เราไม่ได้เจ๋งอย่างที่เราคิด

20171105_good

และเราก็ไม่ได้กระจอกอย่างที่เราคิดด้วย

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”
-Lou Holtz

คนเรามีทั้งเรื่องที่ตัวเองเก่งและเรื่องที่ตัวเองไม่เก่ง

ไม่สิ

ถ้าจะพูดให้ถูก คนเรามีทั้งเรื่องที่คิดว่าตัวเองเก่งและเรื่องที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง

เพราะว่าการที่จะ “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” เรื่องอะไรนั้น เป็นผลการตัดสินใจจากอดีต

เช่นถ้าตอนเรียนมหาลัยเราไม่ชอบวิชาเลข แม้จะจบออกมาเป็นสิบปีแล้วเราก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งเลขอยู่ดี

แต่สมองของคนเรานั้นมหัศจรรย์ ถ้าเราพบวิธีการเรียนรู้เลขที่ถูกจริตกับเรา เราอาจจะกลายเป็นคนเก่งเลขขึ้นมาก็ได้

ตัวผมเองแต่ก่อนไม่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลย เพราะต้องมานั่งท่องจำปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ หรือชื่อตัวละครที่ยาวและจำยากเพื่อเอาไปสอบให้ผ่าน

แต่พอได้อ่านประวัติศาสตร์มนุษย์จากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind‎ ผมกลับชอบมากจนเขียนบทความออกมาถึง 20 ตอน

ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากเราจะเผื่อใจเอาไว้ทั้งสองทาง

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”

ชนะแล้วอย่าชูคอ แพ้แล้วก็อย่าตีอกชกตัว

เพราะเป็นไปได้สูงว่าคุณกำลังประเมินตัวเองผิดไปครับ

วิจารณ์ได้ไม่ว่า

20171026_criticize

แต่สุดท้ายแล้วขอให้ได้ลงมือช่วยมากกว่าวิจารณ์ก็แล้วกัน

“At the end of my life, I want to be able to say I contributed more than I criticized.”
― Brené Brown

ทำไมเราถึงเป็นนักวิจารณ์มากกว่านักลงมือทำ?

หนึ่ง เพราะการวิจารณ์มันง่าย ทำได้ทันที

สอง เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนอื่นต้องแก้ให้เรา

สาม เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เราไม่มีปัญญาที่จะทำอะไรเองได้

ยิ่งวิจารณ์มากเท่าไหร่ เราจึงยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นคนมักง่าย โยนปัญหา และตีค่าตัวเองต่ำมากขึ้นเท่านั้น

Seth Godin เคยพูดไว้ว่า “You are more powerful than you think. Act accordingly.” – คุณมีพลังกว่าที่คุณคิด ดังนั้นจงใช้มันให้คุ้มค่าเถิด

อินเตอร์เน็ตทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้นก็จริง แต่ก็ทำให้การลงมือทำง่ายขึ้นด้วย

วิจารณ์ได้ บ่นได้ครับ ไม่เป็นไร เพราะบางทีมันก็เหลืออดจริงๆ

แต่ถ้าวิจารณ์เสร็จแล้วก็ปิดคอมเข้านอน พรุ่งนี้คุณก็ต้องตื่นมาเจอปัญหาเดิมอยู่ดี แล้วก็มานั่งหงุดหงิดว่าทำไมไม่มีใครมาแก้ปัญหาให้เราซักที

ถือเป็นวงจรชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

เพราะเรากำลังปล่อยให้ชะตากรรมของเราตกอยู่ในมือของคนอื่น ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร และเห็นความสำคัญของปัญหานี้บ้างรึเปล่า

ไม่มีใครแคร์ปัญหาที่เราเจอเท่าตัวเราเองแล้ว ถ้าอยากแก้มันจริงๆ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองครับ

คุณคือคนที่สำคัญที่สุดในครอบครัว

20170928_mostimportant

You are the most important part of the family. Take care of yourself first. Then you’ll be able to take care of everyone else even better.
-Deepak Chopra

ระหว่างดูแลตัวเองกับดูแลคนที่เรารัก มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกว่าจะทำอะไรก่อน

หลายคนอาจคิดว่าการดูแลตัวเองก่อนคือการเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดก็ได้

ยิ่งมีคนพึ่งพาเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งจำเป็นที่เราต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าร่างกายเราไม่พร้อม ใจย่อมขุ่นมัวง่าย ต่อให้เจตนาดีแค่ไหนแต่พลังงานลบของเราก็ถูกปล่อยออกมาอยู่ดี

คนตาบอดนำทางไม่ได้ฉันใด คนเป็นทุกข์ก็ไม่อาจทำให้คนอื่นมีความสุขได้ฉันนั้นครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 5 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เมื่อเราพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

20170611_better

ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราก็จะดีขึ้นเช่นกัน

When we strive to become better than we are, everything around us becomes better, too.
– Paulo Coelho

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายใน

ในยามที่เราเศร้าหมอง หดหู่ หัวใจเต็มไปด้วยประจุลบ เราย่อมส่งประจุลบนั้นให้คนรอบกาย และเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเหล่านั้นจะสะท้อนประจุลบกลับมา

คนที่ติดหล่มความทุกข์จึงมีความเสี่ยงที่จะทุกข์หนักกว่าเก่าเพราะเขาจะรู้สึกว่าใครๆ ก็ใจร้ายกับเขา ทั้งที่ๆ จริงๆ แล้วเขาใจร้ายกับตัวเองต่างหาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่พกพาพลังบวกไว้เต็มกระเป๋า เจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดเจอคนทำตัวไม่น่ารักคุณก็ยังใจกว้างพอที่จะพยายามเข้าใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าวันนี้คุณจะได้เจอแต่ “คนดีๆ” และ “เรื่องดีๆ” เกือบทั้งวัน

แต่ถ้าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ล่ะ?

ความจริงนั้นมีสองระดับ คือความจริงอย่างที่มันเป็น (objective) และความจริงอย่างที่เราคิด (subjective)

เราไม่อาจเปลี่ยนความจริง objective ได้ แต่เราเปลี่ยนความจริง subjective ได้

ถ้าวันนี้ฝนทำท่าจะตก เราไม่อาจเลือกให้ฝนหยุดตกได้ แต่เราเลือกได้ว่าฝนที่ตกนี้จะมีความหมายอย่างไรกับเรา

เราอาจเลือกที่จะหงุดหงิดก็ได้ที่ต้องเฉอะแฉะหรือเจอรถติด หรือเราเลือกจะมองในแง่บวกก็ได้ว่าฝนตกอย่างนี้อากาศก็เย็นสบายดี

ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี ก็ไม่สามารถทำให้ฝนหยุดตกได้อยู่แล้ว สู้เลือกที่จะมองอะไรที่จะสร้างประจุบวกใหักับจิตใจน่าจะดีกว่านะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/