งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ

4 มิติของความสำเร็จ

หนังสือ Barking up the Wrong Tree ของ Eric Barker พูดถึงความสำเร็จในสี่ด้านไว้ดังนี้

Achievement: Do you feel like you’re winning?
เรารู้สึกว่าเราบรรลุหรือทำอะไรเสร็จลุล่วงบ้างรึเปล่า เรากำลังรู้สึก “ชนะ” อยู่รึเปล่า ซึ่งชนะในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเอาชนะคนอื่น แต่เป็นการชนะใจตนเอง มันคือการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่บอกว่าวันนี้จะอ่านหนังสือให้ได้ 3 หน้าแล้วได้ลงมือทำ เราก็จะรู้สึกว่าเราบรรลุอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเราแล้ว

Legacy: Do you feel like you’re influencing others in a positive way?
เราล้วนแต่มีความปรารถนาที่อยากทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น อยากสร้าง positive impact ให้กับผู้คน โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อนก็ได้ ถ้าเรามีลูก เราสอนลูกดีแล้วรึยัง เราให้เวลาเขาเพียงพอรึเปล่า ถ้าเราทำงานบริษัท เราได้ถ่ายทอดวิชาที่เรามีให้กับรุ่นน้องเพื่อให้เขาเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้นรึเปล่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากทิ้งไว้ข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

Significance: Do you feel like you’re needed by the people closest to you?
เราทุกคนล้วนอยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่ต้องการของใครบางคน อยากเป็นคนที่มีคนคิดถึง ซึ่งหากอยากเป็นคนสำคัญเราก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์และเป็นคนที่น่ารัก อาจจะไม่ต้องน่ารักสำหรับทุกคนก็ได้ แค่น่ารักกับคนที่เราเลือกแล้วก็พอ

Happiness: Do you feel like you’re enjoying life?
เรากำลังสนุกกับชีวิตอยู่มั้ย หรือเรากำลังมีความสุขอยู่แต่เราไม่รู้ตัว? เราจึงควรให้เวลากับการทบทวนตัวเองว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง พยายามอยู่กับปัจจุบัน เล่นบ้างอะไรบ้าง อย่าเอาแต่ทำงานอย่างเดียว เพราะสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราเองต่างหากที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าใน 4 ด้านนี้ มิติไหนที่เราทำได้ดี มิติไหนที่ยังขาดไป

จะได้เป็นคนที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

คนสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น

แต่เป็นคนที่ลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่น

เมื่อผิดมากกว่าคนอื่น ก็เลยมีโอกาสถูกมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

จำนวนความผิดพลาดที่คนสำเร็จต้องเจอนั้น มากกว่าจำนวนความผิดพลาดที่คนล้มเหลวต้องเจอด้วยซ้ำ

ต่างกันแค่คนหนึ่งล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วย growth mindset

แต่อีกคนล้มแล้วขยาดเพราะเต็มไปด้วย fixed mindset

ชีวิตคือการทดลอง และยุคสมัยนี้การทดลองก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ การอยู่เฉยๆ ต่างหากที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

“Successes are revised mistakes”
-James Clear

ลองให้แยะ ล้มให้เยอะ สิ่งที่จะได้แน่ๆ คือเราจะเก่งขึ้น

และเมื่อโอกาส โชคชะตา และทักษะของเราบรรจบกัน ความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้ครับ

ถ้าอยากสำเร็จก็จง do the reps

Reps ย่อมาจาก repetitions หรือการทำซ้ำ

คำว่า reps คือศัพท์ที่คนเข้าฟิตเนสหรือ weight training จะรู้จักกันดี

เช่น 8 reps 3 sets ก็คือยกน้ำหนัก 8 ครั้งนับเป็น 1 เซ็ต พักสักหน่อยแล้วทำอีก 2 เซ็ตก็จะครบ 3 เซ็ต

ในกีฬาอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอลก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันคือ “drill” ซึ่งหมายถึงการฝึกทักษะอะไรบางอย่างติดๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเลย์อัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือกระโดดโหม่งบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่บริษัทเก่าของผมเรามีวงดนตรีที่มักจะนัดซ้อมเพื่อเล่นงานปีใหม่ น้องมือกลองจะบอกว่าเขาต้องซ้อมท่อนที่ยากๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่า “กล้ามเนื้อจะจำได้” ตอนนั้นพวกผมก็แซวว่าอะไรจะขนาดนั้น แต่พอมาอ่านเจอคอนเซ็ปต์ muscle memory จึงค่อยเริ่มเข้าใจว่าการทำอะไรซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อมันจำได้นั้นมีอยู่จริง

พอมองไปที่คนสำเร็จไม่ว่าจะในสาขาใดก็แล้ว ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลย เขาแค่ do the reps เท่านั้นเอง

คนที่วิ่งจบมาราธอน ไม่ใช่เพราะว่าเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แต่เป็นเพราะว่าเขาออกไปซ้อมวิ่งวันแล้ววันเล่าเป็นร้อยเป็นพันกิโล

คนที่เขียนหนังสือเก่งๆ ก็ไม่ได้เก่งมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เพราะเขาให้เวลากับการเขียนวันละหลายชั่วโมง ผลิตคำออกมาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันหน้า

คนที่พูดบนเวทีเก่งๆ อาจจะเคยเป็นคนขี้อายหรือตื่นเวทีมาก แต่พอผ่านการซ้อมอย่างหนักและการได้ขึ้นเวทีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็กลายเป็นคนที่พูดเก่งไปโดยปริยาย

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเทพสิ่งใดก็ตาม เราแค่ do the reps ก็เพียงพอแล้ว

ซึ่งเป็นเรื่องที่ simple มาก แต่ไม่ easy เพราะมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งน่าเบื่อ คนส่วนใหญ่จึงไม่พร้อมจะ do the reps แล้วเอาแต่มองหาทางลัดอยู่ร่ำไป

อีกประเด็นนึงที่อยากจะพูดถึงก็คือ ของบางอย่างมันก็ไม่คุ้มที่จะ do the reps เพราะถึงเราจะเก่งขึ้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เช่นถ้าเราเล่น Facebook วันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน มันก็เป็นการ do the reps และเราจะ “เล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้น” อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “เก่งขึ้น” ในที่นี้ว่าอย่างไร

แต่การเล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้นนั้นยากจะที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าเราจะ do the reps ในเรื่องใด บางเรื่องถ้าเราเก่งขึ้นมันจะให้ผลตอบแทนทบต้น ในขณะที่บางเรื่องถึงเราจะเก่งขึ้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร

เลือก reps ให้ดี ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รอได้ แล้วความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้แน่นอนครับ

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว

20200211

ดังคำกล่าวที่ว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

เราทำได้เพียงลงแรงของเราให้เต็มที่ด้วยสติและปัญญาที่เรามี แต่ความสำเร็จล้วนเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน คู่แข่ง จังหวะ และสถานการณ์แวดล้อม

แม้ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่ปัจจัยเดียว แต่ความล้มเหลวนั้นต่างออกไป

ในบางครั้ง ความล้มเหลวเพียงเรื่องเดียว ก็ทำให้ทุกอย่างพังครืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เพียงเพราะเราใจร้อน ก็อาจบาดเจ็บระหว่างทาง

เพียงเพราะเราประมาท ก็อาจทำให้พลาดในนาทีสุดท้าย

และเพียงเพราะเรากลัว ก็อาจทำให้เราไม่เคยได้เริ่ม

“Success is never due to one thing, but failure can be.”
-James Clear

สำรวจโปรเจ็คที่เรากำลังทำหรืออยากจะทำ และคิดให้ดูว่าข้อผิดพลาดข้อใดที่อาจจะเป็นปัจจัยหลักหรือแม้กระทั่งปัจจัยเดียวให้โปรเจ็คนี้ล้มเหลว

เมื่อรู้แล้วก็เฝ้าระวังอย่าให้มันเกิดขึ้นครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer