เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

20170703_loveourselves

แต่เรากลับแคร์สายตาคนอื่นมากกว่าความคิดตัวเอง

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาจะทำอะไรเราจึงมักกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ถ้าเราออกความเห็นมากไปจะดูก้าวร้าวรึเปล่า ถ้าเรากลับบ้านเร็วจะโดนมองว่าไม่ทุ่มเทกับงานรึเปล่า

แต่เวลาอยู่ที่บ้าน เรากลับไม่เคยกังวลเรื่องแบบนี้เลย

อาจเป็นเพราะเรารู้ว่า ต่อให้เราทำตัวแย่หรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน คนที่บ้านก็จะยังรักเราและยอมรับเราอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่ออฟฟิศนั้นเราไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินเราแบบไหน เลยต้องทำตัวให้น่ารักไว้ก่อน

คงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้ ทำได้แค่เพียงตระหนักถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง ตัวตนของเราที่ออฟฟิศ และตัวตนของเราที่บ้าน

และคอยเตือนตัวเองไม่ให้เป็นคนน่ารักเกินไปเวลาอยู่ที่ออฟฟิศ และไม่ใจร้ายเกินไปเวลาอยู่ที่บ้านครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คิดเสียว่าแฟนคือลูกคนหนึ่ง

20170626_lover_children

วันก่อนผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของ Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love  แล้วเจอประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก

เขาบอกว่าให้เรามองแฟน/ภรรยา/สามี เหมือนเรามองลูก ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่เพื่อให้เราเป็นคนที่เมตตาและใจเย็นกว่านี้

เวลาที่ลูกของเรางอแง หรือพูดว่า “หนูเกลียดพ่อแล้ว” เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องขำๆ และเราจะพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้นออกมา อาจจะหิวรึเปล่า ปวดฟันรึเปล่า โกรธใครมารึเปล่า

แต่กับผู้ใหญ่เรากลับไม่ทำอย่างนั้น ถ้าแฟนบ่นว่าวันนี้เหนื่อย ขออยู่คนเดียวหน่อยได้มั้ย เราจะรู้สึกเจ็บปวดและงอนแฟนขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ถ้าเราใช้ทัศนคติแบบเดียวกับที่เราคุยกับลูก เราจะไม่เฮิร์ทและไม่ take it personally เราจะมีใจที่เป็นกลางพอที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แฟนแสดงอาการอย่างนี้ออกมา

ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งเราและเขาต่างก็เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องมีเมตตาต่อกันให้มากๆ เหมือนที่เรามีความเมตตาให้กับลูกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ขอโทษก่อนไม่ได้แปลว่าผิด

20170608_saysorryfirst

มันแค่แปลว่าเราเห็นความสัมพันธ์สำคัญกว่าอีโก้เท่านั้นเอง

Apologizing doesn’t always mean you’re wrong and the other person is right. It means you value your relationship more than your ego.
-Unknown

—–

Edward de Bono ผู้ให้กำเนิด Lateral Thinking และ The Six Thinking Hats บอกว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกในยุคนี้ ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากปราชญ์ชาวกรีกเพียงสามคนคือโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล นั่นคือการใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อค้นหาความจริง (Use logic to find the truth)

de Bono เรียกชายแก่สามคนนี้ว่า The Gang of Three

และเนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ตะวันตกครองโลก ประเทศแถบเอเชียของเราก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดของ The Gang of Three เช่นกัน

จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (และน่าเศร้า) ที่วิธีคิดของคน 7 พันล้านคนถูกตีกรอบด้วยคนเพียงสามคนเท่านั้น

เมื่อเจอสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) จะทำโดยอัตโนมัติคือใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อสืบค้นว่าความจริงคืออะไร

แต่จุดอ่อนของเหตุผลก็คือมันไม่ได้นำพามาซึ่งอารมณ์ที่สร้างสรรค์ และคำตอบมักจะมีรูปแบบเดียวคือจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก และอีกฝ่ายหนึ่งย่อมผิด

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของความสัมพันธ์ไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยกล่าวไว้ว่า “โลกนี้คนมีเหตุผลทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมีหัวใจไม่ทะเลาะกัน”

อาจารย์ประเวศ วะสี ก็เคยอวยพรคู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผล แต่จงใช้ความรักให้มากๆ”

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เวลาทะเลาะกันทีไร The Gang of Three มักจะโผล่มาผสมโรงด้วยเสมอ

แต่การเป็น “คนถูก” บนซากปรักหักพังแห่งความสัมพันธ์จะมีประโยชน์อะไร?

ครั้งหน้าที่มีปัญหากับคนที่เรารัก ถ้าตาแก่สามคนนี้โผล่มาอีก อย่าลืมไล่ไปให้ไกลๆ ก่อนเลยนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เสื้อของชีเปลือย

20170419_nakedshirt

“I don’t trust people who don’t love themselves and tell me, ‘I love you.’…There is an African saying which is: Be careful when a naked person offers you a shirt.”

“อย่าไปเชื่อคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ ที่ออกจากปากคนที่ไม่รักตัวเอง เหมือนคำพังเพยแอฟริกันที่ว่า ถ้าชีเปลือยมายื่นเสื้อให้ ก็จงระวังให้ดีๆ ”

– Maya Angelou

—–
หลักการหนึ่งที่ผมใช้กับชีวิตมาตลอดก็คือ ทำตัวเองให้มีความสุขก่อน แล้วที่เหลือจะดีเอง

เพราะถ้าเรายังมีความสุขไม่ได้ โอกาสที่เราจะทำให้คนอื่นมีความสุขนั้นยิ่งได้เป็นไปได้ยาก

เหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำ ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็นแล้วยังลงไปช่วย เหตุการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม ตอนแรกมีคนจมน้ำแค่คนเดียว ตอนนี้มีคนจมน้ำสองคนแล้ว

เหมือนกฎหน้ากากอ๊อกซิเจนที่ผมเคยเขียนไป  ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเราก่อน ไม่ใช่สวมให้เด็กก่อน

ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า

ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้ เราจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีเงินของตัวเอง เราจะให้เงินคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีความรักให้ตัวเอง เราจะมอบความรักให้คนอื่นได้อย่างไร

ต่อให้เราหวังดีแค่ไหน แต่เราก็ไม่อาจมอบสิ่งที่เราไม่มี – you cannot give what you don’t have.

ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากตนเองเสมอ

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นชีเปลือยที่คอยยื่นเสื้อให้คนอื่นอยู่ร่ำไปครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่าตอบว่า “อาจจะ”

20170315_maybe

ถ้าใจจริงเราอยากตอบว่า “ไม่”

Don’t say maybe if you want to say no.
-Unknown

เพราะคนไทยขี้เกรงใจ

เราจึงปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น

เราจึงชอบแบ่งรับแบ่งสู้ ซึ่งบางทีก็เป็นการให้ความหวัง และทำให้คนเขารอคอยและเสียโอกาส

ถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่อยากทำสิ่งที่เขาเสนอมา ก็อย่าตอบแบบกั๊กๆ อยู่เลย

ปฏิเสธให้ชัดถ้อยชัดคำและด้วยความนุ่มนวล

แม้จะทำให้เขาเสียใจตอนนี้ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาคอยแล้วยังทำให้เขาเสียใจอีกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog

ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com