ถ้อยคำที่ตั้งใจเก็บมาฝากก่อนขึ้นปี 2569

1-23 Kevin Kelly จากหนังสือ Excellent Advice for Living

  1. จงอย่าเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่จงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำสิ่งนั้นได้ – Don’t be the best. Be the only.
  2. ถ้ามีใครปฏิเสธเรา จงอย่าเก็บไปคิดมาก ให้คิดว่าเขาก็ไม่ต่างจากเราที่กำลังยุ่งเกินไป หรือว่อกแว่กเกินไป คราวหน้าก็แค่ลองใหม่อีกครั้ง
  3. อย่ากลัวที่จะถามคำถามที่อาจฟังดูไม่ฉลาด เพราะคนอื่นๆ ก็กำลังสงสัยเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกอายที่จะถามเท่านั้นเอง
  4. การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของคน แต่การยอมรับผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ใจสูง
  5. มีเพื่อนดีกว่ามีเงิน เกือบทุกอย่างที่เงินทำได้นั้นเพื่อนทำได้ดีกว่า ในหลายๆ แง่ การมีเพื่อนที่มีเรือยอชต์นั้นดีกว่าการเป็นเจ้าของเรือยอชต์เองเสียอีก
  6. เราคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ ไม่ใช่พรรคที่เราเลือก แต่เราคือสิ่งที่เราใช้เวลากับมันจริงๆ
  7. เมื่อทำงานใหญ่ชิ้นใดก็ตามเสร็จไปแล้ว 90% ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ หรือแอปพลิเคชัน รายละเอียดจุกจิกที่เหลืออยู่จะใช้เวลาอีก 90% กว่าจะเสร็จสมบูรณ์
  8. สำหรับเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ จงเตรียมใจที่จะต้องจ่ายเงินอีกเท่าตัวสำหรับค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา และการโละทิ้ง
  9. เมื่อได้รับคำเชิญให้ทำอะไรบางอย่างในอนาคต ให้ถามตัวเองว่า เราจะยังตอบตกลงอยู่ไหมถ้างานนั้นจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้
  10. ศิลปะอยู่ในสิ่งที่เราเลือกที่จะตัดออกไป – Art is what you leave out.
  11. ถ้าได้ทำอะไรที่เราชอบมากๆ ให้ทำมันช้าๆ – When you find something you really enjoy, do it slowly.
  12. เราไม่ได้อยากมีชื่อเสียงจริงๆ หรอก ไม่เชื่อลองไปอ่านชีวประวัติของคนดังคนไหนก็ได้
  13. เวลารับใครเข้าทำงาน ไม่จำเป็นต้องให้ค่ากับประสบการณ์มากนัก จงจ้างคนที่มีแววและมีไหวพริบ แล้วค่อยเอาเขามาฝึกฝน สิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างบนโลกนี้ถูกรังสรรค์โดยคนที่เพิ่งเคยทำมันเป็นครั้งแรก
  14. อย่าโฟกัสไปที่การทำให้ร่างกายฟิต แต่จงโฟกัสที่การเป็นคนที่ไม่พลาดการออกกำลังกายเลยแม้สักวัน
  15. การสร้างนิสัยคือการหยุดต่อรองกับตัวเอง เราไม่ต้องเสียพลังไปกับการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป เราก็แค่ทำมันเท่านั้นเอง
  16. ความฉับไวคือสัญญาณของการให้เกียรติ – Promptness is a sign of respect.
  17. เราไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เกินสิ่งที่ทำให้เราโกรธ
  18. จงใส่ใจเรื่องเล็กน้อย มีคนพ่ายแพ้ให้กับรองเท้ากัดมากกว่าพ่ายแพ้ให้กับความสูงชันของภูผา
  19. หากเราขอความคิดเห็น เราจะได้นักวิจารณ์ แต่ถ้าเราขอคำแนะนำ เราจะได้พันธมิตร
  20. การให้อภัยคือการยอมรับคำขอโทษที่เรารู้ว่าจะไม่มีวันได้รับ – Forgiveness is accepting the apology you will never get.
  21. สิ่งที่ทำให้เราดูแปลกประหลาดในวัยเด็กอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ในตอนโต – หากเราไม่ทำมันหล่นหายไปเสียก่อนน่ะนะ
  22. จงชื่นชมคนอื่นลับหลัง แล้วสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาเราเอง
  23. เมื่อลูกถามว่า “ทำไม?” ต่อเนื่องไม่รู้จบ คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือ “พ่อ/แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?”

24-46: James Clear จาก 3-2-1 Newsletters

  1. เมื่อเราอายุห้าขวบ เราอาจโกรธได้เป็นวัน เมื่ออายุสิบขวบ เราอาจจะโกรธได้เป็นชั่วโมง แต่พอเราอายุสามสิบ เรามีเวลาให้โกรธแค่สิบนาที แล้วก็ควร move on ได้แล้ว
  2. ชีวิตคนเราเริ่มต้นอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโชค แต่จะจบอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเอง
  3. สิ่งที่เพื่อนบอกกับผมเมื่อเร็วๆ นี้: “อย่าทำอะไรในฟิตเนสวันนี้ ที่จะทำให้คุณไม่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้ในวันพรุ่งนี้”
  4. สิ่งที่ลูกวัยสี่ขวบเพิ่งบอกผม: “หนูว่าเราต้องใจดีกับอนาคตนะ”
  5. สูตรสำเร็จความทุกข์: จงใช้เวลาไปกับการสะสมทรัพย์สมบัติ แล้วจงปล่อยให้สุขภาพและความสัมพันธ์ย่ำแย่
  6. กฎสองข้อในการใช้ชีวิต: 1. คนที่สนุกที่สุดจะได้เป็นผู้ชนะ 2. ช่วงที่กำลังปีนเขาคือช่วงที่สนุกที่สุด
  7. ชื่อเสียงของเราคือสมบัติที่สำคัญที่สุด มันไปถึงก่อนที่เราจะก้าวเท้าเข้าห้อง และยังคงอบอวลอยู่หลังจากที่งานเสร็จสิ้นลงไปนานแล้ว
  8. จงโฟกัสที่เมล็ด ไม่ใช่ดอกผล วันนี้เรากำลังปลูกเมล็ดอะไรอยู่?
  9. เกือบทุกอย่างที่ยอดเยี่ยมมักใช้เวลานานกว่าที่คิด เริ่มต้นลงมือทำไปเถอะ แล้วไม่ต้องคอยมองเข็มนาฬิกาหรือปฏิทิน
  10. ในทางทฤษฎี ความสม่ำเสมอคือเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความไม่ย่อท้อ แต่ในทางปฏิบัติ ความสม่ำเสมอคือเรื่องของการรู้จักปรับตัว มีเวลาไม่มากใช่ไหม? ก็ลดขนาดของงานลง ไม่ค่อยมีแรงเหรอ? งั้นก็ทำเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดไปก่อน ปล่อยให้นิสัยเปลี่ยนรูปทรงไปตามข้อจำกัดของแต่ละวัน เพราะการรู้จักปรับตัวคือหนทางแห่งความสม่ำเสมอ
  11. หยุดรอ หยุดพูดให้ตัวเองถอดใจ หยุดหาข้อมูล แล้วลงมือทำเสียที
  12. หากปราศจากการกระทำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือกังวล แต่เมื่อเราเริ่มต้น ความกลัวจะหดตัวลง เพราะเราเริ่มกำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว
  13. ก่อนจะกังวลว่าเราจะชนะเกมนี้อย่างไร ให้คิดให้ตกเสียก่อนว่านี่คือเกมที่เราอยากชนะจริงหรือเปล่า
  14. พลังใจของเรามักไม่อาจเอาชนะสภาพแวดล้อมได้ ยิ่งสภาพแวดล้อมของเรา “มีวินัย” มากเท่าไหร่ เราก็ใช้แรงใจน้อยลงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปว่ายทวนน้ำหรอกนะ
  15. การรักษาหุ่นให้คงที่นั้นง่ายกว่าการทำให้หุ่นกลับมาดี การรักษาบ้านให้สะอาดนั้นง่ายกว่าการทำความสะอาดบ้านที่สกปรก
  16. ชีวิตไม่ได้ให้รางวัลกับคนฉลาด ชีวิตให้รางวัลกับคนที่ลงมือทำ คนเก่งหลายคนหาเหตุผลมากมายให้ตัวเองถอดใจก่อนที่จะเริ่ม เราไม่มีวันชนะถ้าเราไม่ลงไปเล่นอยู่ในเกมนั้น
  17. สำหรับคนที่คาดหวังไปเสียทุกอย่าง ชีวิตย่อมเหมือนเต็มไปด้วยคำสาป แต่สำหรับคนที่ขอบคุณในทุกสิ่ง ชีวิตย่อมเหมือนมีแต่คำอวยพร
  18. หากต้องการสร้างนิสัยอย่างยั่งยืน จงเข้ากลุ่มที่พฤติกรรมที่เราอยากมีคือพฤติกรรมปกติของคนในกลุ่มนั้น
  19. ตั้งเป้าหมายที่อยากบรรลุในอีก 10 ปี แล้วลงมือทำทีละ 1 ชั่วโมง
  20. ความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุด คือความเสี่ยงที่หากเกิดผลลัพธ์ที่ย่ำแย่เราก็ยังรับมือไหว แต่ถ้ามันออกมาดีก็มีพลังพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลย
  21. เรารวยกว่าคนอื่นๆ ถึง 93 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รวยเงิน แต่เป็นการรวยเวลา มีผู้คนกว่าหนึ่งแสนล้านคนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้ และ 93 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นได้จากไปแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทุกคนย่อมจะยอมแลกทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เรากำลังมีอยู่ในมือ นั่นก็คือ “วันนี้”
  22. จงให้อภัยตัวเองในอดีต จงเข้มงวดกับตัวเองในปัจจุบัน จงยืดหยุ่นกับตัวเองในอนาคต
  23. อีกเพียงหนึ่งการตัดสินใจ ชีวิตเราก็ดีขึ้นกว่านี้ได้แล้ว – You are one good decision away from a meaningfully better life.

47-65: ถ้อยคำของผู้คนที่ผมชื่นชมและเคยเขียนถึงใน Anontawong’s Musings

  1. ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
    หลวงพ่อชา สุภฺทโท
  2. บาดแผลที่ผู้อื่นทำกับเรานั้น ถึงอย่างไรก็ยังพอหาทางรักษาได้ แต่บาดแผลที่ได้มาจากการทำร้ายผู้อื่น อาจต้องอยู่กับเราตลอดไป
    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
  3. สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
    ประภาส ชลศรานนท์
  4. เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยไม่ต้องอยากเป็นอย่างเขา
    วรรณิภา ภักดีบุตร
  5. ถ้าเราตีกอล์ฟแล้วพนันกันหลุมละ 20 บาท เราจะตียังไง ถ้าเราเพิ่มเดิมพันเป็นหลุมละ 2,000 บาท เราจะตียังไง เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่มันเป็นหลุมละยี่สิบ และเมื่อไหร่เป็นหลุมละสองแสน เราไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ตลอด แต่ถ้ารู้ว่าหลุมนี้เดิมพันสูง เราก็ต้อง all-in
    ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร (พี่เล้ง MFEC)
  6. ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า
    ธนญชัย ศรศรีวิชัย
  7. ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
  8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก
    ดร.วิรไท สันติประภพ
  9. ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน
    ธนา เธียรอัจริยะ
  10. คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า
    ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์
  11. เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว
    ปลา iberry
  12. เมื่อบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” เรากำลังประเมินตัวเองจาก “ตอนนี้” เสมอ
    นิ้วกลม
  13. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
    รวิศ หาญอุตสาหะ
  14. จริงๆ แล้วลูกสาวผมเค้าก็น่าจะเหนื่อยนะ ด้วยสถานการณ์โควิดตอนนี้ เค้าไปโรงเรียนไม่ได้ จึงต้องเรียนออนไลน์แทน บางวันเรียนบัลเลต์เสร็จก็ซ้อมเปียโนต่อด้วย ซ้อมเปียโนเสร็จก็ทำการบ้าน และแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่วิชาเดียว เค้าก็นั่งทำไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี่คือเด็กหญิงวัยหกขวบ แต่เค้าไม่เคยพูดว่าเหนื่อยเลย – เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น น่าคิด…
    บิว วิศวกรรีพอร์ต
  15. ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย
    ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
  16. บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง
    สิงโต นำโชค
  17. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์-ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
    พลอย เซ่
  18. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
    เธมส์ THINKต่าง
  19. ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจกต์ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น
    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

66-69: หนังสือของ Anontawong’s Musings

  1. ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ลึกๆ แล้วเราต้องการมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็แทบจะไม่มีแรงต้านเลย
    Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ (2017)
  2. อย่านับว่าพ่อแม่เราจะอยู่อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่มื้อ
    Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน (2019)
  3. ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ
    Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด (2022)
  4. เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
    คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท (2025)

สุขเพราะเข้าใจ

20160730_happy

Q: ก่อนหน้านี้เราได้ดู TED Talk ในตอนที่เกี่ยวกับพระโดยเฉพาะ ซึ่งมีคนรวบรวมไว้ทั้งหมด 10 กว่าตอนที่ว่าด้วยเรื่องของ Buddhism Lifestyle เราพบว่ามีถึง 6 ใน 10 รูปที่มักจะพูดเรื่องความสุข เลยอยากถามว่าความสุขสำคัญอย่างไร ทำไมต้องหยิบเรื่องนี้มาพูด

A: เพราะมนุษย์ทุกข์ไงครับ แล้วความสุขเชิงพุทธนี่ ถ้าดูดีๆ พระพุทธเจ้าพูดถึงคำว่าพ้นทุกข์ ไม่ได้พูดถึงคำว่าสุข แต่ทีนี้พอพ้นจากทุกข์แล้ว บางทีเราก็เรียกง่ายๆ ว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงคือ ทำยังไงให้ไม่ทุกข์มากกว่า ความสุขของคนพุทธก็คือความไม่ทุกข์ มีก็ไม่ทุกข์ ไม่มีก็ไม่ทุกข์ ความไม่ทุกข์คือความเข้าใจว่าชีวิตมันเป็นอย่างนั้นเองเท่านั้นแหละ แต่สังเกตดูดีๆ คนเป็นพระจะไม่ได้สุขแบบตื่นเต้นเร้าใจ ชาวพุทธไม่สุขแบบนั้น ส่วนเรื่องคำว่าความสุข หลวงพี่คิดว่าเพราะคนมักจะใช้คำตรงกันข้าม พอไม่ทุกข์ก็เลยกลายเป็นสุข แต่สุขของโลกคือสุขแบบดี๊ด๊า ซึ่งเป็นคนละความหมายกับสุขแบบพุทธที่ไม่ได้หมายถึงสุขแบบได้ดั่งใจ แต่เป็นสุขจากความเข้าใจ เพราะการได้ดั่งใจไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราเคารพเหตุผลมากกว่า ดังนั้นถ้าหลวงพี่ไม่อ่านหนังสือก็จะสอบไม่ได้ หลวงพี่ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพราะหลวงพี่ไม่ได้อ่านไง

– พระจิตร์ ตัณฑเสถียร
a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชธาตรี


คนเราน่าจะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือคนที่วิ่งเข้าหาความสุข

สุขในแบบ “ดี๊ด๊า” ตามที่พระจิตร์ท่านว่าไว้

แต่กว่าจะมีความสุขสไตล์นี้ได้ก็อาจต้องผ่านหลายขั้นตอนเหมือนกัน

ต้องทำงาน เพื่อจะได้มีเงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่ทำให้เราสุขแบบดี๊ด๊า

นอกจากมีเงินซื้อของแล้ว ก็อยากมีเงินเหลือด้วย เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินหรือเจ็บป่วย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะทุกข์แบบตรอมตรม

เมื่ออยากมีเงินทั้งสำหรับซื้อความสุขดีด๊าในปัจจุบันและป้องกันความทุกข์ตรอมตรมในอนาคต พวกเราส่วนใหญ่ก็เลยต้องเหนื่อยหน่อย

ในขณะที่คนกลุ่มที่สอง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า กำลังแสวงหาความสุขอีกแบบนึง

สุขแบบจืดๆ ไม่หวือหวา

สุขเพียงเพราะว่าไม่ทุกข์

“ข้อเสีย” ของความสุขแบบนี้ก็คือมันอาจจะทำให้ชีวิตไม่มีรสชาติ

แต่ข้อดีก็คือมันเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นทางผ่าน

แถมเป็นสุขได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

รุ่งเรืองก็ไม่ดี๊ด๊า ตกยากก็ไม่ตรอมตรม

เพราะคนที่สุขแบบนี้ได้ เขาไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

แต่สุขได้เพราะว่าเข้าใจ ซึ่งเป็นโลกภายในที่ควบคุมได้ง่ายกว่า

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เข้าใจ

เข้าใจทั้งโลก เข้าใจทั้งตัวเอง

พอเข้าใจก็ไม่ทุกข์

พอไม่ทุกข์ก็เป็นสุข

ผมว่าผู้อ่าน Anontawong’s Musings เกือบทั้งหมดก็เป็นสมาชิกของทั้งสองกลุ่มนั่นแหละ

คือยังอยากสุขแบบดี๊ด๊าอยู่ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะเรียนรู้วิธีการมีความสุขแบบจืดๆ แต่ยั่งยืนกว่า

คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วครับว่า จะบาลานซ์ความสุขสองอย่างนี้ยังไงให้ตรงจริตเรามากที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

รีบเย็น

20160327_Hurry

“คนเราต้อง ‘รีบเย็น’ อย่า ‘รีบร้อน’ ยิ่งช่วงวิกฤติก็ยิ่งต้องใจเย็น”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

สำหรับคนทั่วๆ ไป อารมณ์กับการกระทำมักจะไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าอารมณ์ดีๆ ชิวๆ ก็จะทำอะไรแบบเนิบๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ

แต่ถ้ากำลังหงุดหงิด ก็อาจจะทำอะไรเร่งๆ ส่งๆ ไป

แต่พระมิตซูโอะ ก็เตือนว่า เรายังมีอีกทางเลือกหนึ่ง

คือเราสามารถทำอะไรเร็วๆ ได้ โดยที่ใจยังเย็นเป็นน้ำอยู่

เพราะจะว่าไปแล้ว เวลาเราใจเย็น ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะทำอะไรเร็วๆ ไม่ได้ซะหน่อย

ถ้าเรากำลังจะไปนัดสาย เราสามารถจะเดินเร็วขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งจะวิ่งก็ยังได้ โดยที่ใจไม่เตลิดเปิดเปิงไปไหน

ถ้าสังเกตตัวเอง เวลาที่เรารีบร้อน ใจเราจะไม่อยู่กับปัจจุบันและไม่อยู่กับตัวเอง

เราอาจจะคิดไปถึงอนาคตว่า ถ้าไปสายจะโดนมองไม่ดีอย่างไรบ้าง

หรืออาจคิดถึงอดีตว่า เมื่อเช้าไม่น่าชิวเกินไปเลย รู้งี้ออกจากบ้านให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก

หรือใจเราอาจมัวแต่เพ่งโทษคนอื่น หงุดหงิดที่รถติด หรือรถคันหน้าขับช้า จนเราเองกลายร่างเป็นคนไม่น่ารักไปด้วย

หลงไปอนาคต หลงไปอดีต หลงไปเพ่งโทษคนอื่น ใจมันก็เลยร้อนรุ่ม

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การหลงไปแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้นเลยซักนาทีเดียว

ถ้าเราใจเย็นซักหน่อย จอดรถข้างทางโทร.ไปขอโทษคนที่นัดหมายไว้ว่าจะไปถึงช้านิดนึง และลองเปิด Google Maps สำรวจเส้นทางดีๆ ว่าทางไหนน่าจะเร็วที่สุด

แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดนึง เราก็อาจจะ “รีบเย็น” ได้จริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN 100 Interview The Observer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ดีเกินดีคือไม่ดี

20150416_TooMuchOfAGoodThing - Copy

ฝรั่งมีคำพูดหนึ่งที่ว่า There is no such thing as too much of a good thing: ไม่มีคำว่า “เยอะเกินไป” สำหรับของดีๆ

ผมว่าไม่แน่เสมอไปนะครับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่เอเชี่ยนยู ครั้งหนึ่งเคยมีรายการทีวี “ตามหาแก่นธรรม” ที่ดำเนินรายการโดยดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาถ่ายทำที่นี่

ผมได้เข้าไปนั่งใน “ห้องส่ง” ซึ่งก็คือลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่ระหว่างหอพักกับอาคารเรียน

แขกรับเชิญคราวนั้นมีสามท่าน ท่านแรกคือดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา อธิการบดีและผู้ก่อตั้งเอเชี่ยนยู อีกท่านหนึ่งเป็นพระซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบปลายๆ หรือหกสิบต้นๆ วิธีการพูดการจาแบบชาวบ้านๆ จริงใจไม่อ้อมค้อม

จำได้ว่ารายการวันนั้นสนุกมากครับ

ผมกับเพื่อนชื่อโอส่งคำถามขึ้นไปหาผู้ดำเนินรายการว่า ทำไมฆ่าวัวถึงบาปกว่าฆ่าปลา? เพราะล้มวัวตัวเดียวเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน ในขณะที่ถ้าเราต้องการอาหารปริมาณเดียวกันจากปลา เราต้องฆ่าปลาตั้งหลายร้อยตัว ตกลงชีวิตสัตว์มีคุณค่าไม่เท่ากันใช่มั้ย?

พระท่านตอบประมาณว่า กรรมจะหนักหรือจะเบา ขึ้นอยู่กับเจตนาด้วย ยิ่งเจตนาจะฆ่าแรงเท่าไหร่ กรรมก็หนักเท่านั้น เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ

เช่นการฆ่ายุงกับฆ่าวัว เวลาเราฆ่ายุง เจตนาเราอ่อนมาก บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แค่รู้สึกคันๆ เราก็เผลอตบซะแล้ว แต่การฆ่าวัวทีนึงเราต้องใช้ความพยายามมหาศาล ดังนั้นกรรมจึงหนักกว่า

ดร.วิปก็เลยถามติดตลกว่า อ้าว แล้วถ้าสมมติใช้ปืนล่ะ? เอาปืนยิงวัวโป้งเดียวก็ตายแล้ว แต่ถ้าเอาปืนยิงยุงนี่ต้องใช้ความพยายามสูงกว่าเยอะเลยนะ

คุณป้าชาวบ้านก็เลยช่วยตอบว่า คนที่เอาปืนยิงวัวเค้าเรียกว่าคนบาป ส่วนคนที่เอาปืนยิงยุงเค้าเรียกว่าคนบ้าค่ะ! (คนเฮ! ดร.วิปหัวเราะชอบใจ)

แต่สาระจริงๆ ที่ผมได้ในวันนั้นและติดตัวมาจนถึงวันนี้คือคำพูดของพระรูปนั้นว่า

“ดีเกินดีคือไม่ดี”

ถามว่าดื่มน้ำดีมั้ย? ดี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย และหากขาดน้ำเกินสามวันเราก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณลองดื่มน้ำเข้าไปซัก 5 ลิตร รับรองว่าไม่ดีต่อร่างกายของคุณแน่ๆ

ถ้าไปถามเกษตกรว่าฝนตกดีมั้ย? เขาย่อมตอบว่าดีเพราะช่วยให้พืชผักเขาเติบโต แต่ถ้าฝนตกมากไปจนน้ำท่วม ก็อาจทำให้เกษตกรหมดตัวได้

พักผ่อนดีมั้ย? คนเราควรจะนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่ถ้านอนมากกว่านี้ร่างกายจะเริ่มไม่โอเคแล้ว

ผมว่าถ้าให้พล็อตกราฟโดยให้แกนตั้งเป็นระดับของความสุข และแกนนอนเป็นปริมาณของ “สิ่งดีๆ” เราจะได้เป็นรูประฆังคว่ำ

แม้กระทั่งสิ่งที่เราคิดว่ายิ่งมีเยอะยิ่งดีอย่าง “เงิน” ก็อาจจะเป็นรูประฆังคว่ำได้

Malcolm Gladwell เขียนไว้ในหนังสือ David & Goliath ว่า “ฐานะของพ่อแม่” กับ “ประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูก” ก็มีความสัมพันธ์กันเป็นรูประฆังคว่ำ (Inverted U-shape)

ถ้าพ่อแม่ยากจน ย่อมมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ความอบอุ่น หรือการศึกษา

แต่ถ้าพ่อแม่รวยเกินไป ก็จะทำให้เลี้ยงลูกได้ยากขึ้น เพราะลูกจะรู้จักคุณค่าของเงินได้อย่างไร ถ้ายังเห็นพ่อขับแลมโบกินี่และแม่ใช้กระเป๋าแอร์เมส

ดีเกินดีคือไม่ดี…แล้วยังไงถึงจะดี?

Gladwell บอกไว้ว่ามันจะมี Desirable Income หรือรายได้ที่เหมาะสมอยู่ เป็นจุดที่ Optimized ที่สุดที่จะช่วยให้ลูกมีกินมีใช้ไม่ขัดสนแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเสียคน

เพราะฉะนั้น ทุกๆ อย่างมีจุดสมดุลของมันเสมอ

ถ้าเราหาจุดสมดุลหรือ “ทางสายกลาง” เจอ ชีวิตของเราก็จะ Optimized เช่นกันครับ

—–

Credits

Deseret News: What Malcolm Gladwell’s new book has to say about family finance 

ทุกอย่างมันถูกต้องอยู่แล้ว

20150604_EverythingIsRight

“ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”
หลวงพ่อชา สุภฺทโท

—–

เวลาเกิดเรื่องที่เราไม่ชอบใจ เราจะบอกว่า “เรื่องนี้มันไม่ถูก”

คำถามคือไม่ถูกอะไร?

ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกใจเรา?

จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง ก็คือไม่ถูกใจเรานั่นแหละ

เพราะเวลาเราคิดอะไร เรามักจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็น “มาตรฐาน” ที่เอาไว้วัดทุกอย่าง

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะ “มาตรฐานของเรา” คือมาตรฐานเดียวที่เรามี และหยิบมาใช้ได้สะดวกที่สุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า มาตรวัดของเราไม่ได้ถูกต้องเที่ยงตรง

เพราะเรายังมีรัก มีเกลียด มีลำเอียง แถมความรู้ที่เรามีก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมด

ผิดสำหรับเรา อาจจะถูกสำหรับคนอื่นก็ได้

แทนที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้ถูก เรื่องนี้ผิด คนนั้นถูก คนนี้ผิด

เอาเวลามาขัดเกลามาตรวัดของเราให้เที่ยงก่อนดีกว่ามั้ย?