ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times

เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นอนไม่หลับเพราะมีเพลงวนอยู่ในหัว?

20160516_LoopingMusic

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมมักมีปัญหานอนไม่หลับเพราะมีเพลงบางเพลงวนเวียนอยู่ในหัว

เป็นความรำคาญแบบหนึ่งที่หาทางออกลำบากยิ่ง

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นเพราะเล่นดนตรีน้อยลงหรือฟังเพลงน้อยลงรึเปล่า ปัญหานี้จึงไม่ค่อยเกิดอีก

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้

อยู่ๆ ก็มีเพลง “ใครจะรู้” เพลงโคตรเก่าของพี่เบิร์ด ธงไชยสมัยยังเอ๊าะๆ โผล่เข้ามาในหัว

โชคดีที่คราวนี้ผมรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้แล้ว

วิธีก็คือ ร้องเพลงที่วนอยู่ในหัวให้จบเพลงครับ (ร้องในใจก็พอนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ตื่น)

ที่เรานอนไม่หลับเพราะเพลงวนหลูปนั้น เพราะเรากำลังประสบกับภาวะ Zeigarnik effect (คำแรกอ่านว่า “ซีการ์นิค”) ซึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราจะจำสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าอยากให้เรา “ลืม” เพลงที่อยู่ในหัว (จะได้ไปนอนซักที) เราต้องร้องเพลงนี้ให้จบ

อ้าว แล้วถ้าจำเนื้อเพลงตอนจบไม่ได้ล่ะ?

ก็เปิดหาเนื้อร้องจากเว็บหรือฟัง Youtube ดูสิครับ

ใครเจอปัญหานี้ลองเอาไปใช้ดูนะครับ หลายคนบอกแล้วว่ามันได้ผลชะงัดนัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปริศนารถบรรทุก

20160511_Trolley

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Justice: What’s the right thing to do ของ Michael J. Sandel ครับ

ดร.แซนเดลสอนวิชา “Justice” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคอร์สนี้เป็นหนึ่งวิชาที่มีคนสนใจลงเรียนมากที่สุด

ผมเพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าเลยยังไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก แต่เผอิญไปเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ไว้ก่อน


ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องออกตัวก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่บังคับให้คุณเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพื่อทดสอบว่าเราใช้หลักคิดอะไรในการเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง คำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาใดๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดนอกกรอบ และไม่ต้องคิดซับซ้อนเรื่องรายละเอียดนะครับ

สมมติว่าคุณกำลังขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว 100 ก.ม.ต่อชั่วโมง พอมองไปข้างหน้าก็เจอคนงานกำลังทำถนนอยู่ห้าคน คุณพยายามจะลดความเร็วด้วยการเหยียบเบรค แต่ก็พบว่าเบรคแตก และคุณรู้แน่ๆ ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้รถบรรทุกจะพุ่งชนคนงานทั้งห้าคนและตายเรียบ

แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ตรงไหล่ทางยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็มีคนงานอยู่ด้วยหนึ่งคน ถ้าขับรถลงไหล่ทางก็จะมีคนตายแค่คนเดียว

คำถามคือคุณจะเลือกทางไหนระหว่าง

1. วิ่งตรงต่อไปแล้วทำให้คนงานตาย 5 คน
2. วิ่งลงไหล่ทางแล้วทำให้คนงานตาย 1 คน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2 เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากให้ใครตาย แต่ตายแค่หนึ่งคนย่อมดีกว่าตายห้าคน


เอาใหม่

รถบรรทุกเบรคแตกเหมือนเดิม มีคนงานห้าคนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่มีไหล่ทางและไม่มีคนงานอยู่บนไหล่ทาง

และคุณไม่ใช่คนขับรถบรรทุก แต่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยที่รถบรรทุกจะต้องวิ่งผ่านก่อนชนคนงานทั้งห้าคน

คุณอยากจะช่วยคนงานทั้งห้าแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเป็นคนตัวใหญ่มาก คุณรู้ดีว่าถ้าผลักเขาตกลงไปบังเส้นทางรถบรรทุก ก็จะทำให้คนงานทั้งห้าคนรอด

คุณจะเลือกทำอะไรระหว่าง

1. ไม่ทำอะไรและปล่อยให้คนงานตาย 5 คน
2. ผลักคนตัวใหญ่ตกจากสะพาน คนๆ นี้จะตาย แต่คนงาน 5 คนจะรอด

ในสถานการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะเลือกทางเลือกแรกแทน


คำถามคือทำไมในสถานการณ์แรกเราเลือกทางที่จะให้มีคนตาย 1 คน ขณะที่สถานการณ์หลังเรากลับปล่อยให้มีคนตาย 5 คน?

ทำไมเราถึงเลือกใช้หลักการ “ขอให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด” ในสถานการณ์แรก แต่ไม่ใช้หลักการนี้ในสถานการณ์หลัง?

คุณอาจจะบอกว่า ก็คนอ้วนเขาไม่ได้ผิด เขามายืนอยู่เฉยๆ การไปผลักเขาตกจากสะพานเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง คนงานที่อยู่ตรงไหล่ทางก็ไม่ผิดเหมือนกัน เขาก็อยากมีชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าคนอ้วนเหมือนกัน

แล้วถ้าสมมติว่า ในสถานการณ์ที่สอง คุณรู้ว่าคนอ้วนนั้นตั้งใจทำให้รถบรรทุกเบรคแตก เพื่อฆ่าคนงานทั้งห้าคนนั้นทิ้ง การผลักคนอ้วนให้ตกไปบังรถบรรทุกนั้นอาจเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นก็ได้


ผมชอบการทดลองทางความคิดแบบนี้ เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลักการที่เราเชื่อมั่นว่า “เป็นสากล” นั้น บางทีอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ก็ได้

คำที่ลอยเข้ามาในหัวของผมก็เช่น “เสรีภาพสื่อ” “ประชาธิปไตย” “สิทธิสตรี” “ความเท่าเทียม” “ความยุติธรรม” “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ฯลฯ

ในหนังสือเนื่องในความงาม ท่านเขมานันทะ กล่าวไว้ว่าหลักการนั้นก็เหมือนหลักที่เอาไว้พันวัว พอวัวกินหญ้าหมดแล้ว ก็ต้องย้ายหลักให้วัวไปกินหญ้าที่อื่น เพราะถ้าตั้งหลักไว้อยู่ที่เดียว วัวก็อาจอดตายได้

วันนี้จึงขอจบบทความเป็นคำถามปลายเปิดให้ไปคิดต่อเล่นๆ พลางๆ นะครับ

ส่วนในหนังสือ Justice จะมีคำตอบสำหรับปริศนารถบรรทุก รึเปล่าผมก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อุบายขายของ

20160501_sell

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดความรู้ที่น่าจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อและช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นด้วยครับ

พนักงานขายหน้าร้าน

เวลาไปเดินดูแผนกอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้าง สมมติเราสนใจแอร์ยี่ห้อ A พนักงานขายก็จะเข้ามาอธิบายสรรพคุณของแอร์ยี่ห้อนั้น ซักพักเขาก็จะเริ่มพูดว่า แต่ว่าแอร์ A นี่มีข้อเสียอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่ลองดูแอร์ B หน่อยเหรอ ราคาพอๆ กัน แต่วัสดุดีกว่านะ

ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าพนักงานขายคนนี้เป็นพนักงานของแอร์ยี่ห้อ B

ร้านอย่างโฮมโปรหรือพาวเวอร์บายจะมีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า”โมเดิร์นเทรด” และพนักงานขายในโมเดิร์นเทรดส่วนใหญ่ไม่ใช่พนักงานของโมเดิร์นเทรดเอง แต่พนักงานของบริษัทที่เอาสินค้ามาขาย ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือการดึงคนมาซื้อสินค้าของยี่ห้อตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องสวมบทเป็นพนักงานของโมเดิร์นเทรดที่สามารถให้ข้อมูลสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ได้ด้วยเพื่อรักษาความเป็นกลางและความเนียน

ไม่แน่ สินค้ายี่ห้อ B อาจจะดีกว่ายี่ห้อ A จริงๆ ก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ว่าคนขายอาจเป็นคนของยี่ห้อ B เราก็จะได้ตั้งคำถามมากขึ้นและไม่เคลิ้มไปกับสรรพคุณของ B มากเกินไปนัก


เจ้าหน้าที่ชักชวนบริจาคเข้ามูลนิธิฝรั่ง

ตามแหล่งที่มีคนเดินผ่านเยอะๆ เรามักจะเห็นคนใส่เสื้อมูลนิธิมายืนยิ้มหวานและขอคุยกับเรา “สองนาที”

พอเราหยุดคุยกับเขา เขาก็จะอธิบายถึงความยากลำบากของน้องๆ ในค่ายผู้อพยพหรืออะไรประมาณนั้น และด้วยเงินเพียงวันละสิบกว่าบาท เราก็จะสามารถช่วยให้น้องๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ คนที่เขามาชักชวนเรานั้นอาจไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธินะครับ เขาอาจเป็นบริษัทเอ๊าท์ซอร์ส (outsource) ที่มูลนิธิจ้างมากอีกที วันนี้ใส่เสื้อของมูลนิธิ A พรุ่งนี้อาจจะไปใส่เสื้อของมูลนิธิ B ก็ได้

พอเรารู้ว่าเขาไม่ใช่คนของมูลนิธิ มุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าเรานึกว่าเขาเป็นคนของมูลนิธิ เราอาจจะมีความรู้สึกเกรงใจระคนกับชื่นชมเจ้าหน้าที่ในอุดมการณ์ของเขา

แต่พอรู้แล้วว่าเขาก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ทำหน้าที่หาลูกค้าให้กับมูลนิธิ วิธีการฟังและการตัดสินใจของเราก็จะเป็นกลางมากขึ้นครับ

แต่ใช่ว่าทุกมูลนิธิจะมีเงินจ้างคนมาหาลูกค้านะครับ ถ้าเราคิดว่าข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเรา เราก็ถามเขาตรงๆ ก็ได้ว่าเป็นคนของมูลนิธิหรือเป็นเอาท์ซอร์สที่มูลนิธิจ้างมาอีกทีหนึ่ง


Presupposition
หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำนี้ แต่ผมว่ามันเป็นเทคนิคที่คนขายของหลายคนชอบใช้กัน ที่จะพบเจอบ่อยคือเจ้าหน้าที่ที่มาชวนคุณบริจาคเงิน หรือคนที่โทร.มาขายประกันครับ

เช่นเจ้าหน้าที่ที่ชวนคุณบริจาค ก็จะเริ่มให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและมากมายจนคุณรับแทบไม่ทัน จับใจความได้แค่ว่าด้วยเงินสิบกว่าบาทจะสามารถช่วยเด็กๆ ได้

และระหว่างที่สมองของเรากำลังเบลอๆ กับการจัดการข้อมูลอยู่ เขาก็จะปล่อยหมัดฮุคว่า “พี่สะดวกใช้บัตรเครดิต หรือหักผ่านบัญชีธนาคารคะ”

สังเกตได้ว่าเขาให้ช้อยส์เรามาเพียงแค่สองทางเลือก และสำหรับคนที่คิดตามไม่ทัน ก็อาจจะเผลอเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบงงๆ รู้ตัวอีกทีจะถอนตัวก็กลัวเสียหน้าเลยต้องเลยตามเลย

คำว่า suppose แปลว่าสันนิษฐาน / ทึกทัก / คิดเอาเอง

presuppose คือทึกทักไปก่อนเลยว่าคุณจะทำแบบนั้นแบบนี้

ในกรณีด้านบน เขาทึกทักไปก่อนแล้วว่า เราตัดสินใจจะบริจาคนะ เลยให้ทางเลือกเรามาแค่สองทางว่าจะบริจาคผ่านบัตรเครดิตหรือบริจาคผ่านการตัดบัญชีธนาคาร เขาจึงไม่ถามเราซักคำว่า “พี่ฟังข้อมูลแล้ว สนใจจะบริจาครึเปล่าคะ” เพราะรู้ดีแก่ใจว่าถ้าถามอย่างนี้เราคงลังเลและขอคิดดูก่อน

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราจะเห็นการใช้ presupposition ก็คือการโทรศัพท์มาขายประกัน หลังจากเขาถาโถมข้อมูลใส่เราจนเรามึนแล้ว เขาก็จะจบด้วยคำถามที่ว่า “สะดวกให้ส่งกรมธรรม์ไปที่บ้านหรือที่บริษัทดีคะ” โดยทึกทักไปก่อนแล้วว่าเราจะซื้อกรมธรรม์ของเขา

ลองไปฟังดูนะครับ คนที่โทร.มาขายของกับเรามักจะใช้มุขนี้ พอถึงช๊อตที่เราจับได้ว่าเขากำลังใช้ presupposition กับเรา เราจะได้ตอบเขาไปนิ่มๆ ว่า “ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าสนใจจะซื้อกรมธรรม์”


Presupposition ในที่ทำงาน

Presupposition ที่พวกขายของใช้กันมักจะไม่ค่อยเวิร์ค เพราะเป็นการทึกทักเอาเองมากเกินไป เป็นการรวบรัดและมัดมือชกอย่างไร้มารยาท

แต่ presupposition นั้นมีประโยชน์มากถ้าเราใช้เป็น และใช้ด้วยความเคารพต่อคู่สนทนา

ที่เห็นได้ชัดคือ presupposition ในที่ทำงาน

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่สั่งงานลูกน้อง โดยที่รู้ว่างานชิ้นนี้มันค่อนข้างยากและลูกน้องอาจจะไม่มั่นใจว่าทำได้รึเปล่า

ถ้าเราถามว่า “ทำไหวไหม?” หรือ “คิดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่?” ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ลูกน้องอิดออดหรือขอเวลาเผื่อไว้เยอะๆ

ในกรณีนี้เราจึงควรใช้ presupposition โดยถามว่า

“ถ้าจะต้องเสร็จวันพุธหน้า อยากให้พี่ช่วยอะไรบ้างมั้ย?”

การถามอย่างนี้คือการทึกทักไปเลยว่าลูกน้องเรามีความสามารถที่จะทำได้ และทำเสร็จทันพุธหน้าด้วย เหลือก็แต่ว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราเพื่อให้เสร็จตามเวลาที่เราต้องการ

ถ้าเราเป็นลูกน้องก็ใช้ presupposition กับหัวหน้าได้เช่นกัน

เช่นถ้าเรามีความคิดริเริ่มทำโปรเจ็คใหม่ๆ แทนที่จะเสนอแค่ไอเดียและข้อดีข้อเสีย เราก็คิดเผื่อไปเลยว่าหัวหน้าน่าจะเห็นประโยชน์และอยากรู้ถึงขั้นตอนถัดไป นั่นคือเรื่องของกำหนดการและค่าใช้จ่าย ซึ่งเราอาจจะทำออกมาซักสองสามทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้หัวหน้าใช้พลังในการตัดสินใจน้อยลง และเพิ่มโอกาสที่ไอเดียของเราจะได้รับการอนุมัติครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่