ต้นกำเนิดใบเหลือง-ใบแดง

หนึ่งในเกมที่มีความหมายที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเกิดขึ้นในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 1966 ที่มีอังกฤษเป็นเจ้าภาพ

เกมนี้ไม่ใช่รอบชิงชนะเลิศ แต่เป็นรอบตัดเชือกที่อังกฤษพบกับอาร์เจนตินา

กรรมการในแมทช์นั้นคือ Rudolf Kreitlein (รูดอล์ฟ ไครท์ไลน์) ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน

หลังจากเกมเริ่มต้นไปได้ประมาณ 30 นาที ไครท์ไลน์ตัดสินว่าอาร์เจนตินาทำฟาล์วตรงกรอบเขตโทษ

Antonio Rattin (แอนโทนิโอ รัตติน) กัปตันทีมอาร์เจนตินาไม่เห็นด้วยและเข้าไปประท้วง จริงๆ รัตตินรู้สึกว่าไครท์ไลน์นั้นเป่าเข้าข้างอังกฤษมาตั้งแต่ต้นเกมแล้ว

ทั้งกรรมการและกัปตันต่างพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รัตตินจึงชี้ไปที่ปลอกแขนกัปตันและบอกว่าขอล่ามมาช่วยแปลภาษา เพราะเขาอยากฟังคำอธิบายของกรรมการว่าทำไมถึงตัดสินโอนเอียงเช่นนี้

ไครท์ไลน์ไม่สนใจและเป่าให้เกมดำเนินต่อไป แต่รัตตินก็ยังประท้วงไม่หยุด ไครท์ไลน์จึงเป่าหยุดเกมอีกครั้งและไล่รัตตินออกจากสนาม

ผู้เล่นอาร์เจนตินาเข้าไปรุมล้อมไครท์ไลน์กันยกใหญ่ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดเยอรมัน อีกฝ่ายพูดภาษาสเปน จึงสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

รัตตินไม่ยอมเดินออกจากสนาม ขนาด Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินฟุตบอลโลกลงไปเจราจาด้วยก็ไม่ช่วยอะไร เพราะผู้เล่นอาร์เจนตินาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเยอรมันกับอังกฤษนั้นฮั้วกัน

ความอลหม่านทำให้เกมหยุดไปเกือบ 8 นาที จนถึงกับต้องมีตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาคุมสถานการณ์ และมีการพูดคุยจนรัตตินยอมเดินออกจากสนามไป

เมื่อต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แถมสมัยนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนผู้เล่นตัวสำรอง ทีมอาร์เจนตินาจึงต้านทานอังกฤษไม่ไหว และเสียประตูในนาทีที่ 77 จากลูกโหม่งของ Geoff Hurst จบเกมอังกฤษชนะไป 1-0*

วันถัดมาสื่อของอังกฤษลงข่าวกันยกใหญ่ และยังรายงานด้วยว่าสองพี่น้อง Bobby Charlton และ Jack Charlton** ก็ถูกลงโทษ (booking)

ประเด็นก็คือทั้งบ๊อบบี้และแจ๊คไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตัวเองถูก booking ในเกมเมื่อวานนี้!

ทั้งสองคนก็เลยขอหารือกับฟีฟ่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฟีฟ่าจึงคอนเฟิร์มว่าคนที่ถูก booking คือแจ๊คเพียงคนเดียว ส่วนบ๊อบบี้นั้นไม่โดน

นี่จึงเป็นเรื่องสับสนขั้นสุด กรรมการคิดอย่างหนึ่ง นักข่าวคิดอีกอย่างหนึ่ง ผู้เล่นก็เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

เราจะจัดงานแข่งขันระดับโลกได้อย่างไรหากกรรมการยังไม่สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรงกันได้?

นี่คือคำถามที่ Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินคิดไม่ตก

ระหว่างที่แอสตันขับรถกลับบ้านจากเวมบลีย์ ผ่านถนน Kensington High Street และติดไฟแดงตรงสี่แยก แอสตันก็เหมือนมีแสงสว่างวาบเข้ามาในหัว

ไฟเหลืองหมายถึงให้ระวังและขับช้าลงหน่อย

ส่วนไฟแดงหมายความว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้ ห้ามไปต่อแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน แอสตันจึงเล่าให้ภรรยาฟัง ฟังเสร็จภรรยาก็ตัดกระดาษสีเหลืองหนึ่งใบ สีแดงอีกหนึ่งใบ ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อของแอสตันได้พอดี

แอสตันจึงนำไอเดียนี้ไปพัฒนาต่อ จนกระทั่งใบเหลือง-ใบแดงถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก***

จากนั้นเป็นต้นมา ใบเหลือง-ใบแดงก็กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเกมฟุตบอล มันคือสัญลักษณ์ที่มีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม ขนาดเมืองไทยยังเอามาใช้อธิบายเวลากกต.ตัดสินใจให้ใบเหลืองหรือใบแดงผู้สมัครส.ส.

ต้องขอบคุณ Ken Aston สำหรับไอเดียเล็กๆ แต่เด็ดขาด

ขอบคุณวิกฤติในสนามที่สร้างโอกาสให้เกมกีฬานี้มีคุณภาพกว่าเดิม

และขอบคุณสัญญาณไฟจราจรที่ Kensington High Street ที่ทำให้เรามีใบเหลือง-ใบแดงใช้กันจนถึงทุกวันนี้ครับ


* อังกฤษชนะโปรตุเกสในรอบรองชนะเลิศ และชนะเยอรมันตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวไปได้

** ผมก็เพิ่งรู้ว่า Bobby Charlton กองหน้าในตำนานของแมนยู มีพี่ชายชื่อ Jack Charlton ที่เล่นเป็นกองหลังทีมลีดส์ยูไนเต็ดและติดทีมชาติชุดเดียวกัน

*** ผมลองไปอ่านประวัติของ Ken Aston จึงพบว่าเขาเป็นคนแรกที่ใส่ชุดกรรมการอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คือชุดดำแขนขลิบขาว และยังเป็นคนที่เปลี่ยนธงของกรรมการริมเส้นให้เป็นสีเหลืองสลับแดงอีกด้วย (ก่อนหน้านี้ธงของไลน์แมนจะเป็นสีเดียวกับยูนิฟอร์มของทีมเหย้า ซึ่งหากเป็นสีโทนมืดก็จะมองเห็นได้ไม่ชัดในวันที่หมอกลงจัด)


ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือ The Power of Ignorance by Dave Trott

Daily Star: Inside story of how yellow and red cards were introduced to football 50 years ago

FIFATV: At the start of the England-Argentina rivalry

Wikipedia: Ken Aston

เหตุผลที่ Facebook ไม่ถอดป้ายบริษัทเก่าออก

หากใคร (โชคดี) ได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Facebook ที่ Menlo Park, California ก็จะเห็นป้ายเฟซบุ๊คที่มีเครื่องหมาย “ไลค์” ที่เราคุ้นตา พร้อมชื่อบริษัท facebook และที่อยู่แสนเท่อย่าง – 1 Hacker Way

แต่ถ้าใครช่างสังเกตหรือรับรู้ถึงตำนานแล้วเดินอ้อมไปดูหลังป้าย ก็จะเห็นโลโก้ของ Sun Microsystems ที่ทรุดโทรมตั้งอยู่

คนรุ่นใหม่หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในสายเทคโนโลยีอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Sun Microsystems นัก

แต่ถ้าใครเคยได้ยินภาษาโปรแกรมมิ่งที่เรียกว่า Java ก็ขอให้รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดจาก Sun นี่แหละครับ

Sun Microsystems เคยเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ด้าน technology สมัยที่ผมทำงานเป็น engineer ที่ Thomson Reuters ห้อง data center จะเต็มไปด้วยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Solaris SPARC ของ Sun นับร้อยเครื่อง แต่ละเครื่องมีราคาหลายแสนถึงหลักล้าน และคู่แข่งด้านเซิร์ฟเวอร์ของ Sun ในสมัยนั้นก็คือ IBM ที่ชกกันอย่างสูสี

แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในธุรกิจนี้ ทั้งเครื่อง PC ที่มี performance ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาถูกกว่า Sun เป็นสิบเป็นร้อยเท่า เรื่องการมาถึงของ open source software ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Sun ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบปิด รวมถึงเรื่องระบบ cloud ที่ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องมี data center ของตัวเองอีกต่อไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Sun ที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่ค่อยๆ กลายเป็นยักษ์เล็ก

ถ้าคุณซื้อหุ้น Sun ด้วยเงิน 1 ล้านบาทในปี 2000 ภายในเวลา 8 ปี หุ้นของคุณจะมีมูลค่าเหลือเพียง 13,000 บาท

สุดท้าย Sun ก็ถูก Oracle ซื้อไปในปี 2009 ก่อนที่ Oracle จะตัดสินใจหยุดการพัฒนาระบบของ Sun ในปี 2017 ทิ้งไว้เพียงแค่ตำนานและความทรงจำ

ออฟฟิศที่ Menlo Park แห่งนี้เคยเป็นของ Sun Microsystems มาก่อน และ Facebook ก็ย้ายเข้ามาใช้ออฟฟิศแห่งนี้ในปี 2015

นอกจากป้ายบริษัทด้านหน้าแล้ว ห้องประชุมทั้งหมดภายในตัวอาคารที่มีประตูแก้วเรียงรายเป็นทิวแถวก็ล้วนแล้วแต่มีโลโก้ของ Sun Microsystems สลักอยู่บนประตู

แน่นอนว่าบริษัทระดับเฟซบุ๊คมีเงินเปลี่ยนประตูแก้วได้สบายๆ แต่มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น

เพราะเขาอยากทิ้งสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไว้ให้พนักงานได้เห็นและสะท้อนใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ว่าหากไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ต่อให้องค์กรจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็อาจถึงจุดจบได้ภายในเวลาไม่นานครับ


ขอบคุณภาพจาก Marc Seitz: Hacker Culture Enterprise: The Hacker Way — Facebook และ Reddit: Back of the famous 1 Hacker Way Facebook sign

References:

Nine Lies About Work by Marcus Buckingham & Ashley Goodall

Geekwire: Zuckerberg’s not-so-subtle message to Facebook employees: Don’t end up like Sun Microsystems

Quora: What happened to Sun Microsystems? Why do you not hear about it anymore?

1Stock1: Sun Microsystems, Inc. (JAVA) Yearly Returns

ทำไมประเทศใหญ่อย่างจีนถึงมีแค่ Time Zone เดียว

รัสเซียมี 11 time zones

อเมริกามี 4 time zones

แต่ประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับอเมริกาอย่างจีนกลับมีแค่ time zone เดียว (GMT+8 เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

ในปี 1912 หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สาธารณรัฐประชาชนจีนเคยมีถึง 5 time zones ที่ครอบคลุมเวลา GMT+5.5 ถึง GMT+8.5

แต่ในปี 1949 ท่านประธานเหมาก็ประกาศให้ประเทศจีนมีแค่หนึ่ง time zone โดยยึดนครปักกิ่งเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่เพิ่งรวมประเทศได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นาน

การปรับเหลือ time zone เดียวนั้นก็ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะประชากรถึง 94% อาศัยอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจีนตามรูปประกอบ

แต่ถึงกระนั้นประชากรส่วนน้อยอีก 6% ก็ยังประสบปัญหา เพราะคนที่ทำงานราชการยังต้องถูกบังคับให้มาทำงานตามเวลาเดียวกับปักกิ่ง

สำหรับคนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของจีน ในฤดูหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 10 โมงเช้า ส่วนฤดูร้อนพระอาทิตย์ก็ตกตอนเที่ยงคืน

ต่อมาในภายหลังรัฐบาลจีนจึงยอมปรับเวลาการเข้างานของข้าราชการในเมืองที่อยู่ฝั่งตะวันตกเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกมากขึ้นครับ

มองกลับมาที่ประเทศไทย ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เราจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้เลย


ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Bora Taş’s answer to How does China manage with just one time zone?

The Atlantic: China Only Has One Time Zone—and That’s a Problem

ฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัติ

วันนี้เข้า Quora ไปอ่านเจอคำถาม “Where did the myth that Hitler was a vegetarian come from?” – เรื่องโกหกที่ว่าฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัตินั้นเริ่มต้นมาจากไหน

Luke Harrison ซึ่งสนใจเรื่อง Nazi และสงครามโลกครั้งที่สองเข้ามาตอบไว้แบบนี้ครับ

นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัติจริงๆ

เชื่อหรือไม่ว่าฮิตเลอร์นั้นรักสัตว์มาก มันฟังดูย้อนแย้งเมื่อใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำให้ผู้คนนับล้านล้มตายในยุโรป

ฮิตเลอร์ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์เพื่อปกป้องพวกมันจากการทำร้ายและการชำแหละ ในปีต่อมาเขาก็จำกัดฤดูกาลที่คนสามารถออกล่าสัตว์ได้ จากนั้นก็ออกกฎหมายคุ้มครองหมาป่า

ฮิตเลอร์ยังออกกฎหมายอนุรักษ์ธรรมชาติอีกหลายมาตราซึ่งส่งผลให้มีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์

เขารักหมายิ่งกว่ามนุษย์คนไหนที่เขาสนิทด้วย

ฮิตเลอร์ทานมังสวิรัติ แขกของเขาเคยออกมายอมรับว่าฮิตเลอร์จะบ่นเสมอหากแขกทานเนื้อสัตว์ “เขาจะเทศนาให้ผมฟังว่าสัตว์ต้องถูกฆ่าเพื่อมาอยู่ในจานของผม”

คนที่คอยตรวจสอบอาหารให้ฮิตเลอร์ (เพื่อป้องกันการวางยาพิษ) ล้วนบอกว่าอาหารที่ฮิตเลอร์กินนั้นไม่มีเนื้อสัตว์

ตอนชันสูตรศพฮิตเลอร์ ก็ไม่พบเศษเนื้อสัตว์ติดอยู่ในซอกฟันของฮิตเลอร์เลย นี่ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นมังสวิรัติจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้น


ขอบคุณข้อมูลจาก Luke Harrison’s answer to Where did the myth that Hitler was a vegetarian come from?

หลักฐานชิ้นสำคัญของอารยธรรมมนุษย์

Margaret Mead เป็นนักมานุษยวิทยาที่โด่งดังคนหนึ่งของอเมริกาในยุค 1960’s

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาถามเธอว่า อะไรคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์

นักศึกษานึกว่าจะอาจารย์มี้ดจะพูดถึงเครื่องปั้นดินเผา อุปกรณ์ล่าสัตว์ หินลับมีด หรือวัตถุบูชา

แต่เปล่าเลย มี้ดบอกว่าหลักฐานแรกของอารยธรรมคือกระดูกโคนขาที่มีอายุ 15,000 ปี

กระดูกโคนขาคือกระดูกที่ยาวที่สุดในร่างกายมนุษย์ที่เชื่อมสะโพกกับเข่าไว้ด้วยกัน ในยุคสมัยที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ หากกระดูกโคนขาแตก ต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์กว่าจะหายดี กระดูกโคนขาอายุ 15,000 ที่ถูกขุดเจอนั้นเคยผ่านการแตกและสมานแผลมาเรียบร้อยแล้ว

มี้ดอธิบายว่า ในโลกแห่งสิงสาราสัตว์ ถ้าขาคุณหัก นั่นหมายถึงความตาย เพราะคุณวิ่งหนีไม่ได้ ไม่สามารถออกหาอาหารอะไรได้ คุณทำได้แค่เพียงนอนรอวันเวลาที่จะกลายเป็นอาหารของสัตว์อื่นเท่านั้น ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่เอาชีวิตรอดได้นานพอให้กระดูกกลับมาสมานกันอีกครั้ง

แต่กระดูกโคนขาที่เคยแตกและกลับมาหายดีคือหลักฐานที่บ่งบอกว่าคนๆ นั้นมีคนคอยดูแล มีคนคอยอุ้มไปไหนต่อไหน และคอยหาอาหารมาให้จนกว่าเขาจะหาย

กระดูกโคนขา 15,000 ปีจึงบ่งบอกว่ามนุษย์เริ่มช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ได้ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังเพื่อเอาตัวรอด

และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของอารยธรรม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Remy Blumenfeld | Forbes | How A 15,000-Year-Old Human Bone Could Help You Through The Coronacrisis