ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

20160212_Stress

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

สิ่งที่ฆ่าเราคือทัศนคติที่มีต่อความเครียดต่างหาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการสอบถามผู้คน 30,000 คน อเมริกาเป็นเวลา 8 ปี ว่า “คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา”

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ “คุณเชื่อรึเปล่าว่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

จากนั้นนักวิจัยก็ติดตามว่าในช่วง 8 ปีนี้ มีใครเสียชีวิตบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ กลุ่มคนที่มีความเครียดมากๆ มีโอกาสสูงขึ้น 43% ที่จะเสียชีวิต

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงนี้ครับ

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีผลเฉพาะกับกลุ่มคนที่เครียดมากๆ และเชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพเท่านั้น

ส่วนกลุ่มที่เครียดมากๆ แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่บอกว่าไม่ค่อยเครียดด้วยซ้ำไป

—–

เวลาเราเครียด ร่างกายมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง

เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น เหงื่อออกที่มือเป็นต้น

เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า “สถานการณ์ไม่ดีละ”

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายล่ะ?

หัวใจเต้นเร็วขึ้น คือการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

หายใจแรงขึ้น ก็คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยให้เราคิดอะไรได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของร่างกายของเราที่จะรับมือกับสถานการณ์อันท้าทายต่างหาก

ธรรมดาเวลาคนเรามีความเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือหลอดเลือดจะตีบลง

(ถ้าหลอดเลือดตีบบ่อยๆ เลือดก็ไหลเวียนไม่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจได้)

แต่นักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ทำการ “ปรับเปลี่ยนมุมมอง” ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ให้เห็นว่าอาการต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้ผู้เข้าร่วมจะประสบสภาวะเคร่งเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้นก็จริง แต่หลอดเลือดกลับอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ตีบลงแต่อย่างใด

เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียด เราก็ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว

—–

เคยได้ยินฮอร์โมนชื่อ Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน) มั้ยครับ

อ๊อกซิโทซิน มีชื่อเล่นว่า cuddle hormone หรือฮอร์โมนแห่งการโอบกอด เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่เรากอดใครซักคนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน (เช่นเวลาลูกดูดนมแม่เป็นต้น)

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คืออ๊อกซิโทซินนี้เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดด้วย คล้ายๆ กับฮอร์โมนอดรินาลีนที่จะถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เราประสบสภาวะตื่นเต้น+ตึงเครียด

เวลาฮอร์โมนอ๊อกซฺิโทซินหลั่งออกมา เราจะมองหาใครซักคนเพื่อจะคุยด้วย และขณะเดียวกัน มันจะช่วยให้เรา sensitive กับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่รึเปล่า

ความเจ๋งของฮอร์โมนออกซิโทซินก็คือ มันช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของหัวใจหลังต้องเจอกับสภาวะเครียดจัดๆ

พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีระบบฟื้นฟูความเครียดในตัวมันเองอยู่แล้ว เครียดเมื่อไหร่ แม้หัวใจจะทำงานหนักและสึกหรอไปบ้าง แต่ร่างกายก็ยังหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์หัวใจของเรา

และฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินจะหลั่งมากขึ้นอีก ถ้าเราได้แชร์เรื่องที่เครียดให้ใครซักคนฟัง หรือออกไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังประสบปัญหา

มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับงานวิจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น แต่เปลี่ยนคำถามนิดหน่อยว่า

1. คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
2. คุณใช้เวลามากแค่ไหน ในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆในชุมชนของคุณ

จากนั้นนักวิจัยก็ตามดูคนกลุ่มนี้เป็นเวลาห้าปีว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ คนที่เครียดจัดๆ มีโอกาสตายมากกว่าคนอื่นถึง 30%

แต่สำหรับกลุ่มคนที่เครียดจัดๆ แต่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น กลับไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

การได้ดูแลคนอื่น ทำให้เรา “หายดี” ขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สอนอะไรเรา?

หนึ่งก็คือ ความเครียดไม่ใช่ศัตรู ความเครียดทำให้เราเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือกันเวลาประสบกับสถานการณ์ยากลำบาก

สองก็คือ ปฏิกิริยาในร่างกายของเราเวลาเจอความเครียดนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันคือการเตรียมตัวให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น จงเชื่อใจตัวเองเถอะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องราวท้าทาย เราจะสามารถรับมือกับมันได้

และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแบกรับมันเอาไว้คนเดียว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TED Talk: How to make stress your friend by Kelly McGonigal

(พอกด Play แล้วสามารถเลือก Subtitles ให้เป็นภาษาไทยได้)

ขอบคุณเนื้อหาภาษาไทยจาก Chatthip Chaichakan (Reviewed by Piyawit SEREEYOTIN)

ดูงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงได้ที่นี่ Speaker’s Footnotes

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีผูกมิตรกับคนที่ไม่ชอบหน้าเรา

20160208_BenFranklinEffect

คาดว่าทุกคน น่าจะต้องเคยเจอคนที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเรา เจอเราก็ทำหน้าบึ้งตึง พอเราทำอะไรก็จ้องจะจับผิด ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่เคยไม่ตอแยอะไรเขา

สงสัยชาติที่แล้วเราไปทำเขาไว้เยอะ

เวลาเราเจอคนที่ไม่ชอบเรา แต่เราเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา เราควรจะทำยังไงดี?

คำตอบที่เป็นไปได้ก็เช่น ปากหวานกับเขาให้มากๆ คอยเอาอกเอาใจ เขาว่าอย่างไรเราว่าตามนั้น

ซึ่งก็อาจจะเวิร์คก็ได้ ถ้าเราเสแสร้งเก่งพอ อดทนพอ และเขาใจอ่อนพอ

แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่านั้นมากครับ

คือขอยืมหนังสือเขาครับ

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกนะครับ เขาไม่ชอบเราแล้วเรายังกล้าไปขอยืมของเขาอีกเหรอ!?

ลองมามาฟังประวัติศาสตร์ของเทคนิคนี้กันหน่อยดีกว่า

เทคนิคนี้มีชื่อว่า Ben Franklin Effect ครับ

ที่มีชื่ออย่างนี้เพราะว่า เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (และผู้คิดค้นสายล่อฟ้า) เคยได้บันทึกไว้ในอัตชีวประวัติของเขาว่า เขาเคยมีคู่ปรับในสภานิติบัญญัติอยู่คนหนึ่งที่คอยขัดแข้งขัดขาเขาตลอด

แฟรงคลินคิดว่า ถ้าสามารถดึงให้คนๆ นี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาได้ ก็น่าจะทำให้ชีวิตในสภาราบรื่นขึ้นเยอะ

พอรู้มาว่าไม้เบื่อไม้เมาคนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หายากมาก แฟรงคลินก็เลยเขียนโน๊ตไปหา บอกว่าสนใจหนังสือเล่มนี้จังเลย ขอยืมอ่านได้ไหม

ชายคนนี้ก็ส่งหนังสือมาให้แทบจะทันที และอีกหนึ่งสัปดาห์ แฟรงคลินก็ส่งหนังสือคืนไปพร้อมทั้งเขียนโน๊ตขอบคุณเสียยกใหญ่

พอได้เจอหน้ากันที่สภาอีกครั้ง ชายคนนี้ก็เข้ามาทักทายแฟรงคลิน ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำอย่างนี้

จากวันนั้นเป็นต้นมา ชายคนนี้ก็พร้อมสนับสนุนแฟรงคลินในสภาเกือบทุกอย่าง และทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนถึงวาระสุดท้ายของ “คู่ปรับ” คนนี้เลยทีเดียว

—–

โอ้โห กะอีแค่ยืมหนังสือเล่มเดียวมันสามารถเปลี่ยนคนกันได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!?

นักจิตวิทยาอธิบาย Ben Franklin Effect ไว้ว่า มันคือการใช้ Cognitive Dissonance ให้เป็นประโยชน์

Cognitive แปลว่าการรับรู้และความคิด

Dissonance แปลว่าการไม่ลงรอยกัน

ตามความเข้าใจแบบบ้านๆ ของผม Cognitive Dissonance ก็คือความขัดแย้งภายในใจนั่นเอง

ความขัดแย้งภายในใจจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำมันสวนทางกัน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Cognitive Dissonance ภายในใจเรา เราจะรู้สึกอึดอัด อึนๆ ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะปรับความเชื่อหรือทัศนคติของเราเพื่อลดความขัดแย้งภายในนี้

ในกรณีชายที่เป็นคู่ปรับของแฟรงคลิน เขามีทัศนคติว่า “ข้าไม่ชอบขี้หน้าของไอ้แฟรงคลินเลยว่ะ”

แต่พอได้จดหมายขอยืมหนังสือ จะไม่ให้ยืมก็ดูใจแคบเกินไป (และชายคนนี้ก็คงไม่ใช่คนเลวอะไร เพราะก็มีดีระดับที่เข้ามาทำงานในสภาได้) ชายคนนี้เลยตัดสินใจให้แฟรงคลินยืมหนังสือ

พอให้ยืมก็เสร็จเลย

เพราะโดยปกติคนที่เราจะให้ยืมหนังสือมักจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เราไว้ใจเท่านั้น

คราวนี้การกระทำ (ให้ยืมหนังสือ) ก็เลยขัดแย้งกับทัศนคติ (ไม่ชอบหน้าแฟรงคลิน) เกิด Cognitive Dissonance ขึ้นมา

และเพื่อจะให้คลี่คลายปมที่เกิดขึ้น จิตใต้สำนึกของชายคนนี้ก็เลยสั่งให้มองแฟรงคลินเป็น”เพื่อน” ไปซะเลย

—–

Ben Franklin Effect จะว่าไปก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเป็นการเชิดหุ่น (manipulate) อย่างไรไม่รู้

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราบริสุทธิ์ใจที่จะผูกมิตรกับเขาจริงๆ ไม่ใช่เพื่อจะหลอกใช้ แต่เพื่อให้งานมันเดินต่อไปได้ ผมก็มองว่ามันเป็นเทคนิคที่ดีและสิ้นเปลืองแรงน้อยที่สุดแล้ว

อ้อ แล้วของที่ยืมไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือนะครับ ผมว่าแค่ยืมดินสอหรือปากกาก็น่าจะได้ผลในทิศทางเดียวกัน

และอาจจะไม่ต้องเป็นการยืมของก็ได้ แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็น่าจะทำให้เกิด Cognitive Dissonance ได้เช่นเดียวกัน

ผมเองเพิ่งรู้จักเทคนิคนี้ในวันนี้เอง เลยยังไม่เคยลองใช้ แต่ลองคิดตามแล้วก็คิดว่าน่าจะเวิร์คอยู่นะ

เพราะถ้ามีคนที่เราไม่ชอบมาขอให้เราช่วยเหลืออะไร

ลองเราได้ทำดีกับใครครั้งหนึ่งแล้ว (และเขาก็เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เราทำ ไม่ทำตัวให้น่าหมั่นไส้) เราก็คงไม่กล้าทำเลวกับเขาในครั้งต่อไปหรอก จริงมั้ยครับ?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Wikipedia: Ben Franklin Effect 

ขอบคุณภาพจาก Wikemedia

จิตวิทยาการขาย: บุญคุณต้องทดแทน

20151210_Reciprocity

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ผมกับแฟนไปเที่ยวที่ปารีส

หนึ่งในสิ่งที่เราทำกันคือไปเดินเล่นที่ Le Marais (เลอมาเรส์) แหล่งชอปปิ้งชื่อดังของที่นั่น

ผมกับแฟนไม่ใช่คนชอบซื้อของ ยิ่่งเราต้องเดินทางกันอีกเป็นสิบวันจึงยิ่งไม่อยากจะแบกอะไรเยอะ ที่มาเดินเลอมาเรส์เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศมันคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างเดินผ่านร้านหนึ่งที่อารมณ์คล้ายๆ ร้าน Bodyshop เราก็เจอพนักงานที่มายืนแจกซองอะไรซักอย่างอยู่หน้าร้าน

พนักงานคนนี้เป็นผู้หญิงฝรั่งเศสวัยสี่สิบต้นๆ ตัวเล็กๆ หน้าตาคมคายทีเดียว เขายื่นซองในมือมาให้เรา เราบอกว่าไม่เอา แต่เขาก็บอกว่า รับไปเถอะนี่เป็นของขวัญจากเรา (Just take it, it’s a gift from us).

เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเราจึงรับซองนั้นมา และพบว่าเป็นซองใส่ผงที่เอาไว้ผสมเวลาอาบน้ำในอ่างเพื่อให้มีกลิ่นหอม

เมื่อรับซองมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่าเรามาจากไหน มาทำอะไรกัน ถามได้แป๊บนึงเขาก็บอกว่าเข้ามาในร้านสิ ฉันมีของขวัญจะให้อีก (Follow me, I have more gifts for you).

ผมกับแฟนมองหน้ากันแป๊บนึง แต่ก็ตัดสินใจเดินตามเขาไป เมื่อถึงในร้านแล้วเขาก็จับมือแฟนผมขึ้นมาแล้วเอาอะไรบางอย่างมาขัดเล็บแฟนผม แค่ไม่กี่วินาที เล็บของแฟนผมก็มันวาว ปากเขาก็พูดว่า เหมือน miracle เลยนะคุณว่ามั้ย

พอขัดเล็บแฟนผมครบสิบนิ้ว เขาก็เอาโลชั่นมาทามือให้แฟนผม แล้วก็ยกให้ผมดมว่ากลิ่นมันหอมจริงๆ นะ แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า ผมควรจะซื้อให้แฟนผมใช้นะ ที่ขัดเล็บ miracle กับโลชั่นขายแพ็คคู่กันราคาแค่ 20 ยูโรเท่านั้น

ระหว่างที่ผมกำลังอ้ำอึ้ง เขาก็ถามผมว่าผมมีพี่สาว/น้องสาวมั้ย ผมตอบว่าไม่มี แล้วเขาก็ถามต่อว่ายังอยู่กับแม่มั้ยผมก็ตอบว่าใช่ยังอยู่กับแม่

เขาบอกว่าวันนี้ที่ร้านเขามีโปรโมชั่นพิเศษ คือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ดังนั้นคุณก็ซื้อชุดนึงให้แฟน แล้วเอาอีกกล่องนึงกลับไปฝากแม่ได้

ผมไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากใช้รึเปล่า แต่แฟนผมก็นึกถึงน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองขึ้นมาและคิดว่าถ้าซื้อไปจริงๆ ก็อาจเป็นของฝากที่เหมาะกับน้องของเธอดี

สุดท้าย จากคนที่ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไร ผมกับแฟนกลับได้โลชั่น+ที่ขัดเล็บมาสองกล่อง และต้องแบกมันไว้ตลอดการเดินทางยุโรปในอีกสิบวันที่เหลือ

เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่นี่จะสิ้นปีแล้วแฟนผมยังไม่เคยเอาของออกมาใช้เลย

—–

วันนี้เราจะมาคุยคอนเซ็ปต์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Reciprocity ครับ (อ่านว่ารีซิปโปรซิที่)

ถ้ากูเกิ้ลคำนี้ มันจะขึ้นมาโชว์เลยว่า

In social psychology, reciprocity is a social rule that says we should repay, in kind, what another person has provided us. That is, people give back the kind of treatment they have received from you. By virtue of the rule of reciprocity, we are obligated to repay favors, gifts, invitations, etc. in the future.

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครทำดีกับเรา เราก็จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและอยากทำดีตอบ

ตอนที่ผมกับแฟนไปเดินเล่นที่เลอมาเรส์ เราตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไม่ซื้อของฝากอะไร

สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง คือการที่เรารับซองเล็กๆ ที่พนักงานขายคนนั้นมายืนแจกหน้าร้าน

รับของเขามาแล้ว พอเขาชวนเข้าร้านก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่เข้าก็จะดูน่าเกลียดไปหน่อย

จากนั้นเขาก็ขัดเล็บให้แฟนผม ซึ่งถือเป็นเด้งที่สองที่เขาสร้าง “หนี้บุญคุณ” ให้กับพวกเรา

พอถึงนาทีปิดการขาย บวกกับโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง พวกเราก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

หลักการ Reciprocity นั้นมีประโยชน์ต่อการขายยิ่งนัก เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในย่านดังๆ ตามร้านขายขนมที่ระลึกเขามักจะมีของมาให้เราชิม และแม้เราจะมั่นใจว่าเราจะแค่ชิมเฉยๆ ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ซื้อ แต่เท่าทีสังเกตตัวเอง ถ้าชิมขนมร้านไหนผมก็มักจะซื้อของจากร้านนั้น

—–

นอกจากขายของแล้ว เทคนิค Reciprocity ยังสามารถใช้กับการเรี่ยไรเงินบริจาคได้ด้วย

ที่อังกฤษ มีช่วงหนึ่งที่ลัทธิ Hare Krishna (ฮเร กฤษณะ) หาเงินบริจาคในสนามบินได้เป็นกอบเป็นกำ

วิธีที่เขาทำก็คือ ให้สมาชิกคนหนึ่งยืนแจกดอกไม้ดอกเล็กๆ ในสนามบิน ถ้าใครบ่ายเบี่ยงไม่รับ ก็จะบอกว่า “รับไว้เถอะ นี่คือของขวัญจากเรา” (คุ้นๆ มั้ย) เราจึงรับดอกไม้มาเพียงเพื่อรักษาน้ำใจของเขา แต่พอเดินไปซักพักเราก็อาจจะโยนทิ้งลงถังขยะ พอเราเดินไปได้อีกหน่อย ก็จะพบว่ามีสมาชิกฮเรกฤษณะมายืนถือกล่องบริจาครอเราอยู่ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า “ต้อง” บริจาคให้กับคนกลุ่มนี้ (เพราะรับดอกไม้เขามาแล้ว หรืออาจยังรู้สึกผิดที่ทิ้งดอกไม้ไป)

วิธีการนี้ได้ผลและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการสนามบินไม่น้อย จนสุดท้ายสนามบินต้องแบนกลุ่มสมาชิกฮเร กฤษณะไม่ให้เข้ามารับเงินบริจาคในสนามบินอีก

—–

ผมนำเทคนิคนี้มาเล่า ไม่ใช่เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในการหาประโยชน์จากคนอื่นนะครับ แต่เพื่อให้คุณรู้เท่าทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

หรือถ้าตกเป็นเหยื่อไปเรียบร้อยแล้ว(อย่างผม) ก็จะได้รู้ตัวว่ามันเกิดจากกลไกอะไร จะได้ระวังตัวและไม่ทำพลาดซ้ำอีกครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly by Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเงินไม่ได้แก้ปัญหา

20151207_MoneyNotAWayOut

วันนี้อยู่ๆ ก็นึกถึงการทดลองหนึ่งที่ถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง Freakonomics ครับ

หนังสือเรื่องนี้เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์สองคนชื่อ Steven D. Levitt และ Stephen J. Dubner ว่าด้วยการอธิบายปรากฎการต่างๆ ในสังคมด้วย “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” (behavioral economics)

การทดลองที่ว่า เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ปกครองที่มารับลูกที่เนอสเซอรี่ (ฝรั่งเรียกว่า Daycare)

นักวิจัยนาม Uri Gneezy (อูริ กนีสซี่*) ได้ลองเก็บข้อมูลเนอสเซอรี่ 10 แห่งในเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล

เนอสเซอรี่แต่ละแห่งจะมีเด็กไม่เกิน 35 คน และมีกฎชัดเจนว่าผู้ปกครองจะต้องมารับเด็กตอนสี่โมงเย็น แต่เนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่งก็จะมีผู้ปกครองมารับลูกช้ามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

อูริใช้เวลา 20 สัปดาห์ในการทำการทดลอง

ใน 4 สัปดาห์แรก อูริเก็บข้อมูลของเนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่ง พบว่ามีผู้ปกครองที่มารับลูกช้าแห่งละประมาณ 7 ถึง 13 คน

ในสัปดา์ที่ 5-16 อูริขอให้เนอสเซอรี่ 6 ใน 10 แห่ง เริ่มเก็บค่าปรับผู้ปกครองที่มารับลูกช้าเกิน 10 นาที คนละ 10 NIS หรือราวๆ 100 บาท ซึ่งไม่ได้เป็นเงินเยอะมากนักเมื่อเทียบกับค่าเลี้ยงดูเด็กที่ตกราวๆ เดือนละ 1400 NIS หรือ 14000 บาท)

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องแปลกใจ เพราะเนอสเซอรี่ทั้งหกแห่งที่มีค่าปรับ ทำให้จำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก บางแห่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเสียด้วยซ้ำ ส่วนเนอสเซอรี่อีกสี่แห่งที่ไม่ได้มีเก็บค่าปรับ (ภาษาวิจัยเรียกว่า Control Group หรือกลุ่มควบคุม) ตัวเลขผู้ปกครองที่มารับเด็กช้ายังเท่าเดิม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในสัปดาห์ที่ 16-20 อูริขอให้ทางเนอสเซอรี่ยกเลิกค่าปรับเสีย แต่ผลปรากฎว่า จำนวนผู้ปกครองที่มารับลูกสายไม่ได้ลดลงจากช่วงที่มีเก็บค่าปรับเลย ซ้ำร้ายจำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายกลับเพิ่มขึันอีก ยกตัวอย่างเนอสเซอรี่เบอร์ห้า ที่มีเด็ก 33 คน ก่อนจะเก็บค่าปรับ ผู้ปกครอง 11.75 คนจะมารับเด็กช้า (30%) แต่หลังจากเก็บค่าปรับและหยุดค่าปรับแล้ว ผู้ปกครองมารับเด็กช้าถึง 29.5 คน หรือ 90% เลยทีเดียว

DayCare

การทดลองนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง?

ประเด็นแรกก็คือเรื่องของ “แรงจูงใจ” ของผู้ปกครองที่มารับเด็กตรงเวลา เนื่องจากเพราะว่าเกรงใจไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลเด็กต้องลำบากมารอ การมารับเด็กให้ตรงเวลาจึงเป็น “หน้าที่ที่พึงกระทำ” และหากมาไม่ตรงเวลาก็จะทำให้ผู้ปกครองกลุ่มนี้รู้สึกผิด

แต่พอมีการเก็บค่าปรับขึ้นมา ผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป เงินค่าปรับเป็นเพียง “ราคา” ที่ผู้ปกครองยินดียอมจ่าย เพื่อแลกกับการไม่ต้องตาลีตาเหลือกมารับลูกให้ทันตอนสี่โมงเย็น

ประเด็นที่สองก็คือ หลังจากยกเลิกค่าปรับไปแล้ว สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้นเลย แถมกลับแย่ลงด้วยซ้ำ นี่อาจเป็นเพราะว่า หลังจากการมาสายถูกให้ค่าเป็นตัวเงินไปแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้ปกครองจะกลับมามองว่าการมาตรงต่อเวลาเป็นเรื่องของ “หน้าที่” อีกครั้ง ยิ่งพอไม่มีค่าปรับ ก็เหมือนกับการส่งสัญญาณว่า ตอนนี้ “มาสายได้ฟรีๆ” แล้วนะ ผู้ปกครองใช้สิทธิ์มาสายเพิ่มขึ้นไปอีก

ครับ สำหรับบางสถานาการณ์ การใส่ “เงิน” ลงไปทำให้สถานการณ์แย่ลงและไม่สามารถกู้กลับมาได้อีกเลย (irrecoverable damage)

ดังนั้น เวลาเราเจอปัญหาอะไร ก่อนที่จะด่วนสรุปว่าจะใช้เงินแก้ปัญหา ก็ขอให้นึกถึงการทดลองนี้ไว้นะครับ จะได้ไม่ตกที่นั่งลำบากอย่างเนอสเซอรี่ในการทดลอง (ซึ่งผมว่าป่านนี้อาจจะยังเคืองนายอูริไม่หาย)

—–

ป.ล. ผู้อ่านบางท่านอาจคิดเหมือนผมว่า จริงๆ แล้วเงินก็ยังแก้ปัญหาได้นั่นแหละ เพียงแต่ในการทดลองนี้อูริเขาตั้งค่าปรับถูกเกินไป หรือไม่ก็โครงสร้างค่าปรับไม่ค่อยเวิร์ค แต่ผมขอไม่พูดถึงแล้วกันนะครับเพราะจะทำให้สูญเสียเนื้อหาหลักครับ

—–
* อ้างอิงจาก Pronouncenames.com ชื่อ Uri อ่านว่าอูริ แต่ Gneezy ไม่มีข้อมูลครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Freakonomics: A Rogue Economist Explores the Hidden Side of Everything by Steven D. Levitt & Stephen J. Dubner

A Fine is a Price by Uri Gneezy and Aldo Rustcichini

ทางเลือกเยอะใช่ว่าจะดี

20151124_Choice

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ชาวบ้านคนหนึ่งที่ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ

เขาบอกว่า สมัยก่อนตอนที่จนกว่านี้ ชีวิตเขาง่ายกว่านี้มาก เพราะด้วยข้อจำกัดทางการเงิน ทำให้เขาและครอบครัวไม่มีทางเลือกมากนัก กับข้าวก็กินอยู่ไม่กี่อย่าง โรงเรียนก็เรียนโรงเรียนแถวบ้าน เดินทางไปไหนก็ใช้จักรยาน

แค่พอเขาเริ่มฐานะดีขึ้นมา คราวนี้ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะซื้ออะไรกินดี จะส่งลูกเรียนโรงเรียนไหนดี จะซื้อรถยี่ห้ออะไรใช้ดี

กลายเป็นว่า ฐานะดีขึ้น ทางเลือกเยอะขึ้น แต่ชีวิตก็วุ่นวายขึ้นด้วย

—–

สมัยเด็กๆ ที่บ้านผมจะดูละครแค่ช่อง 7 กับช่อง 5 เท่านั้น (ช่อง 3 ไม่ชัด ส่วนช่อง 9 กับ 11 ไม่ดูอยู่แล้ว)

ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขดี

มาสมัยนี้ แค่เคเบิลทีวีก็มีให้เลือกไม่รู้ตั้งกี่ช่องแล้ว ไหนจะมี Digital TV อะไรอีกมากมายก่ายกอง

แต่ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ช่องทีวีที่มากขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ทำให้ประสบการณ์การดูทีวีของเราดีขึ้นซักกี่มากน้อย?

—–

ในหนังสือเรื่อง The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่อง The Paradox of Choice หรือความย้อนแย้งของทางเลือก

Dobelli บอกว่า ยิ่งเรามีทางเลือกมากขึ้นเท่าไหร่ เราอาจยิ่งมีความสุขน้อยลงเท่านั้น

Dobelli อ้างอิงถึงหนังสือเรื่อง The Paradox of Choice – Why More is Less ของ Barry Schwartz ที่กล่าวถึงสามเหตุผลที่ทางเลือกที่มากขึ้นทำให้เราสุขน้อยลง

เหตุผลข้อแรก ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะ “เป็นอัมพาตภายใน” (inner paralysis) หรือการตัดสินใจไม่ถูก ก็จะยิ่งมากตาม

เคยมีคนทำการทดลองในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยเอาเยลลี่ตัวอย่าง 24 รส ไปให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาชิมเท่าไหร่ก็ได้ แล้วก็สามารถเลือกซื้อได้ในราคาพิเศษอีกด้วย

วันถัดมา ก็ทดลองอย่างเดียวกัน แต่ลดจำนวนรสชาติเยลลี่จาก 24 เหลือเพียง 6 รส

ผลปรากฏว่า ยอดขายวันที่สองดีกว่าวันแรกสิบเท่าครับ

ผู้ทดลองยังได้ลองเปลี่ยนสินค้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เยลลี่ และก็ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

—–

เหตุผลข้อที่สอง ยิ่งทางเลือกมากขึ้น เราก็ยิ่งมีสิทธิ์ตัดสินใจได้แย่ลงด้วย

สมมติว่าเราลองไปถามคนหนุ่มสาวดูว่า เวลาจะคบหากับใคร คุณจะดูอะไรบ้าง คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นเรื่องทัศนคติที่เข้ากัน มีจิตใจที่ดี ฉลาด ทำงานเก่ง และหน้าตาดี

ซึ่งในสมัยก่อน เวลาผู้ชายจะเลือกคบสาวคนไหน ก็มักจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อยู๋ในเมืองเดียวกับเขาไม่กี่สิบคนที่รู้จักกันมานานพอที่จะเห็นนิสัยใจคอของกันและกันพอสมควร

แต่มาสมัยนี้ การมาของอินเตอร์เน็ตและโอกาสคนรู้จักคนอย่างไม่อั้น ทำให้เรามีทางเลือกมากมายจนไม่หวาดไม่ไหว และเพราะทางเลือกที่มากมายนี่เอง ที่มักทำให้เวลาผู้ชายดูผู้หญิง มักจะลดเกณฑ์ลงเหลือแค่เรื่องเดียว นั่นคือเรื่องหน้าตา ซึ่งแน่นอนย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมา

—–

เหตุผลข้อที่สาม ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะไม่พอใจกับการตัดสินใจของเรายิ่งมีมากขึ้นด้วย

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าช้อยส์ที่คุณเลือกคือช้อยส์ที่ดีที่สุดแล้ว ในเมื่อม้นมีอีกตั้ง 200 ช้อยส์ให้เลือก?

คำตอบก็คือ คุณไม่มีทางรู้ได้เลย และไอ้ความรู้สึกว่าช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกอาจจะดีกว่านี่เอง ที่จะกลับมาหลอกหลอนให้เราไม่มีความสุขกับชอยส์ที่เราได้เลือกแล้ว

—–

แล้วเราจะเอาตัวรอดจากปัญหา Paradox of Choice ได้อย่างไร

ผู้เขียนหนังสือแนะนำว่า ก่อนที่จะดูว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ให้ทำการบ้านมาก่อนเลยว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก เขียนมันลงกระดาษ และใช้เกณฑ์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด (ไม่อย่างนั้นเราก็จะเตลิดเพลิดเพลินไปกับช้อยส์ที่มากมาย)

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือต้องยอมรับว่าเราไม่มีทางที่จะได้ perfect choice อยู่แล้ว เราจึงต้องหัดเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับช้อยส์ที่เราได้เลือกแล้ว และอย่าไปกังวลหรือเสียดายช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกครับ

—–

ผมว่าความเข้าใจเรื่อง Paradox of Choice จะช่วยให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเรา เช่นทำไมโปรดักท์ของ Apple ถึงไม่มีรุ่นให้เลือกมากนัก หรือทำไมคนที่ “สวยเลือกได้” หลายต่อหลายคนถึงลงเอยกับคนที่ขี้เหร่ (กว่าเราซะอีก) ครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่