ถ้าประตูมันไม่เปิด

20161102_door

แสดงว่ามันอาจไม่ใช่ประตูของเราก็ได้

If it doesn’t open, it’s not your door.

– Anonymous

เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่ความพยายามก็ไม่ได้นำพามาซึ่งความสำเร็จเสมอไป

งานบางบริษัทเราอาจพยายามสมัครมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้ซักครั้ง

ผู้หญิงบางคนเราอาจจะตามจีบมาไม่รู้กี่ปี แต่ก็ไม่ทำให้เธอใจอ่อน

การลงทุนบางอย่างเราอาจศึกษามานาน แต่ก็ยังขาดทุนอยู่

บางที เรื่องบางเรื่องอาจไม่เกี่ยวกับความพยายาม

เกี่ยวกับว่ามันเหมาะ หรือไม่เหมาะสำหรับเราเท่านั้นเอง

ไม่ได้จะบอกให้ยอมแพ้ง่ายๆ นะครับ

แค่บอกว่า ระหว่างที่เราพยายามเปิดประตูอยู่นั้น อย่าลืมมองไปรอบๆ ด้วยว่ามีประตูบานอื่นอยู่รึเปล่า

ในเมื่อกุญแจที่เรามีมันเปิดประตูบานนี้ไม่ได้ ทำไมไม่ไปลองกับประตูบานอื่นๆ ดูบ้าง?

เพราะเวลาเรามีจำกัด และทางเลือกเรามีมากกว่าหนึ่ง

อย่าเสียเวลากับประตูที่เราไม่มีกุญแจเลยครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชีวิตนี้ไม่มีรอบซ้อมใหญ่

20161025_rehearsal

มีแต่รอบการแสดงจริงเพียงรอบเดียวเท่านั้น

และไม่รู้จะได้กลับมาขึ้นเวทีนี้อีกเมื่อไหร่

ดังนั้น มีเท่าไหร่ก็ใส่ให้เต็มที่

ถ้าจะเล่นก็เล่นให้สุดฝีมือ ถ้าจะร้องก็ร้องให้สุดเสียง ถ้าจะรักก็รักให้สุดใจ

เมื่อถึงตอนจบ เราอาจได้ยินเสียงปรบมือ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตคือผลรวมของการตัดสินใจ

20160917_decisions

สองสามวันที่ผ่านมานี้ เพิ่งสังเกตตัวเองได้ว่า ในแต่ละวันผมมีเรื่องให้ตัดสินใจมากมายเหลือเกิน

เพียงแต่ผมไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

จะนอนต่อหรือจะลุก

แปรงฟันเสร็จแล้วจะบ้วนปากด้วยลิสเตอรีนรึเปล่า

จะเขียนบล็อกหรือจะเปิดเฟซบุ๊ค

ก่อนออกจากบ้านจะหอมแก้มแฟนมั้ย

รถติดแล้วจะเล่นมือถือดีมั้ย?

มีคนรอข้ามถนน จะชะลอรถรึเปล่า

จะเช็คอีเมล์หรือจะวางแผนการทำงานก่อน

เวลาเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่ดี จะตอบโต้หรือจะตั้งสติ

จะนั่งจ้องจอคอม หรือจะลุกไปเดินเล่นเพื่อพักผ่อน

พักเที่ยงจะกินข้าวแกงหรือจะกินร้านแพงๆ

ที่เราไม่รู้ตัว ก็เพราะว่าเราคิดว่าการตัดสินใจนี้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย

แค่ผมได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า “การตัดสินใจเรื่องเล็กๆ” ที่ทำซ้ำๆ กันทุกวันนั้นส่งผลมากกว่า “การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ” ซะอีก

การเลือกของกิน ท่านั่งทำงาน เวลาเข้านอน เป็นเรื่องที่เราทำโดยแทบไม่เคยคิด แต่มันส่งผลกับสุขภาพมากกว่าการเลือกว่าจะสมัครฟิตเนสที่ไหน

คนที่ไม่ดื่มกาแฟแก้วละร้อยในวัยทำงานจะประหยัดเงินไปได้หนึ่งล้านตอนที่เราเกษียณ

และการมีเวลาเล่นกับลูกทุกวัน อาจสำคัญกว่าการเลือกว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน

บางที “ความลับ” ของการมีชีวิตที่ดีอาจจะอยู่ตรงนี้

คือการเลือกที่จะตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ให้ถูกในทุกวัน

ซึ่งจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ง่ายตรงที่การตัดสินใจเล็กนั้นๆ เรามักจะรู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว

ยากตรงที่เราไม่ค่อยทำมัน เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ นี่แหละ

ทำให้นึกถึงเพื่อนผมคนหนึ่งที่ชื่อไก่ที่เคยบอกผมว่า

“ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้องได้”

มาตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้

เพื่อชีวิตที่ดีของเราในวันพรุ่งนี้กันนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ใช้ชีวิตตามลูก

20160910_likedaugther

ตอนนี้ปรายฝน ลูกสาวผมอายุสิบเดือนกว่าแล้ว

ตั้งแต่พ้นช่วงสามเดือนแรกมา ลูกเริ่มนอนเป็นเวลามากขึ้น ตื่นตอนกลางคืนน้อยลง ซึ่งก็ทำให้ชีวิตของผมและแฟนดีขึ้นตามลำดับ

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ คือเราทั้งคู่กลายเป็นคนทำอะไรตามตารางเวลาลูกไปโดยปริยาย

วันธรรมดาเราจะกล่อมเขานอนประมาณสามทุ่มครึ่ง และประมาณสี่ทุ่มเราจะเข้านอนกัน

ตอนเช้าพวกเราก็จะตื่นไม่เกินหกโมง เพราะนั่นคือเวลาที่ลูกจะตื่น

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเข้านอนก่อนสี่ทุ่มและตื่นก่อนหกโมงเช้าก็เป็นอะไรที่สอดคล้องกับนาฬิกาในร่างกายคนเราอยู่แล้ว


ทั้งบ้านผมมีทีวีอยู่หนึ่งเครื่องถ้วน เพราะเราไม่ค่อยได้ดูทีวีกัน

ตลอดทั้งปี จะมีเพียงรายการเดียวที่ผมกับแฟนจะติดตามดู คือรายการเดอะว้อยซ์ ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นซีซั่นใหม่วันนี้พอดี

นอกนั้นเราแทบไม่ได้ใช้ทีวีเลย ทำให้ลูกไม่ได้ดูทีวีไปโดยปริยาย แต่ให้โตกว่านี้หน่อยคงจะเริ่มให้ดูการ์ตูนบ้าง

เมื่อไม่มีทีวี การเสพสื่อของผมกับแฟนจึงใช้มือถือเป็นหลัก แต่ถึงกระนั้นเราก็ระวังอย่างมากที่จะไม่เล่นมือถือต่อหน้าลูก และตั้งใจจะไม่ให้ลูกเล่นมือถือหรือไอแพดเลย เพราะเราไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น


เมื่อเดือนที่แล้ว ผมกับแฟนไปเที่ยวหัวหินกัน

เราแวะกินอาหารเช้าที่แม็คโดนัลด์ และแน่นอน เราไม่พลาดที่จะซื้อเฟรนช์ฟรายที่เป็นของโปรดของเราทั้งคู่

พอปรายฝนเห็นเฟรนช์ฟราย ก็ทำท่าสนอกสนใจอยากกิน ผมกับแฟนปรึกษากันว่าเอาไงดี แล้วก็ลงความเห็นว่าให้ลองกินนิดหน่อยแล้วกัน เพราะจริงๆ ปรายฝนก็เริ่มกินอาหารพวกข้าวบด-ผักบดมาซักพักแล้ว

ปรายฝนกินแล้วชอบใจมาก ทำท่าขอกินอีก เราก็เลยให้กินอีกนิดนึง แล้วผมก็บอกลูกว่า “พอแล้วนะคะ กินเยอะๆ ไม่ดีนะ”

ตอนที่ผมพูดประโยคนี้ออกไป ก็พลันตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้

ว่าอะไรที่ไม่ดีต่อลูก ก็ย่อมไม่ดีต่อเราเช่นกัน

เป็นความจริงที่เบสิคมากๆ แต่ผมไม่เคยนึกถึงมันเลย

เพราะคิดมาตลอดว่าร่างกายผู้ใหญ่นั้นต่างจากเด็ก ผู้ใหญ่จึงสามารถทำเรื่องที่เด็กทำไม่ได้

แต่เพียงเพราะว่าร่างกายของผู้ใหญ่ทนทานกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นมันจะดีต่อเราซะหน่อย

ถ้าเฟรนช์ฟรายไม่ดีต่อร่างกายลูก มันก็ย่อมไม่ดีต่อร่างกายผมเช่นกัน

ถ้ามือถือทำให้ลูกสมาธิสั้น มันก็ทำให้ผมสมาธิสั้นได้เช่นกัน

ถ้านอนดึกตื่นสายเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับลูก มันก็เป็นเรื่องไม่ดีสำหรับผมด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน อะไรก็ตามที่ดีต่อเด็ก ก็ย่อมดีต่อผู้ใหญ่

ถ้าผมให้ลูกกินอาหารละเอียด แสดงว่าผมเองก็ควรเคี้ยวข้าวให้ละเอียด

ถ้าผมอยากให้ลูกกินผักกับผลไม้เยอะๆ ผมเองก็ควรกินผักและผลไม้ให้เยอะๆ

ถ้าผมชอบให้ลูกยิ้มบ่อยๆ ผมเองก็ควรยิ้มบ่อยๆ ด้วย

ผมว่ามันเป็นกฎพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตได้เลยนะ

ว่าอะไรก็ตามที่อยากให้เด็กทำ เราเองก็ควรทำตาม และอะไรก็ตามที่ไม่อยากให้เด็กทำ เราเองก็ควรหลีกเลี่ยง

จะได้มีสุขภาพที่ดี

และจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันไปนานๆ ครับ


ขอบคุณภาพจากแฟน ที่แอบถ่ายตอนที่ผมผลอยหลับหลังจากป้อนนมปรายฝนเสร็จแล้ว

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จดหมายถึงตัวเองในอนาคต

20160719_lettertofutureself

สวัสดีครับ

วันนี้พอดีได้รู้จักกับเว็บชื่อ http://www.futureme.org ซึ่งเราใช้ส่งอีเมล์หาตัวเองในอนาคตได้ครับ

ผมก็เลยลองเล่นซะหน่อย โดยตั้งเวลาให้ส่งหาตัวเองหนึ่งปีต่อจากนี้

ผมเล่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องบล็อก แล้วก็บอกความคาดหวังไปว่า อีกหนึ่งปีข้างหน้า ตอนที่ผมได้กลับมาอ่านเมล์ฉบับนี้อีกครั้ง สถานการณ์จะแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง

ตอนนั่งเขียนมันได้ความรู้สึกอุ่นๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก เหมือนเรากำลังเล่าเรื่องราวให้กับเพื่อนสนิทฟัง รวมถึงฝากฝังความฝันบางอย่างเอาไว้ด้วย

แล้วอีกหนึ่งปีผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับว่าเนื้อความในจดหมายเป็นอย่างไร และสิ่งที่คาดหวังเอาไว้เป็นจริงมั้ย

ใครอยากลองส่งจดหมายหาตัวเองในอนาคต ก็ลองไปเขียนได้เลยที่ http://www.futureme.org นะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com