ไอดอลของไอดอล

20180513_idol

เราทุกคนต่างมีไอดอลหรือบุคคลที่เราชื่นชมด้วยกันทั้งนั้น

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะมีอยู่ตลอดก็คือ คนที่เราชื่นชมนั้นเขาชื่นชมใคร

ปลายปีที่แล้ว ใครที่ได้ดูวันที่พี่ตูน “ก้าวคนละก้าว” จนเข้าเส้นชัยที่แม่สาย คงพอจำได้ว่าพี่ป๊อด และวงโมเดิร์นด็อก มาเซอร์ไพรส์ขึ้นเวทีร้องเพลงให้กำลังใจ

พี่ตูนเคยเล่าให้ฟังในหลายวาระว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลเขาตั้งแต่เด็กๆ

มาวันนี้สถานะพี่ตูนน่าจะเป็นนักร้องที่ดังที่สุดในประเทศ และน่าจะดังกว่า พี่ป๊อด ไอดอลของเขาเสียอีก

—–

ปีที่แล้วผมไปเรียนแต่งเพลงกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า

ใครที่ยังไม่รู้จักวงนี้ เขาคือคนแต่งเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” ที่ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อป แคลอรีบลาบลา เอามาร้องใหม่จนดังไปทั่วเมือง

อพาร์ตเมนต์คุณป้าออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 4 อัลบั้ม และตอนนี้พี่ตุลย์น่าจะแต่งเพลงมาแล้วร่วมร้อยเพลง (ให้วงตัวเอง ศิลปินคนอื่น และเพลงโฆษณา)

พี่ตุลย์เคยเล่าในหลายวาระ (รวมถึงในคลาสวันนั้นด้วย) ว่าคนที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาแต่งเพลงคือ ปฐมพร ปฐมพร

วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เพื่อนพี่ตุลย์ได้ส่งอัลบั้มคู่ที่ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล ของปฐมพร ปฐมพรมาให้ฟัง พี่ตุลย์กล่าวว่า

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า พี่ตุลย์ก็ได้แซงหน้าไอดอลของเขาแล้วเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องชื่อเสียงและจำนวนแฟนเพลงที่ติดตามผลงาน

—–

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคืออย่างนี้ครับ

ว่าหากเรามีงานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตาม เราควรเผยแพร่มันออกมา

แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะต้องโด่งดังอะไรมากมาย

เหมือนอย่างบล็อกผมที่เขียนมาสามปีแล้ว มียอดไลค์เพียงสองหมื่นต้นๆ แม้จะไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าโด่งดัง

แต่ผมเชื่อว่าบทความบางตอนของผม อาจจะไปจุดประกายใครหลายๆ คนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ และคนเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับหมื่นนับแสนในอนาคตก็ได้

เหมือนอย่างที่พี่ป๊อดเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ตูน หรือปฐมพร ปฐมพรจุดประกายให้พี่ตุลย์แต่งเพลง

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไอดอลได้ แต่ทุกคนเป็นไอดอลของไอดอลได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ความฝันหมดอายุ

20180329_expireddreams

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยบอกตัวเองว่า โตขึ้นอยากเข้ามหาลัยนี้ เรียนจบแล้วอยากทำงานบริษัทนี้ หรือมีเงินแล้วจะบินไปดูทีมฟุตบอลที่ตัวเองชอบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง

การศึกษาอาจมีทางเลือกใหม่ บริษัทในฝันอาจกำลังขาดทุนอย่างหนัก นักเตะที่เคยคลั่งไคล้อาจแขวนสตั๊ดไปหมดแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราคนเดิมกับตอนที่ความฝันนั้นเกิดขึ้นมา

การทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสำรวจตัวเองว่าความฝันนั้นมันยังมีความหมายและสอดคล้องกับตัวตนของเรารึเปล่า

ถ้าฝันนั้นไม่ได้ spark joy สำหรับเราอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะวางมันลง

ไม่เหยาะแหยะกับความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับความฝันที่หมดอายุไปแล้ว

จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่ใช่กับเราจริงๆ ครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life 

จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่างานที่ทำไม่เสร็จ?

20171128_unfinished

ก็งานที่ไม่ได้เริ่มยังไงล่ะ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.
-Christina Rossetti

นี่คือยุคที่เรามีเครื่องมือทุ่นเวลามากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

และตลกร้ายก็คือเราดูจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าทุกยุคที่ผ่านมาด้วย

และเวลาว่างที่มีอยู่เล็กน้อยก็มักจะโดนมือถือหรือไอแพดกลืนกินราวหลุมดำที่ดูดซับทุกอย่าง

ชีวิตที่เหลือจากการทำงานจึงหมดไปกับการเสพสื่อ

แต่การเสพอย่างเดียวไม่น่าจะทำให้เรามีความสุขได้

ความสุขจะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้จักสร้างด้วย

ผมเชื่อว่าทุกคนมีหนังสืออยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เล่ม มีเพลงอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เพลง มีกวีอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 บท

แต่หากเราเอาแต่เสพ เราก็จะไม่มีเวลาเขียนหนังสือ ไม่มีเวลาแต่งเพลง และไม่เหลือเวลาร่ายกวี

หากพลังงานสร้างสรรค์เหล่านี้ถูกฝังกลบอยู่ในตัวเราไปตลอดชีวิต ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสุดๆ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.

มีอะไรดีๆ อยู่ในตัวก็ปล่อยมันออกมาเถอะนะครับ

เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า งานของคุณมันมีความหมายมากเพียงใด จนกว่าคุณจะนำมันออกมาให้โลกเห็น


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า