ่านอีกด้วย!


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ขอโทษตัวเอง

20170520_saysorry

[ถาม]: คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อำยุเพียง 13 ปี จนถึงตอนนี้ก็อายุ 27 ปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตที่น่าพูดถึงบ้าง

[ตอบ]: ปูคิดว่าตัวเองเดินทางมาไกลมากเลยนะ และไม่มีปีไหนที่เหนื่อยน้อยลงกว่าปีก่อนหน้าเลย ตั้งแต่เด็กๆ ที่เราทำงานมาโดยตลอด เหมือนขาดชีวิตวัยเด็กไปโดยไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้จักปู ไม่ได้ติดตามข่าวคราวในชีวิตของปูมาตลอด อาจจะตกใจนิดหน่อยคิดว่าปูเปลี่ยนแปลงไป เติบโตขึ้นแบบปุบปับ แต่จริงๆ แล้วปูรู้สึกเป็นผู้ใหญ่แบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมามักจะมีแต่คนมาสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวหรือความรัก (หัวเราะ) แต่ไม่ค่อยมีคนมาสัมภาษณ์เรื่องราวจริงจัง ว่าปูมีความคิดยังไง หรือมีตัวตนจริงๆ เป็นอย่างไร สมัยแรกๆ ที่เข้าวงการมา ปูก็มักจะมีความรู้สึกต่อต้านและก็มีข่าวออกไปให้ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าปูดื้อ แต่สิ่งที่คนไม่รู้เกี่ยวกับปูเลย ก็คือปูมีความเศร้าอยู่ในใจลึกๆ เพราะต้องแบกความรับผิดชอบสูงมากตั้งแต่เด็ก และปูรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้ง่ายเลยนะ ชีวิตการเป็นดาราก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่ทุกคนมองว่ามันง่ายด้วย ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว มาถึงตอนนี้ปูนึกขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆ เลยนะ เพราะปูคงจะไม่ได้เป็นคนอย่างที่เป็นในตอนนี้ ถ้าไม่ได้รับโอกาสให้ทำงานในวงการตั้งแต่อายุ 13 ปีไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้มีความเข้าใจชีวิต ไม่ได้เข้าใจโลก หรือไม่ได้คิดจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ถ้าปูไม่ได้รู้สึกเศร้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนที่ท่าน ว. วชิรเมธีเคยพูดว่า ความทุกข์คือสิ่งมหัศจรรย์ คนเราถ้าไม่เคยทุกข์ก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้ ความทุกข์ไม่เกิดปัญญาก็ไม่เกิด ปูก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ผ่านจุดนั้นมาด้วยตัวเอง ปูคิดว่าความสุขที่แท้จริงคือการมอบความสุขมอบทางออก มอบชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนอื่น ซึ่งก็เพราะอย่างนี้ปูถึงได้บอกว่าคนไม่ค่อยรู้จักปู ปูเป็นคนที่มีความดาร์กในตัวเองอยู่สูงมาก

– ไปรยา ลุนด์เบิร์ก

a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 
เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: ภำสกร ธวัชธำตรี
สไตลิสต์ : Hotcake
เสื้อผ้า: The Only Son


ผมเคยเขียนถึงคุณปู ไปรยามาครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่ได้ฟังเธอพูดในงาน TEDx และทำให้ผมเข้าใจว่า ภาพที่ผมเคยรับรู้มาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ห่างไกลจากตัวตนของเธอไม่น้อย

บทสัมภาษณ์ของเธอใน a day BULLETIN เมื่อต้นปีนี้เธอก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หลังจากที่เธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

นี่คือข้อมูลบางส่วนของปัญหาผู้ลี้ภัยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

“หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ลี้ภัยทั้งหมด ทั่วโลกจำนวนมากถึง 65.3 ล้านคน และในจำนวนทั้งหมดนั้นมี มากถึงร้อยละ 51 ที่เป็นเด็กๆ และในจำนวนเด็กผู้ลี้ภัยนั้น 50% หรือมากกว่า 30 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะต้องลี้ภัยไป เรื่อยๆ ย้ายถิ่นฐานไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งมาถึงสถานการณ์ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขเพิ่มขึ้นเร็วมาก จนกลายเป็นว่าโลกเรามีคนที่ต้องลี้ภัยเพิ่มมากถึง 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว ผู้ลี้ภัยเป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่จริงๆ บนโลกใบนี้ คนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างจากสงคราม สิ่งเดียวที่เขาต้องการ อาจจะเพียงแค่ขอความปลอดภัยเท่านั้นเอง สำหรับปู นี่เป็นปัญหาที่เราหันหลังให้ไม่ได้นะ เพราะถ้าเราหันหลังให้เขา ชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรก็ยังนึกไม่ออกเลย อย่างบางคนก็จะบอกว่านั่นไม่ใช่ ปัญหาของประเทศเรา ไม่ไปยุ่งดีกว่า แต่เชื่อไหมว่าปัญหาจะเดินทางมาถึงเราได้ และสักวันถ้ามันเกิดขึ้นกับเราบ้าง เราจะไม่มองอย่างนี้เลย เราเองก็จะต้องขอร้องให้คนมาช่วยเหลือด้วยเหมือนกัน”

และคุณปูก็ตั้งคำถามปรัชญาว่า คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร จะรวยไปเพื่ออะไร จะมีอำนาจไปเพื่ออะไร

“ปูยอมรับนะว่าพอทำงานอาชีพนักแสดง เป็นดารามีชื่อเสียงเราอยากได้อะไรก็ได้ จะดื่มน้ำยี่ห้ออะไรก็มีคนวิ่งไปหามาให้อยากจะได้ อยากจะมีอะไร คนก็วิ่งเข้ามาเสนอให้ทุกวัน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร เพื่อเป็นที่หนึ่งเหรอ เพื่อเป็นที่รักของทุกคนเหรอ เพื่อเป็นคนสวยเลือกได้อะไรแบบนั้นเหรอ? …พระเจ้าไม่ได้ให้โอกาสดีๆ กับเรามาเพียงเพื่อเราคนเดียว พระเจ้าให้โอกาสเหล่านี้แก่เรา เพื่อที่เราจะได้ทำอะไรดีๆ หรือส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นด้วย”

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นข่าวว่าคุณปูได้ไปทำงานกับเอเจนซี่เมืองนอก อ่านบทสัมภาษณ์นี้จึงได้รู้หนึ่งในเหตุผลของเธอที่เชื่อมโยงกับคำถามด้านบน

“ถามว่าทำไมปูจึงไปแคสต์งานกับเอเจนซีที่นิวยอร์ก ทำไมถึงอยากจะไปทำงานเมืองนอก สาเหตุหนึ่งที่ปูอยากจะประสบความสำเร็จในระดับสากล เพราะอย่างที่บอก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกต้องช่วยเหลือกัน และปูไม่รู้ว่าถ้าเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จักเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร คือปูหมายถึงช่วยเหลือในแบบที่เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเราจะทำอย่างนั้นได้สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือชื่อเสียง”

และอีกหนึ่งประโยคที่ผมรู้สึกว่าเป็นมุมที่น่าสนใจมากจนต้องนำมาใส่ไว้ในภาพประกอบของบทความนี้

“ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะ ซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว”

ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา เวลาเราเห็นใครที่เคยผิดพลาดในอดีต เขามักจะเอ่ยปากขอโทษคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เจ้านาย หรือเพื่อน

แต่ผมไม่เคยได้ยินใครบอกว่าอยากจะขอโทษตัวเอง

ทั้งๆ ที่ถ้ามาลองคิดดู ตัวเองควรจะเป็นคนที่ถูกขอโทษคนแรกด้วยซ้ำไป เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่ฉลาดของเรามากที่สุดก็คือตัวเราเองนั่นแหละ

เมื่อเราขอโทษตัวเองแล้ว เราก็พร้อมที่จะให้อภัยและปลดล็อคตัวเองจากอดีต เพื่อที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคต เราจะได้มองกลับมาและนึกขอบคุณตัวเองในวันนี้ครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/