นิทานกะโหลกขนมปัง

20160115_Bread

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานที่เกี่ยวกับจอห์นและซาร่า สามีภรรยาชาวอเมริกันที่อยู่กินกันมากว่า 40 ปี

อาหารมื้อเช้าที่ทั้งคู่กินกันประจำก็คือซีเรียลและขนมปังปิ้งทาเนยถั่วคนละสองแผ่น โดยจอห์นจะเป็นคนปิ้งขนมปังและทาเนยถั่วให้เสมอ

ที่อเมริกาก็เหมือนเมืองไทย ที่ขนมปังขายกันเป็นห่อ ห่อหนึ่งมีประมาณ 20 แผ่น และแผ่นที่อยู่ข้างบนสุดจะเป็นกะโหลกขนมปัง ซึ่งก็คือแผ่นที่ฝั่งหนึ่งเป็นสีขาวและอีกฝั่งเป็นสีน้ำตาลนั่นเอง

ซาร่าสังเกตมานานแล้วว่า เวลาเปิดห่อใหม่ จอห์นมักจะเอาแผ่นที่เป็นกะโหลกขนมปังให้เธอเสมอ แม้ซาร่าจะไม่ค่อยชอบเพราะมันแห้งและไม่นุ่มเหมือนแผ่นอื่นๆ แต่เธอก็ถือว่าเธอยอมเสียสละ เพราะถ้าจะทิ้งจอห์นก็คงเสียดายของ

—–

เช้าวันนี้ซาร่าอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษหลังจากเพิ่งปะทะคารมกับน้องสาวทางโทรศัพท์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร จอห์นที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่เหลือบเห็นซาร่านิดนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ซาร่าสังเกตว่าวันนี้จอห์นเปิดขนมปังห่อใหม่ ดูจอห์นหยิบขนมปังสองแผ่นบนสุดมาปิ้ง จอห์นหยิบกะโหลกขนมปังออกมาทาเนยถั่วและยื่นให้ซาร่า

นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย

ซาร่าโยนกะโหลกขนมปังแผ่นนั้นไปใส่ในจานของจอห์น และพูดดังจนเกือบเหมือนตะโกนว่า

“จอห์น ทำไมคุณไม่ยอมกินกะโหลกขนมปังเองบ้าง คุณไม่เคยสนใจเลยว่าฉันชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร พอเปิดถุงใหม่คุณก็เอาแผ่นนี้ให้ฉันทุกที กี่สิบปีมาแล้วที่ฉันต้องทนกินกะโหลกขนมปัง ถึงมันจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีมันก็สำคัญเหมือนกันนะ” พูดจบซาร่าก็รู้ตัวว่าน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา ทั้งน้อยใจและโกรธตัวเองที่โวยวายกับเรื่องอย่างนี้

จอห์นหน้าเศร้า จับมือซาร่าและเอ่ยกับเธอว่า

“ซาร่า ผมขอโทษจริงๆ ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน กะโหลกขนมปังเป็นของโปรดของผม ก็เลยนึกว่าคุณจะชอบกินเหมือนกัน”

——

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ด้วยรักและช็อกโกแล็ต โดย Medard Laz (เมดาร์ด ลาซ)   (ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หนังสือก็ไม่มีแล้ว เลยจำเฉพาะเนื้อหาแล้วมาแต่งใหม่เอาเองนะครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เพื่อนที่หายไป

20160114_FriendsDisappear

“หลายคนบอกว่าตัวเลขอายุยิ่งมาก ประสบการณ์ชีวิตยิ่งเยอะ อันนั้นใช่
แต่ตัวเลขยิ่งมาก เพื่อนยิ่งหายไป อันนี้ใช่ยิ่งกว่า”

 

– ฌอห์ณ จินดาโชติ
Ham Interview : Life Less Ordinary
เรื่อง: รัตนาวดี โสมพันธ์,  ภาพ: ณัฐพล วุฒิเพชร์, สไตล์: ฐิติกาญจน์ กาญจนภักดี
Hamburger Vol.1 No.14: 13-19 Jan 2016

—–

เมื่อเช้าตอนเข้าออฟฟิศเดินผ่านสตาร์บั๊คส์เห็นนิตยสารแจกฟรีหน้าตาน่าสนใจเลยเดินเข้าไปดู

ปรากฎว่าเป็นนิตยสาร Hamburger ในเครือ a day นั่นเอง

ผมเชยมากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาผันตัวจากนิตยสารวางแผงมาเป็นนิตยสารแจกฟรีมาร่วมสามเดือนแล้ว

ฉบับนี้สัมภาษณ์ฌอห์ณ จินดาโชติ ผู้เขียนหนังสือ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว ที่ขายดีมาก ตีพิมพ์ไปสิบกว่าครั้งแล้ว ผมเองก็ซื้อมาแล้วเหมือนกันแต่ยังอ่านไม่ครบทุกตอน แต่ก็รู้ได้เลยว่าเป็นคนที่ความคิดดี เขียนหนังสือดี แถม(ดัน)หน้าตาดีด้วย

——

อย่างนี้เคยเขียนไปตอนต้นปีว่า แทนที่จะตั้งเป้าหมายของปีนี้เราลองมากำหนดธีมสำหรับการใช้ชีวิตแทนกันดีไหม

นี่คือธีมปี 2559 ของผมครับ (จดลง Evernote และคงจะอัพเดตไปเรื่อยๆ)

  • เล่นมือถือเฉพาะตอนที่อยู่คนเดียว
  • ยิ้มบ่อยๆ เวลาเดินทางด้วยรถไฟ
  • ใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว
  • นัดเจอเพื่อนบ่อยๆ
  • สร้างรายได้เสริม

ในคืนวันสิ้นปี ผมบอกกับแฟนว่า ปีนี้อยากจะจัดเวลาให้ได้พูดคุยกับเพื่อนมากขึ้น เพราะสองสามปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้เจอเพื่อนเก่าเท่าไหร่

เพื่อนเก่าที่ยังติดต่อกันอยู่ได้แก่:-

  • เพื่อนม.ต้นที่เตรียมพัฒน์
  • เพื่อนม.ปลายที่ไปเรียนนิวซีแลนด์ด้วยกัน
  • เพื่อนและน้องมหาลัย Asian U
  • เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันที่ (ทอมสัน)รอยเตอร์
  • และเพื่อนที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันใน TRMG (Thomson Reuters Music Group)

ส่วนเพื่อนสมัยประถม เราเคยนัดเจอกันเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ตอนนี้ผมไม่เหลือเบอร์ติดต่อใครเลย (ถ้าเพื่อนสมโภชกรุงฯ คนไหนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ รบกวนติดต่อผมมาด้วยนะครับ)

ที่ปีนี้อยากเจอเพื่อนบ่อยขึ้น มีเหตุผลสองอย่าง

หนึ่ง คือผมอยากจะพูดคุย ถามไถ่ อยากได้เสียงหัวเราะ และอยากได้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่อาจหาได้จากการอ่านหนังสือ เล่นเฟซ หรือดูหนัง

สอง คือผมว่ามันดูแปลกๆ ที่เราจะได้รวมรุ่นกันก็ต่อเมื่อมีใครแต่งงานหรือมีใครตาย

ทำไมเราไม่นัดเจอกันในช่วงจังหวะชีวิตที่ทุกคนจะได้พูดคุยกันเต็มที่?

แน่นอน เมื่อเราแต่งงานมีครอบครัว ก็ย่อมต้องทุ่มเวลาให้กับภรรยา/สามี และลูกเป็นธรรมดา

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่เราจะทิ้งบุคคลที่สำคัญมากที่สุดรองจากคนในครอบครัวซักหน่อย

เพื่อนมีค่า ไม่ใช่เพราะว่าเขานิสัยยอดเยี่ยมหรือจะให้คุณให้โทษกับเรา

แต่เพื่อนมีค่าเพราะว่าเพื่อนแบบที่เรามีนั้นหายาก

หายากในที่นี้ก็คือ ต่อให้เรามีเงินมากมายแค่ไหนหรือต่อให้เรากลับไปเรียนหนังสือใหม่ตอนนี้ ความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นใหม่ก็จะไม่มีทางเหมือนกับความสัมพันธ์ที่เรามีกับเพื่อนเก่าอีกแล้ว

ความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่ามันเกิดขึ้นตอนที่พวกเรายังไร้เดียงสา ยังบ้าบอ และยังไม่สนใจคำว่าผลประโยชน์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสูญเสียไประหว่างที่เราโตเป็นผู้ใหญ่

ในเมื่อหาใหม่ไม่ได้ ก็ต้องรักษาของเก่าไว้ให้ดี

—–

จะว่าไปนี่เพื่อนจัดเป็น low maintenance asset นะครับ คือไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก ถึงไม่ได้คุยกันเป็นสิบปี แต่พอกลับมาเจอกันความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังเหมือนเดิม

“หลายคนบอกว่าตัวเลขอายุยิ่งมาก ประสบการณ์ชีวิตยิ่งเยอะ อันนั้นใช่ แต่ตัวเลขยิ่งมาก เพื่อนยิ่งหายไป อันนี้ใช่ยิ่งกว่า”

เพื่อนไม่เคยหายไปไหน

เราต่างหากที่หายไป

ปีนี้คือปีที่ผมจะกลับมา

เสาร์นี้ผมนัดเจอเพื่อนนักดนตรี TRMG

กุมภาฯ ผมเสนอเพื่อน Asian U รุ่น 1 ไปในไลน์ว่า สนใจมากินข้าวกันบ้านผมรึเปล่า ปรากฏว่าตอบมาแค่สี่คน หนึ่งคนมาได้ อีกสามมาไม่ได้

ส่วนที่เหลือเงียบ

ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะลองถามใหม่

เพราะผมรู้ดีว่ามันคุ้มค่าที่เราจะได้เจอกันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Hamburger Vol.1 No.14: 13-19 Jan 2016

 

เปลืองคำ

20151103_WasteWords

Don’t waste words on people who deserve your silence.

อย่าเปลืองคำพูดกับคนที่คุณควรจะนิ่งเฉยด้วย

– Anonymous

—–

เคยเจอคนที่พูดไม่รู้เรื่อง หรือพวกชอบชวนทะเลาะมั้ยครับ?

กับคนเหล่านี้ ต่อให้เรามีเหตุผลหรือทำถูกต้องยังไง เขาก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ หรือเข้าใจแต่ก็ยังหาข้อติได้อยู่ดี

ตามหลักศาสนาพุทธ การที่คนสองคนมาเจอกัน แสดงว่าต้องเคยเกี่ยวพันกันมาก่อน

การที่เราเจอคนที่ไม่กินเส้นกับเรา อาจเป็นได้ว่าเราเคยทำผิดกับเขาในอดีตชาติ มาชาตินี้เขาเลยขอมาเอาคืนเราบ้าง

ถ้าคุยดีๆ ด้วยแล้วยังไม่สามารถสื่อสารกันได้ การหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบ ไม่ต้องคุยกันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ และยิ่งคุยยิ่งแย่ หากเรื่องนั้นไม่ได้สำคัญชนิดคอขาดบาดตาย สู้เรา “แกล้งยอมแพ้” และทำเฉยๆ เสีย ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

กับคนบางคน ป่วยการที่จะต่อความยาวสาวความยืด อย่างน้อยก็ในตอนนี้

รอให้วิบากเบาบางลง หรือต่างฝ่ายต่างโตขึ้นกว่านี้ ค่อยกลับมาคุยกันดีกว่า

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใกล้ห่าง

20151101_CloseButFar

ถาม: แล้วคิดว่าสังคมต่างจังหวัดเหมือนหรือต่างจากสังคมเมืองอย่างไร
ตอบ: อยู่ในกรุงเทพมันรู้สึกแห้งแล้งจิตใจมาก คนบีบแตรใส่กัน ขับรถแซงกัน ชีวิตคนกรุงเทพอยู่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใกล้ชิดกันเลย อยู่คอนโดฯ ห้องติดกันแต่ไม่รู้จักกัน เรายังจำได้เลยว่าครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ เราเคยถามพ่อว่าทำไมเมืองนี้คนดีต้องอยู่ในกรง (หัวเราะ) คือหมายถึงรั้ว เหล็กดัด เพราะเราเติบโตที่อเมริกา เราไม่เคยเห็นกรงเยอะขนาดนี้ มันมีกรง แล้วมีกำแพง แถมยังมีเศษแก้วเศษกระจกติดอยู่บนกำแพงอีก พอมองไปรอบๆ มันเหมือนทุกคนอยู่ในกรงริมถนนเต็มไปหมด

– อารียา สิริโสดา
อดีตนางสาวไทยประจำปี 2537
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 15: Pop of The Town
สัมภาษณ์โดยเวสารัช โทณผลิน

—–

คุณป๊อป อารียา เป็นนางสาวไทยคนล่าสุดที่ผมเห็นหน้าและบอกชื่อได้

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมไม่เคยจำชื่อนางสาวไทยคนไหนได้อีกเลย

ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณป๊อป ใน a day BULLETIN แล้วพบหลายถ้อยคำที่ชวนให้คิด จนน่าจะเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้หลายตอนเลยทีเดียว

นี่คือตอนแรกครับ

—–

“ชีวิตคนกรุงเทพอยู่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใกล้ชิดกันเลย อยู่คอนโดฯ ห้องติดกันแต่ไม่รู้จักกัน”

แปลกไหมที่เรามีคำว่า “เพื่อนบ้าน” แต่ไม่มีคำว่า “เพื่อนห้อง”

ครอบครัวผมเคยอยู่คอนโดร่วม 12 ปี และก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่คุณป๊อปพูดถึง คือไม่ได้รู้จักห้องข้างๆ หรือห้องไหนบนชั้นตัวเองเลย

จะว่าบ้านเราไม่มีอัธยาศัยก็ไม่ใช่เพราะช่วงที่อยู่บ้านหรือทาวน์เฮาส์ก็มีเพื่อนบ้านมาโดยตลอด

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผมพาปรายฝนกลับมาบ้านเป็นวันแรก คุณป้าจรรยาที่อยู่บ้านข้างๆ ยังทำไก่ผัดขิงมาให้หม้อใหญ่ แฟนผมมีกินบำรุงไปได้อีกหลายมื้อ

เรื่องอย่างนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้าผมยังอยู่คอนโด

หรือเพราะคอนโดมีพลังอะไรบางอย่าง ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในอาคารไม่มีอารมณ์อยากข้องแวะกัน?

“เรายังจำได้เลยว่าครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ เราเคยถามพ่อว่าทำไมเมืองนี้คนดีต้องอยู่ในกรง (หัวเราะ) คือหมายถึงรั้ว เหล็กดัด เพราะเราเติบโตที่อเมริกา เราไม่เคยเห็นกรงเยอะขนาดนี้”

ในวันทำงาน ตอนพักเที่ยงผมกับพี่ๆ มักจะไปกินข้าวกันที่ร้านป้าหยวก ซึ่งถือเป็นร้านเก่าแก่ที่คนแถวนี้รู้จักกันดี

วันหนึ่งหัวข้อที่คุยกันหลังจากกินข้าวเสร็จคือบ้านฝั่งตรงข้ามร้านป้าหยวกที่มีกำแพงสูงหลายเมตร บนรั้วยังมีเศษแก้วเศษกระจกเพื่อใครก็ตามที่คิดจะปีนเข้าบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ

เดินไปอีกนิด ก็จะเจอบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ หลังใหญ่ไม่เท่าหลังแรก แต่กำแพงสูงพอกัน แถมยังไฮเทคกว่า เพราะแทนที่จะใช้เศษกระจกเขากลับใช้ลวดหนามและมีป้ายเตือนให้ระวังไฟฟ้าแรงสูง

เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคุกฝรั่งในหนังฮอลลีวู้ด

—–

เพื่อนในเฟซบุ๊คนั้นมีหลายระดับ

บางคนก็เป็นเพื่อนสนิท บางคนเป็นเพื่อนห่างๆ และบางคนก็ไม่รู้ว่ามาเป็นเพื่อนกับเราได้ยังไง

เรารับรู้ข่าวคราวของ “เพื่อน” เหล่านี้ผ่านทางนิวส์ฟีด รู้หมดว่ากินร้านอะไร ทำงานที่ไหน คบกับใคร ไปเที่ยวเมืองไหนในญี่ปุ่น หรือมีลูกคนแรกเมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่บางคนเราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ

คนเหล่านี้อาจอยู่ห่างจากเราไปหลายร้อยหลายพันกิโลเมตร แต่เรารู้เรื่องเขาหมด

แต่คนบางคนที่นั่งห่างจากเราเพียงไม่กี่เมตร เรากลับไม่รู้อะไรเลย เพียงเพราะว่ามีกำแพงกั้นอยู่

กำแพงปูนจะหนาแค่ไหนคงไม่ใช่ประเด็น หากเราไม่ก่อกำแพงในใจเรา

คนกรุงขี้เหงา เพราะสร้างกำแพงใจจนชำนาญ

และการ add friends ในเฟซบุ๊คอีกซักห้าสิบหรือร้อยคนคงไม่ช่วยให้อาการทุเลา

บางทีวิธีคลายเหงาอาจเริ่มได้ที่ในครัว

ทำไก่ผัดขิงซักจาน เดินไปฝาก “คนข้างๆ”

อาจช่วยให้ชีวิตคนกรุงไม่เคว้งคว้างเกินไปนัก

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ให้อภัย

20150629_Forgive

“Forgive others, not because they deserve forgiveness, but because you deserve peace.”

“จงให้อภัยคนอื่น ไม่ใช่เพราะเขาควรได้รับการให้อภัย แต่เพราะว่าคุณควรได้รับความสุขสงบทางจิตใจต่างหาก”

– Jonathan Lockwood Huie

—–

มนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่คิดเป็นตุเป็นตะได้

ความปราชญ์เปรื่องของมนุษย์นี่เองที่ทำให้เผ่าพันธุ์ของเราขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

แต่ความฉลาดก็สร้างปัญหาให้เราเช่นกัน เพราะมันหมายความว่า ไม่มีใครสามารถทำร้ายตัวเราได้เท่ากับตัวเราเอง

คนที่ฆ่าตัวตาย ก็เพราะว่าเขาได้ใช้ความคิดทำร้ายตัวเองซ้ำไปซ้ำมา-ซ้ำไปซ้ำมา

โลกใบนี้อาจมีคนฆ่าตัวตายไปแล้วนับแสนนับล้านคน

แต่ไม่มีแมวตัวไหนเคยฆ่าตัวตาย

ความขุ่นข้องหมองใจก็เหมือนกัน การที่เราเก็บความโกรธความอาฆาตใครซักคนไว้ในใจของเรา ไม่ใช่สิ่งที่ฉลาดเอาเสียเลย

คนคนนั้นอาจเคยทำผิดกับเราก็จริง จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่

จริงๆ แล้วเขาอาจจะรู้สึกผิดและขอโทษเราอยู่ในใจทุกวันก็ได้ เพียงแต่เขาไม่เคยกล้ามาบอก

ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ควรจะให้อภัยเขาไม่ใช่หรือ?

กลับกัน ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย ก็เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกโกรธและหาทาง “สั่งสอน” เขา

แต่กว่าเราจะได้ “สั่งสอน” เขา เราก็น่วมไปไม่ใช่น้อยแล้ว

เพราะเราไม่สามารถทำร้ายใครได้ โดยไม่ทำร้ายตัวเราเองก่อน

อาจจะดีกว่าถ้าเราจะ “ยกประโยชน์ให้จำเลย”

และถือซะว่า ชาติก่อนๆ เราคงเคยทำเขาเอาไว้เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่การหลอกตัวเอง

แต่มันคือการแสดงออกต่อความเชื่อใจในกฎแห่งกรรม/พระเจ้า

ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว มีเหตุผลของมันเสมอ

เช่นเดียวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ทั้งกับเราและกับเขา

ถ้าเราปล่อยวางความขุ่นข้องนั้นได้

คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่