สมบูรณ์แบบ

20160428_Perfect

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่สามารถเพิ่มอะไรได้อีกแล้ว แต่เกิดจากการที่เราไม่สามารถเอาอะไรออกไปได้อีกแล้วต่างหาก

– Antoine de Saint Exupéry


Search Engine
สมัยเป็นนักเรียนวิศวะปี 4 สิ่งหนึ่งที่ผมขาดไม่ได้เลยคือ Search Engine ชื่อดังอย่าง Yahoo, Altavista และ Lycos เพราะต้องใช้มันในการหาข้อมูลสำหรับทำ senior project

หน้าตาของ Search Engine สมัยนั้นเป็นอย่างนี้ครับ

This slideshow requires JavaScript.

พอเข้าทำงานที่รอยเตอร์ปี 2003 เพื่อนที่ออฟฟิศจึงแนะนำให้รู้จัก Google

ความรู้สึกแรกที่ใช้งานคือทำไมหน้าตามันจืดจัง

Google

และอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมากูเกิ้ลก็ครองโลก

โทรศัพท์มือถือ
กลางปี 2007 ผมได้เป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต และสิ่งหนึ่งที่บริษัทจะให้หัวหน้าทีมซัพพอร์ตทุกคนก็คือ Blackberry สมาร์ทโฟนที่เจ๋งและดังที่สุดในยุคนั้น เพราะขนาดเล็กพกพาง่าย แถมแป้นคียบอร์ดยังเป็นปุ่ม QWERTY ทำให้เขียนอีเมล์หากันได้อย่างรวดเร็ว สมัยนั้นใครๆ ก็ใช้ BB ส่งข้อความหากัน เพราะฟรีและรวดเร็วกว่า sms เยอะ

SONY DSC

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง สตีฟ จ๊อบส์และแอปเปิ้ลก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการสร้างโทรศัพท์มือถือที่มีแค่ปุ่มเดียว

IMG_2298

แล้วอีกแค่สองปีต่อมาไอโฟนก็ครองโลก

เก็บบ้าน
ถ้าใครเคยได้เรียนรู้หลักการจัดบ้านแบบ KonMari มาแล้ว จะเข้าใจว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือคัดเก็บแต่ข้าวของที่ spark joy เท่านั้น ของชิ้นอื่นๆ ที่ไม่ได้สร้างความชื่นใจให้กับเราแล้ว จงกล่าวขอบคุณแล้วปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่กับเจ้านายคนอื่นดีกว่า

วิธีแบบ KonMari จะทำให้เราเหลือหนังสือและเสื้อผ้าในตู้น้อยลงไปกว่าครึ่ง แต่ที่แปลกคือเรากลับรู้สึกว่าเรา “มีครบ” ยิ่งกว่าเดิม อาการที่รู้สึกว่าต้องซื้อของมาเพิ่มนั้นแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

วิธีการจัดบ้านแบบคอนมาริ (จริงๆ ต้องอ่านว่าคมมาริ) กลายเป็นกระแสโด่งดังไปถึงอเมริกาและยุโรป และผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อย่าง คนโด มาริเอะ ก็ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกจากญี่ปุ่นที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Time ว่าเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เขียนบล็อก anontawong.com 
เวลาผมเขียนบล็อกแล้วมานั่งแก้ไข ส่วนใหญ่ผมจะไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะเนื้อหาทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดแล้ว

การแก้ไขจึงเน้นไปที่การตัดทอนเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาหลักออก

การเขียนบทความให้กระชับ แต่เนื้อหาครบถ้วนและกินใจคนนั้นเป็นอะไรที่ยากที่สุดในโลก

การใช้ชีวิต
ในวัยยี่สิบกว่าๆ ผมได้ลองทำอะไรหลายอย่างมาก เช่นไปเรียน sound engineering จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ ทำวงดนตรีไปออดิชั่นตามผับ เตะบอลสัปดาห์ละสองครั้ง เล่นดนตรีออกงานของบริษัทเดือนเว้นเดือน เที่ยวผับศุกร์เว้นศุกร์ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันและการพบปะผู้คน

พอมาถึงวัยสามสิบกว่าๆ กิจกรรมเริ่มลดน้อยลง ยิ่งมีครอบครัวมีลูกแล้วด้วย วันๆ หนึ่งผมจึงทำได้แค่ไม่กี่อย่าง ตอนเช้าเขียนบล็อก กลางวันทำงาน ค่ำอยู่กับครอบครัวก็หมดวันแล้ว

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการทดลองว่าชอบอะไร  วัยสามสิบกว่าๆ คือวัยที่พอจะรู้แล้วว่าทางของเราคือทางไหน และต้องตัดอะไรออกไปบ้าง เพื่อจะทำกิจกรรมให้น้อยลง แต่ทำให้ “ลึก” ขึ้น

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

อ่านประโยคนี้แล้วผมเห็นภาพผู้ชายสองคน

คนหนึ่งเป็นเศรษฐีพันล้าน มีบ้านหลังใหญ่  มีภรรยาสวย และมีลูกๆ ที่น่ารักสามคน มีลูกน้องและบริวารมากมาย กิจการของเขากำลังเติบโตและเขายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการไปเรื่อยๆ

อีกคนเป็นนักบวช ไม่มีบ้านของตัวเอง ออกจาริกไปด้วยตัวคนเดียว นอกจากอัฐบริขารก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้วเช่นกัน

คุณคิดว่าชีวิตของใคร “สมบูรณ์แบบ”กว่ากันครับ?


ขอบคุณภาพจาก Internet Archive Wayback Machine: Yahoo, Altavista, Lycos, Google

Wikipedia: Blackberry, Flickr: iPhone


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ต้นเหตุความล้มเหลว

20160420_Failure

“99% of failures come from the people who have the habit of making excuses”

“99% ของความล้มเหลวเกิดจากคนที่ชอบหาข้อแก้ตัว”

– George Washington Carver*

—–

ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่นความรู้ไม่เพียงพอ การสื่อสารผิดพลาด มั่นใจเกินเหตุ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนล้มเหลวก็คือความเหยาะแหยะ

ตอนต้นปีตั้งใจว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำ พอทำไปซัก 3-4 ครั้ง เกิดขี้เกียจขึ้นมาก็จะอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ยังเล่นเฟซบุ๊ค/ดูซีรี่ส์ได้เป็นชั่วโมง

อีกสาเหตุหนึ่งแห่งความล้มเหลวก็คือเรามีความสนใจหลายอย่างเกินไป นี่ก็อยากทำ โน่นก็อยากทำ

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะสนใจหลายๆ เรื่อง แต่ผิดที่คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรพร้อมกันได้หลายๆ เรื่อง

การทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ฝรั่งเขาเรียกว่า spreading yourself too thin ทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย มันก็เลยเอาดีไม่ได้ซักอย่าง เหมือนขุดบ่อหาน้ำบาดาล ยังไม่ทันเจอตาน้ำก็หนีไปขุดบ่ออื่นอีกแล้ว

เป็นการดีกว่าถ้าเราจะหยิบแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทำก่อน และทำมันทุกวันจนกลายเป็นอุปนิสัย พอเรามั่นใจแล้วว่าเอาอยู่จึงค่อยหยิบเรื่องที่สองขึ้นมาทำต่อ

ถ้าเราเด็ดเดี่ยวพอที่จะทำทีละอย่าง เราก็จะมีเวลามากพอที่จะทำมันทุกวันแน่นอน เพราะฉะนั้นข้ออ้างว่าไม่มีเวลาก็จะตกไป

ข้อสำคัญอีกข้อคืออย่ารีบ ผมสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่า ถ้าออกตัวแรง มักจะหมดแรงกลางทาง

แทนที่จะวิ่งสุดกำลัง ลองวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเอาก็ได้ จะได้ไม่มาอ้างว่าเหนื่อยเกินไปด้วย

ขอแค่เพียงออกเดิน และไม่หยุดเดิน ยังไงก็ถึงจุดหมายปลายทางครับ

—–

* George Washington Carver เป็นคนละคนกับ George Washington นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com